สมัยตระกูลโชกุนโตกูกาวา มีอิเอยาสึเป็นโชกุนคนแรก ในปี ค.ศ .1603 โชกุนตระกูลโจกูกาวาได้สร้างความจเริญอย่างมากให้กับประเทศเป็นอย่างมากญี่ปุ่นเกิดความสันติสุขและเป็นระเบียบอย่างยาวนาน จึงเห็นด้วยกับคำถาม  ดังัน้นสามารถจำแนกความเจริญได้ดังนี้

 

การปกครอง 

                สมัยโชกุนโตกูกาวาสถาบันศักดินาสวามิภักดินับว่ามีความมั่นคงและมีระเบียบแบบแผนเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเสริมสนับสนุนการปกครองของรัฐบาลกลาง มีศูนย์กลางบัญชาการอยู่ที่เอโด (โตเกียว) มีการสร้างปราสาทล้อมรอบด้วยคูน้ำใหญ่โต มีการป้องกันภัยอย่างดี ผู้ที่ช่วยเหลือโชกุนโตกูกาวาจะได้เป็นเจ้าของพื้นที่อันกว้างใหญ่ ในสมัยนี้มีการแบ่งการปกครองแคว้นออกเป็น 3 ประเภทได้แก่

                 -          ซิมปัน คือขุนศึกที่มีความใกล้ชิดทางสายเลือดกับตะกูลโตกูกาวา

                 -          ฟูได ขุนศึกที่เข้าร่สมกับตะกูลโตกูกาวาก่อนปี ค.ศ. 1603

                 -          โตซามา ขุนศึกที่มาเข้าร่วมหลังตะกูลโตกูกาวาขึ้นมามีอำนาจปกครองญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีความจงรักภักดีเท่าใดนัก

               โชกุนได้ใช้ระเบียบควบคุทางสังคม “ซินกิน โกไต” กำหนดให้ไดเมียวทุกคนที่พนักอยู่ในเอโด ทุกปีจะต้องมาพำนักอยู่ ณ เอโดนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง ถ้าไม่อยู่จะต้องทิ้งญาติสนิทเอาไว้ การเดินทางมาพำนักในเอโดของขุนนางแต่ละครั้งสร้างความสิ้นปลืองเงินทองของโชกุนมากมาย เพราะต่างคนต่างก็ต้องดำรงไว้ซึ่งหน้าตา เสื้อผ้าอาภรณ์อันหรูหรา ทำให้ไดเมียจนลงและเป็นหนี้สินพ่อค้านายทุนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เป็นเพราะเพื่อไม่ให้ขุนนางกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อโชกุน ทำให้ญี่ปุ่นมีการปกครองที่มั่นคงไม่มีการแย่งชิงอำนาจ

มีสองรัฐบาลคู่กัน 

                   -          รัฐบาลของพระจักรพรรดิและข้าราชบริพารจะอยู่ที่เกียวโต ซึ่งไม่มีอำนาจปกครองบ้านเมือง จักรพรรดิเป็นเพียงสัญลักาณืของชาติเท่านั้น การบริหารแคว้นต่าง ๆ ที่เรียกว่า “ฮั่น”  จะผ่านขุนนางของแคว้วนนั้น ๆ อีกต่อหนึ่ง

                   -          รัฐบาลของโชกุน หรือ “บากูฟู” เป็นรัฐบาลทหารที่มีโชกุนเป็นหัวหน้าอยู่ที่เอโด โชกุนมีอำนาจปกครองบ้านเมืองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยอ้างอำนาจของพระจักรพรรดิ  ศูนย์การการปกครองจึงขึ้นอยู่กับโชกุนแต่เพียงผู้เดียว

                มีการแบ่งชนชั้นทางสังคมคือ 1) ขุนนางผู้คงแก่เรียน 2) ชาวนา 3) ช่างฝีมือ 4) พ่อค้า 5) นักรบหรือซามูไร ถือว่าเป็นชนชั้นที่มีเกียรติ การลงโทษจะพิจารณาโทษตามชนชั้นทางสังคม เพื่อเน้นความแตกต่างทางสังคมให้ชัดเจน

 

ลัทธิบูชิโด 

                     "บูชิโด" แปลว่า "วิถีแห่งนักรบ" เป็นหลักการที่พัฒนาขึ้นสมัยโตกูกาวา ถือเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของซามูไร ที่ยึดหลักความจงรักภักดี การเสียสละ ความละอาย ความมีมารยาท ความอ่อนน้อม เกียรติยศ และความรักผูกพัน ความจริงใจ ความซื่อสัตย์สุจริต และการควบคุมตนเอง ความยุติธรรมถือเป็นหลักการสำคัญอันหนึ่งของซามูไร  เป็นแนวในการปฏิบัติตน

                    บูชิโด เป็นการผสมผสานความเชื่อทางพุทธศาสนานิกายเซน คำสอนของขงจื้อ และศรัทธาในลัทธิชินโต ศาสนาพุทธเชื่อเรื่องการตายแล้วเกิดใหม่ ผู้ยึดถือบูชิโดโดยเฉพาะซามูไรจึงไม่กลัวอันตรายและความตาย เน้นการทำสมาธิเพื่อบรรลุนิพพานสอนให้คนรู้จักตนเองและไม่ยึดติดกับตัวตน ซามูไรใช้เซนในการฝึกเพื่อขับไล่ความกลัว ความไม่แน่นอนใจและความผิดพลาด

                   ซามูไรที่ยึดมั่นในบูชิโดจะมีความรักชาติและศรัทธาที่จะปกป้องแผ่นดิน โดยเน้นคุณธรรมความสัมพันธ์ 5 ประการ ระหว่าง เจ้านายกับลูกน้อง พ่อกับลูก สามีกับภรรยา พี่กับน้อง และเพื่อนกับเพื่อน

