พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์

พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์...กฎหมายที่ต้องมีความรอบครอบ

กลายเป็นเรื่องที่ยังพูดกันไม่จบ เรื่องร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์ ที่จะออกมาเพื่อเปิดทางให้ ผู้หญิงท้องที่ยังอยู่ในวัยเรียน ได้มีโอกาสเรียนต่อในโรงเรียน โดยไม่ถูกให้ออก เพื่อ สร้างเสริม สิทธิมนุษย์ชนให้เท่าเทียมกัน   ทุกฝ่ายพยายามจะทำกฎหมายนี้ขึ้นมา ซึ่งเชื่อว่า ไม่มีใครตำหนิ  แต่ไม่มีใครยอมที่จะเอาความจริง มาพูดมาวิเคราะห์กันบ้างว่า การจะสร้างกฎหมายนี้ให้ออกมา มันมีความสำคัญในสภาพความเป็นจริงแค่ไหน นักเรียนที่ท้องได้จริงจะได้ประโยชน์หรือไม่

“หนูไม่เห็นด้วยกับ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะการให้กับนักเรียนที่ตั้งครรภ์สามารถมาเรียนได้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมควร สถานศึกษาควรจะเป็นสถานที่ที่ให้ผู้ที่มีความพร้อมมาเรียน แต่ร่าง พ.ร.บ.นี้จะเป็นการสนับสนุน ให้เด็กคิดเรื่องเพศสัมพันธ์มากเกินไป ส่งผลให้ในอนาคตเด็กไม่สนใจที่จะดูแลตนเอง ปล่อยตัวมากขึ้น คนรอบข้างก็จะคิดต่อเด็กคนนั้นในทางไม่ดี “น.ส.สุพัตรา เปรมจิตชื่น วัย 19 ปี จากคณะนิเทศศาสตร์ ม.ศรีปทุม เผยถึงความรู้สึก

น.ส.สุพัตรา บอกอีกว่า ทำไมถึงไม่ทำหน้าที่การเป็นนักเรียน นักศึกษาให้ดีก่อนที่จะคิดตั้งครรภ์ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เหมือนคนที่ไม่มีความพร้อม  ทางที่ดีที่สุดคือเด็กเหล่านั้นต้องป้องกันก่อนการเกิดการตั้งครรภ์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง หรืออาจใช้วิธีหยุดเรียนไปก่อน เมื่อคลอดบุตรแล้วจึงค่อยกลับมาเรียนใหม่ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  

ขณะที่ น.ส. ภัชธีญา ใจงาม อายุ 19 ปี  นักศึกษาคณะเดียวกัน มีมุมมองที่แตกต่าง ว่า  เห็นด้วยกับ ร่าง พ.ร.บ.นี้  เพราะถ้าเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้วไม่ให้เรียนต่อ เหมือนกับการตัดอนาคตเด็ก และอาจส่งผลให้เด็กกลุ่มนั้นตัดสินใจทำแท้งหรือการทอดทิ้งบุตรของตน ส่งผลให้เกิดเป็นปัญหาสังคม   ดังนั้นจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กเหล่านั้นได้มีโอกาสปรับปรุงตัว โดยอาจมีการเปิดการศึกษารอบพิเศษ รอบค่ำหรือการศึกษาลักษณะเดียวกันกับการศึกษาผู้ใหญ่ สำหรับเด็กเหล่านั้นโดยเฉพาะ เมื่อเด็กจบการศึกษามาจะได้มีงานทำ มีเงินเลี้ยงดูลูก แต่ทั้งนี้ตนเห็นว่าไม่ควรให้มาเรียนร่วมกับนักเรียนภาคปกติ

สำหรับความคิดเห็นของนักศึกษาชาย  นาย อธิภู รุ่งอรุณไพรกุล อายุ 19 ปี นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า  หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่ได้หมายว่าจะไม่สามารถเรียนหนังสือได้ ดังนั้นสถานศึกษาควรจะให้โอกาสแก่เด็กเหล่านั้นมิใช่กีดกัน เพราะตนคิดว่าแม้เด็กเหล่านั้นจะออกจากสถานศึกษาเพื่อเลี้ยงลูกก็ไม่น่าจะทำได้ เนื่องจากไม่มีความรู้ไม่มีงานทำ ทั้งนี้ไม่คิดว่ากฎหมายนี้จะส่งเสริมให้สังคมก้าวไปสู่คำว่า “Free Sex” เนื่องจากวัฒนธรรมไทยก็ระบุชัดเจนว่าผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว แต่เรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์อาจจะผิดพลาดได้ ดังนั้นจึงควรให้โอกาสแก่เด็กเหล่านั้น

“ผมคิดว่าควรเปิดให้มีชั้นเรียนสำหรับคนท้องโดยเฉพาะเพื่อป้องกันมิให้เด็กที่ตั้งครรภ์ต้องอับอาย แต่ในทัศนะส่วนตัวหากผมต้องมาเรียนร่วมกับหญิงมีครรภ์ก็ไม่มีปัญหา อาจจะมีบ้างที่ต้องค่อย ๆ ปรับตัวกันไป แต่ถึงอย่างไรแล้วการมีครรภ์ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ การมีเด็กตั้งครรภ์มาเรียนหนังสือไม่ได้ส่งผลให้สถาบันศึกษาเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ขึ้นอยู่กับสถาบันศึกษาเองด้วยว่าจะให้โอกาสเด็กเหล่านี้ได้เรียนหรือไม่”นักศึกษาหนุ่ม จาก ม.เกษตรกล่าวทิ้งท้าย

ส่วนความคิดเห็นของผู้เป็นแม่ นางพัดชา โอภาสทิพากร อายุ 54 ปี มารดาที่มีบุตรกำลังอยู่ในวัยเรียนให้ทัศนะคติว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์  มีข้อเสียมากกว่าข้อดี เพราะจะเป็นการเพิ่มการมีบุตรก่อนแต่งงานมากขึ้น ซึ่งเป็นความไม่ถูกต้องในสังคม  อย่างไรก็ตามต้องมองให้รอบด้าน ซึ่งทางสถาบันศึกษาควรตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เป็นกรณี ๆ ไป โดยดูจากประวัติของเด็กเป็นหลัก หากเป็นเด็กที่ไม่ดี ก็ไม่ควรส่งเสริมให้ได้เรียนเพราะจะกลายเป็นตัวอย่างที่แก่เด็กคนอื่น  แต่ถ้าเด็กเป็นผู้ประพฤติดี แต่เกิดพลาดพลั้งจากสาเหตุใด ๆ ก็ตาม สถาบันควรจะให้โอกาสแก่คน ๆ นั้น  ซึ่งเมื่อได้รับโอกาสที่ได้เรียนแล้วก็ไม่ควรอับอาย แต่ควรจะทำใจยอมรับในความผิดพลาดและตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ทางสถาบันศึกษามอบโอกาสอีกครั้ง

เหรียญมีสองด้าน ดาบมีสองคน ฉันใด กฎหมายฉบับนี้ก็มีทั้งข้อดี – เสีย ฉันนั้น ดังนั้นผู้มีอำนาจต้องห้พิจารณาเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนที่สุด เพื่อยังประโยชน์ให้แก่บุคคลที่ได้ขึ้นชื่อว่า “อนาคตของชาติ” ต่อไป