ติดตามผลกรณีศึกษาหลังจากประเมินและออกแบบกิจกรรมบำบัดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ต่อยอดกรณีศึกษาจาก http://gotoknow.org/blog/otpop/378656

ขอบคุณกรณีศึกษาและผู้ร่วมโปรแกรมฝึกสมองผ่อนคลายด้วยการรับความรู้สึกที่หลากหลายทุกท่าน

กรณีศึกษาได้ทำการบ้านที่แนะนำไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน อ่านเพิ่มเติมที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/378656 พบว่า "ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอาการกระตุกมากนัก เมื่อสื่อสารกับร่างกายกลับทำให้มีอาการกระตุกมากขึ้น แต่รู้สึกผ่อนคลายและเข้าใจประโยชน์ของกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายจนทำให้อาการกระตุกลดลงเล็กน้อย"

ผมเลยลองแนะนำให้ทำโปรแกรมฝึกสมองผ่อนคลายโดยหลักการคือ การฝึกใส่ใจกับการรับความรู้สึกที่หลากหลายว่าส่งผลให้มีการหายใจ (เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าท้อง) เริ่มจากหลับตา-ลืมตามองแสงสีที่เคลื่อนไหว ฟังเสียงจังหวะดนตรีที่แตกต่างกัน หลับตา-ลืมตาปรับท่านั่ง-นอนหงาย-ยืน-หมุนตัว-ทรงตัว หลับตา-ลืมตาเคี้ยวหมากฝรั่งในจังหวะเคี้ยวที่แตกต่างกัน หลับตานอนหงายพร้อมผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามลำดับส่วน การจินตนาการภาพอารมณ์ที่มีความสุขและมั่นใจ

แต่เหตุการณ์ที่น่าสนใจเรียนรู้คือ ข้อมูลการประเมินทางกิจกรรมบำบัดก่อนและหลังเข้าโปรแกรมข้างต้นนาน 60 นาที ดังนี้

เวลาการตอบสนอง             ก่อนเข้าโปรแกรมฯ              หลังเข้าโปรแกรมฯ

การมองเห็น                       0.472 วินาที                     0.267 วินาที (เร็วขึ้น)

การได้ยิน                          0.446 วินาที                     0.444 วินาที (ไม่ชัดเจน)

การสัมผัส                          0.210 วินาที                    0.354 วินาที (ช้าลง)

สหสัมพันธ์การเคลื่อนไหว    ก่อนเข้าโปรแกรมฯ              หลังเข้าโปรแกรมฯ

ลืมตาโยนบอลลงตะกร้า       4 ลูก 18 วินาที                  7 ลูก 13 วินาที (ดีขึ้น)

หลับตาโยนบอลลงตะกร้า     6 ลูก 19 วินาที                  6 ลูก 22 วินาที (ช้าลง)

แปรผลได้ว่า กระบวนการให้กรณีศึกษาหลับตาและฝึกสมองผ่อนคลายไม่ทำให้อาการกระตุกลดลง สังเกตว่าเวลาการตอบสนองของการสัมผัสช้าลงและหลับตาโยนบอลลงตะกร้าได้จำนวนลูกเท่าเดิมและช้าลง

แต่การฝึกสมองผ่อนคลายส่งผลต่อการมองเห็นที่เร็วขึ้น นั้นคือ การมองเห็นสิ่งเร้าน่าจะกระตุ้นจิตใจให้เกิดอารมณ์เกร็ง กลัว กังวล คาดหวัง และไม่ผ่อนคลาย (โดยเฉพาะต่อหน้าคนแปลกหน้า ซึ่งได้จัดสถานการณ์ในโปรแกรมฯรวม 4 ท่านร่วมฝึกโปรแกรมฯด้วย)ส่งผลให้มีการกระตุกของร่างกายเร็วๆ และหากปล่อยไปตามธรรมชาติโดยไม่มีการสื่อสารกับร่างกายว่า "ผ่อนคลาย" ก็จะหยุดการกระตุกของร่างกายได้ หากจิตใจไม่คิดมากหรือไม่เกิดอารมณ์ข้างต้น ก็จะหยุดการกระตุกของร่างกายได้เช่นกัน

ผมจึงสอบถามเกี่ยวกับคำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นเพื่อให้สมองเรียนรู้ซ้ำๆ ทางกรณีศึกษาพบว่า ได้ออกกำลังกายแบบเต้นแอโรบิกก็รู้สึกว่าอาการกระตุกลดลง และได้ลองปรับตนเองไม่ให้ดูทีวีหรืออยู่ว่าง ก็ได้ทำการบ้านกลิ้งตัวระหว่างพักดูทีวีหรืออยู่ว่างก็ได้ลดอาการกระตุกเล็กน้อย