                 ลัทธิบูชิโดจึงมีส่วนสำคัญในการสร้าความเจริญให้กับญี่ปุ่นโดตยเฉพาะในสมัยโชกุนโตกูกาวา

 

ความสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ 

                แรก ๆ ในสมัยโตกูกาวามีปัญหาความสัมพันธ์กับชาวต่างชาติเหมือนกับจีน ชาวที่เข้ามาติดต่อเช่น โปรตุเกส สเปน ฮอลันดา อังกฤษ แต่ญี่ปุ่นชอบเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากยุโรปจึงปรับตัวได้ง่ายและต้อนรับชาวต่างชาติเป็นอย่างดี ญี่ปุ่นได้ปืนไฟจากโปรตุเกสมาใช้เป็นครั้งแรก

                 ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชาวต่างชาติได้นำศาสนาเข้ามาเผยแพร่ เช่น โปรตุเกสนำคริสตศาสนานิการเยซูอิตเข้ามา สเปนนำคริสตศาสนานิกายฟรานซิสกันเข้มา ทำให้ชาวญี่ปุ่นทางภาคใต้และภาคตะวันตกซึ่งเป็นเมืองท่าค้าขายหันไปนับถือคริสตศาสนาจำนวนมาก  ต่อมาโชกุนโตกูกาวาห้ามไม่ให้คนญี่ปุ่นนับถือคริสต์ศาสนา เพราะอาจทำห้เกิดความแตกแยกภายในประเทศ และจะทำให้อำนาจของโชกุนลดน้อนลง จึงเกิดมาตการกีดกันทางศาสนา แต่ไม่รุนแรกนักเพราะมุ่งกระทำแต่ชาวญี่ปุ่นที่เปลี่ยนศาสนามากกว่ากระทำกับชาวต่างชาติ แต่ภายหลังการกีดกันทาวศาสนารุนแรง เกิดการจราจลจากชาวญี่ปุ่นที่เปป็ณคริสเตียนเรียกว่า กบฎชิมาบารา” (The Shimabara Revolt) เกิดการปราบปรามอย่างจริงจังจนชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาต่างชาติแทบจะหมดไปจากญี่ปุ่น

               หลังจากคริสตวรรษที่ 17 เกิดการกวดล้างชาวต่าชาติโชกุนประกาศปิดประเทศ เหลือแต่เพียงฮอลันดาเท่านั้นเพราะเชื่อว่ามีอันตรายน้อยที่สุดเนื่องจากค้าขายเพียงอย่างเดียว

 

เศรษฐกิจ 

                ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจในสมัยโตกูกาวาทำห้เกิดนายทุนหรือชนชั้นพ่อค้าขึ้น เนื่องจากการค้ากับชาวต่างชาติ มีการสนับสนุนการค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ การส่งเสริมการค้าทางทะเลและการสร้างถนนหนทาง และการพัฒนาการผลิตในรูปของโรงงานอุสาหกรรม การเดินทางเข้าเมืองหลวงบ่อนยครั้งของไดเมียทำให้เกิดการค้าระหว่างเส่นทางการเดินทาง พ่อค้าเปลี่ยนสภาพมาเปป็นเจ้าหนี้ ชนชั้นปกครองมีความยากจนลง ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่รายได้คงที่ พ่อค้านายทุนรำรวยจนกลายเป็นนายทุนใหญ่ผูกขาดเศรษฐกิจของประเทศ 

 

ความเสื่อม 

                แม้ตระกูลโชกุนโตกูกาวาจะสร้างความเจริญให้กับญี่ปุนอย่างมากมายโดยเฉพาะการปกครองที่มีประสิทธิภาพและเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ทั้งหมดก็เป็นผลร้ายกับระบบโชกุนและตระกูลโตกูกาวาเสียเอง สามารถสรุปได้ดังนี้

                 -          การมีเศรษฐกิจดีทำให้ชนชั้นนายทุน นายทุนมีอำนายและเป็นเจ้าหนี้ของขุนนางและชนชั้นนักรบ ทำให้ระบอบศักดินาสวามิภักดิค่อย ๆ เสื่อมลงตามลำดับ ที่ดินกลายเป็นของนายทุน จุนนางขาดรายได้จากที่ดินจำนวนมาก

                -          คติบูชิโดเสื่อมลง ผู้คนมุ่งผลประโยชน์ทางการค้า ซามูไรขายดาบเพื่อดำรงชีวิต

               -           เกิดความสนใจในสิ่งประดิษฐใหม่ ๆ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการแพทย์ของชาติตะวันตก

               -          การกระตุ้นการขิเปิดประเทศของต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

               -          ความรู้ประชิธิปไตยหลั่งไหลเข้ามาในญี่ปุ่น

 

สรุป 

                ความเสื่มของโตกูกาวามีสาเหตุมาจากการเปิดประเทศใน คริส์สตวรรษที่ 19 และรับเอาความรู้แบบตะวันตกเข้ามามาก ขุนนางทางภาคตะวันตกและทางใต้ เช่นตระกูล โชชู สัตสุมา ฮิเวน โตสาซึ่งไม่พอใจชาวตะวันตกอยู่แล้วประนามความอ่อนแอของโชกุนที่ยอมจำนนต่อชาวต่างชาติ ล้มล้างอำนาจของโชกุน ขับไล่ชาวต่างชาติ และรื้อฟื้นอำนาจขอองค์จักรพพรดิ์ขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1867

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง

 

จากการเรียนการสอนและหนังสือของ ศ.จันทร์ฉาย ภัคอธิคม. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกสมัยใหม่ = History of modern East Asia : HI 461. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2544.