วันนี้มีพี่ที่ทำงานไปอบรม เรื่องอะไรมาหนูก็จำไม่ได้ ท่านทำแบบสอบถามแล้วให้เราในห้องช่วย ๆ กันดู ประเด็นท่านเริ่มจาก วิสัยทัศน์กรมที่บอกว่า
เปิดใจ ใฝ่รู้ คู่คุณธรรม นำหลักวิชาการ มาตรฐานสากล
ท่านหยิบคำว่า "เปิดใจ" มาเป็นประเด็นตีแผ่ สอบถามไปที่ทุกคนในหน่วยงาน ว่าคิดเห็นกับคำนี้อย่างไร จึงได้คำถามนำร่องมาว่า
เปิดใจ (open mind) คืออะไร คุณเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไร
พฤติกรรมหรือสิ่งที่แสดงออกอะไรที่บ่งบอกว่าคุณ เปิดใจ
ประมาณนี้แหละค่ะ แต่อาจจะไม่ค่อยแม่นคำเท่าไหร่ แต่โดยความหมายคือ ประมาณนี้ ด้วยวันนี้หนูมีภารกิจต้องอยู่ตรวจเวร ดึก จึงลองนั่งทบทวนในตนเองแล้วเขียนออกมาในมุมของตนเอง ได้ความว่า
เปิดใจ
คำ ๆ นี้ ฟังง่าย แต่ทำยากนะคะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว โดยธรรมชาติของคนเราจะมีเกราะ หรือจะพูดให้หรู ๆ ก็ คือ ระยะปลอดภัย (comfort zone) น้อยคนที่จะกล้าก้าวออกมาจากระยะปลอดภัยนี้ แม้ตัวแต่ตัวหนูเอง ขนาดพยายามแล้ว แต่พอบางทีรู้สึกไม่ไหวก็วิ่งเข้าไปหาระยะปลอดภัยอยู่ดี เกราะของบางคนก็คือ
การทำหน้าบึ้ง บางคนก็โกรธ หน้าดำหน้าแดง บางคนก็สบัดตูดหนีไปเลย เวลาที่มนุษย์แสดงพฤติกรรมเหล่านี้แสดงว่า “เขากลัว”
แต่มีคนบางประเภทนะคะที่พอเข้าใกล้ทีไร ทำให้รู้สึกว่า “อยากเล่า” อยากพูดเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือประทับใจในชีวิตของเราให้เขาฟัง (ก็ไม่รู้ว่าท่านจะอยากฟังรึเปล่า ฮ่า ๆ) ไม่รู้ว่าเขามีพลังพิเศษอะไรเหนาะ แต่ลึก ๆ หนูเชื่อว่าคือ "ความเมตตา"
เปิดใจในนิยามของหนูคือ พร้อมที่จะเล่า เราจะรู้สึกเลยว่าเรื่อง ๆ นี้เราเล่าจากใจ ไม่ใช่จากสมอง สัมผัสได้ถึง “ความจริงใจ” ขณะเดียวกันก็มักจะมาพร้อม ๆ กับการฟังอย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินเรื่องราวของคนเล่า เพราะว่าทุก ๆ เรื่องคือ การเรียนรู้ แม้จะเป็นความผิดพลาดก็ตาม
เพราะหากเราเรียนรู้ที่จะเปิดใจฟัง แล้วจะเห็นว่า
“ใจเรามีความอ่อนโยนเพิ่มมากขึ้น”
ยอมรับโดยส่วนตัวเลยค่ะว่ายาก ที่จะฟังได้อย่างไม่มีเสียงโต้แย้งภายในใจ หรือมีเกราะเดิม ๆ เกิดขึ้น แต่เมื่อรู้แล้วก็ฝึกไปเรื่อย ๆ ก็ พอได้นะคะ อย่างที่บอกหนูก็ไม่ใช่คนดีเด่ อะไร ผิดมาก็มาก พลาด มาก็ เยอะ แต่ก็ล้มลุกคลุกคลานเรียนรู้ไป มีดีที่ไม่ม้วนเสื่อเลิกไปก่อนก็เท่านั้น อาจจะโดยส่วนหนึ่งเชื่อในทฤษฎีการทำซ้ำ ทำแหละ ทำมันไปเรื่อย ๆ แรก ๆ มันก็แย่ มันก็ห่วย แต่ทำบ่อย ๆ แล้ว ก็ดูดีขึ้นแฮะ