ดังนั้นผมจึงสรุปกิจกรรมบำบัดลดอาการกระตุกของกรณีศึกษานี้โดย "การเพิ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวก่อนนอน 1 ชม. และผ่อนคลายด้วยการลืมตากับการหายใจทางจมูกแล้วเป่าลมออกทางปากยาวๆดังๆ (ขอบคุณนักกิจกรรมบำบัดพี่ปอที่ร่วมสังเกตและประเมินทางคลินิกกิจกรรมบำบัดได้ยอดเยี่ยม)" กิจกรรมที่อยู่นิ่งและรับรู้ความรู้สึกที่หลากหลายไม่ได้ลดอาการกระตุกของกรณีศึกษานี้ เพราะการหลับตาทำให้จิตใจไม่นิ่งมีอารมณ์คิดจนส่งผลให้ร่างกายกระตุกได้

นอกจากนี้ผมได้ให้การบ้านที่กรณีศึกษาต้องทำนอกเหนือจากการออกกำลังกายเต้นแอโรบิก ได้แก่ การทำสมาธิลืมตาเคี้ยวอาหารแต่ละคำเท่าที่ทำได้ กับการเคลื่อนไหวโดยเรียง 6 ลูกบอลแนวนอนหน้าตัวขณะนั่งคุกเข่าบนส้นเท้า แล้วยืดตัวจับบอลด้วยมือขวาเพื่อโยนบอลลงตะกร้าที่ห่างข้างหน้าตัวประมาณ 1-1.50 เมตร ทำเร็วที่สุดหนึ่งรอบ จากนั้นเรียง 6 ลูกบอล 3 แถวๆ ละ 2 ลูกทางซ้ายขวาข้างหน้าตัวขณะยืน วิ่งไปหยิบบอลด้วยมือขวาหรือซ้ายจากลูกบอลซ้าย-ขวา สลับกันมาใส่ตะกร้าที่วางข้างขวาของกรณีศึกษาอย่างเร็วที่สุด ทำ 3 รอบ หากเหนื่อยก็พักแล้วหายใจทางจมูกแล้วเป่าลมออกทางปากยาวๆ ดังๆ และเรียงบอลแนวตั้งทางซ้ายขวาลำตัวข้างละ 3 ลูก ให้จับบอลแนวตั้งทางขวามือสุดด้วยมือขวาหรือซ้ายพร้อมออกเสียงนับ 1 เบาๆ และ 1 ดังๆ มาใส่ตะกร้าที่วางตรงกลางของแนวบอลทั้งหมด ตามด้วยแนวกลางนับ 2 เบาๆ และ 2 ดังๆ ต่อแนวตั้งซ้ายสุดนับ 3 เบาๆ และ 3 ดังๆ รวมเป็น 1 รอบ ต้องทำอีก 5 รอบ นับต่อสลับกันจาก 4-15 หากเหนื่อยก็พักแล้วหายใจทางจมูกแล้วเป่าลมออกทางปากยาวๆ ดังๆ

เมื่อกรณีศึกษาได้ลองฝึกโปรแกรมการเคลื่อนไหวข้างต้น แล้วมาทดสอบอีกครั้ง ได้เวลาการตอบสนองของการสัมผัสเร็วขึ้น (0.157 วินาที) เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลข้างต้น นั้นคือ อาการกระตุกก็ไม่มีขณะเคลื่อนไหวเก็บบอลใส่ตะกร้าและการพูดนับก็ชัดเจนขึ้นเมื่อร่างกายพักและหายใจ ซึ่งยืนยันผลของการพัฒนาของจิตประสาทการเคลื่อนไหว ที่ไม่ได้มีความบกพร่องทางสมองแต่อย่างได หากแต่กรณีศึกษาต้องผ่อนคลายจิต และฝึกจิตใจให้ปล่อยวางแล้วเคลื่อนไหวร่างกายแบบไม่กระตุก หรือถ้ากระตุกก็ไม่ควรใส่ใจจนอาการกระตุกลดลงตามธรรมชาติ

ผมจึงแนะนำการบ้านและข้อสรุปตรงนี้ และขอติดตามผลอีกครั้งในอาทิตย์ถัดไปทางอีเมล์...ทั้งนี้ผมไม่สามารถตอบคำถามที่ว่าอาการกระตุกแบบนี้ส่งผลทางพันธุกรรมหรือไม่ ผมไม่แน่ใจและไม่ข้อมูลทางคลินิกกิจกรรมบำบัด ทางผู้จัดการสถาบันไพดี้-คุณยงยศ จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทางพันธุกรรมหากต้องการพิสูจน์

ขอขอบคุณการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ให้กรณีศึกษาเข้าใจตนเองผ่านสื่อกิจกรรมบำบัดมากขึ้น และผมก็ได้เข้าใจสภาวะการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมกับสภาวะการผ่อนคลายแบบลืมตาที่ลดอาการกระตุกหรือ TICK ได้มากกว่า 70%)