“อ้าว กลายเป็นชมตนเองซะงั้น ฮ่า ๆ ไม่เอาน่าอย่าซีเรียส”
เปิดใจมันก็เป็นเรื่องของใจเหนาะ ฝึกใจ แล้วคน ๆ นั้นจะเป็นคนที่น่าอิจฉาที่สุดในโลกเพราะเขารู้ใจตนเอง คนเราชินแต่การเพ่งมองคนอื่น อยากจะเปลี่ยนแปลงเขา เปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลก แต่คนสำคัญที่สุดที่มักจะถูกลืม ก็คือ “ตัวเอง”
(ว้า หนูเขียนอะไรเนี่ย เอาเป็นว่า หนูพูดเรื่องของใจในการรับรู้ของตนเองแล้วกันนะคะ)
ส่วนพฤติกรรมหรือการแสดงออกอะไรที่สะท้อนถึงการเปิดใจ โดยส่วนตัวแล้วที่เห็นชัดกับตนเองคือ “แววตา” อย่างที่โบราณบอกไว้ว่า ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจไม่ผิดเพี้ยน
มันชัดมากสำหรับตนเอง เวลาเศร้า เวลาหมอง ตาก็จะเป็นหม่น ๆ เมื่อไหร่ที่มีคนเล่าเรื่องแล้วรู้สึก ไม่ใช่ ไม่อยากฟัง หรือ มีข้อโต้แย้ง ประกายตา หนูจะลุกวาวเหมือนจะกระโจนออกมาพูดเอง แล้วใจก็จะเต้น ตุ๊บ ๆ ๆ ถ้ารู้ทันก็จะเห็นใจที่เต้น ตุ๊บ ๆ ๆ ค่อย ๆ เบาลง แล้วก็ มีการดึงลมหายใจเข้าลึก ๆ แรง ๆ แล้วค่อยพูด อันนี้เฉพาะตอนมีสตินะคะ
ตอนขาดสติเหรอค่ะ เฮอะ ๆ แทบจะพูดแทรก พูดแซง แย้งขึ้นมากระทันหัน นั่ง ๆ อยู่ก็เหมือนก้นจะไม่ติดเก้าอี้ บางทีก็ลุกขึ้น บางทีเป็นเวทีใหญ่ ๆ ก็เดินไปที่ไมค์ เพื่อที่จะพูด หรือ แสดงความคิดเห็นเลยก็มี บางทีก็ไม่รอไมค์ใช้การแผดเสียงให้ดัง เพื่อต้องการให้ได้ยิน
พฤติกรรมอีกอย่างที่สะท้อนว่า “ไม่ยอมรับ” ก็คือ ตัวหนูจะแข็ง คอจะแข็ง เกร็งขึ้นมา หน้าแดง (เอ๊ะ รึจะดำ ฮ่า ๆ) หนัก ๆ เข้า ส่ายหัวดิ๊ก ๆ หนักเข้าไปอีกเดินลุกหนีไปเลย
แต่เวลายอมรับเปิดใจฟังจริง ๆ "ตาหนูจะยิ้มได้" ไม่รู้จะอธิบายยังไงค่ะ แต่รู้สึกว่า
“ตามันยิ้มได้จริง ๆ”
เหมือนมีเสียงชื่นชมประทับใจอยู่ภายใน หน้าตา ปากก็จะพลอยแย้มขึ้น แคบกว้างตามแต่ครั้งคราไป บางทีก็พยักหน้า หยึก ๆ หรือไม่ก็มีเสียง อื้อ, ว้าว สุดยอดเลยค่ะ บางรายหน่ะเวลาได้ฟังเรื่องดี ๆ แล้วประทับใจ น้ำตามันก็พาลจะไหลออกมาเอง แล้วข้างในก็มีเสียงดังตลอดว่า “สุดยอด ๆ” บางทีก็จะปรบมือ บางทีประทับใจมาก ๆก็ปรบแบบที่เอาให้ดังที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้
ก็เขียนตอบไปท่านตามนี้แหละค่ะ รู้สึกดีที่ได้เขียน เขียนแล้วรู้สึกใจชุ่มฉ่ำ ยิ้มประโยคที่ว่าตามันยิ้มได้ ยิ่งรู้สึกขนลุก มานั่งอ่านทบทวน อืม เขียนเรื่องในด้านลบมากกว่าด้านบวกนะ แต่ก็ทำให้สะท้อนใจตนเอง ณ ขณะเขียนได้มากขึ้น