ธุรกิจลูกโซ่ เป็นแบบไหน เราเข้าใจดีหรือยัง

ธุรกิจลูกโซ่ เป็นแบบไหน ? 

 

หลังจากเรื่องที่ผ่านมา ผมก็ไปค้นคว้าหาข้อมูลตามเวปต่างๆ จนสามารถพอจะสรุป ลักษณธของธุรกิจลูกโซ่ให้เพื่อนๆ ลองพิจาณาดูได้ดังนี้ครับ

ธุรกิจลูกโซ่

 ธุรกิจลูกโซ่นั้น เป้าหมายหลักๆ ในการทำธุรกิจไม่ได้มุ่งเน้นขายสินค้าครับ แต่จริงๆ คือการะดมทุนครับ โดยมีผลตอบแทนที่มากกว่ามูลค่าที่ลงทุนไปอย่างมาก โดยส่วนใหญ่บริษัทลักษณะนี้จะแจ้งให้ผู้สมัครว่า บริษัทจะนำเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ต่อไปเพื่อปันผลให้กับสมาชิก ถ้าเพื่อนๆ พอจะจำได้ที่เกิดขึ้นดังๆ เมื่อปีที่ผ่านมา ก็ก๊วยเตี๋ยวเรือบางกอกไงครับ ที่บอกว่าจะนำเงินไปทำรถขายก๊วยเตี๋ยวให้คนเช่าขาย โดยเราจะลงทุนในส่วนของตัวรถเข็น สุดท้ายก็เหมือนๆ ลูกโซ่ทั่วไป เจ้าของหนีแซ่บ บริษัทพวกนี้มักจะปิดตัวหนีไปเมื่อได้เงินทุนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้ว หรือไม่ก็ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับสมาชิกได้อีกแล้วครับ

ลักษณะการหาสมาชิกของธุรกิจลูกโซ่

 

  • โดยทั่วไปเริ่มต้นจากคนใกล้ชิดครับ การหาสมาชิกก็ส่วนใหญ่สร้างภาพเกือบหมด หว่านล้อมต่างๆ ว่าดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ เนื่องจากสมาชิกแรกๆ เป็นคนใกล้ชิดเลยสามาถสร้างภาพให้คนทั่วไปเห็นว่ามันดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ได้ไม่ยาก
  • ส่วนใหญ่ผู้เสียหายจะเป็นคนที่เข้ามาในตอนหลังครับ เพราะเวลาธุรกิจปิดตัวลงพวกระดับสูงๆ เก่งมากครับ หายแว๊บตามตัวไม่เจอ   สุดยอดเลย จะมาตามตัวจากระดับบผู้นำก็ยาก เพราะพวกนี้จะบ่ายเบี่ยงว่าไม่ได้ทำ เพราะหลักฐานการทำส่วนใหญ่ถูกทำลายไปแล้ว

ประเภทของแชร์ลูกโซ่

 

  • ระบบปิรามิด (Piramid System) : ระบบนี้เน้นการหาสมาชิกเข้าสู่ธุรกิจ โดยรายได้ของคนก่อนจะเกิดจากการหาสมาชิกของคนใหม่ คือต้องเน้นหาสมาชิกเข้าสู่ระบบอย่างเดียว แล้วต่างจาก ธุรกิจเครือข่ายยังไง ง่ายๆ ครับ ธุรกิจเครือข่ายถึงแม้ไม่มีใครเข้ามาใหม่ก็ยังสามารถสร้างรายได้เกิดขึ้น เพราะเน้นขายสินค้าหรือใช้สินค้าเองมากกว่าเน้นจำนวนคนที่สมัคร ถึงแม้เดือนนั้นๆ คนที่ทำธุรกิจเครือข่ายจะไม่สามารถหาคนเข้าร่วมได้ ก็ยังสามารถมีรายได้ตามปกติ
  • ระบบลูกโซ่แบบรู้จบ (Enless ChainSystem) : ระบบนี้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ดี ๆ แต่มีการจบของระบบ คือ การที่สมาชิกเข้ามาก่อนสามารถรับผลประโยชน์จากสมาชิกที่เข้ามาใหม่ แต่จำกัดลำดับขั้น ถ้าสิ้นสุดขั้นที่กำหนดก็ไม่มีสิทธิ์รับผลประโยชน์อีก สมาชิกในระดับถัดลงไปก็ขึ้นมารับผลประโยชน์ต่อเป็นรายต่อไป รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากสมาชิกที่เข้ามาใหม่ แต่กำหนดลำดับอย่างชัดเจน คือ เมื่อเข้ามาครั้งแรกต้องจ่ายให้กับลำดับที่เพิ่งจะมีรายได้ จนกว่าลำดับตัวเองจะถูกดันขึ้นไปรับผลประโยชน์ ข้อสังเกตก็คือระบบนี้ สมาชิกที่มาภายหลังจะเริ่มไต่อันดับขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะฐานคนจะเริ่มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ การหาสมาชิกจะไม่ทันท่วงทีของการที่จะรับรายได้
  • ระบบลูกบอลหิมะ (Snow Ball System) : ระบบนี้ฟังแล้วน่ารักมาก 55 นึกว่าไปเล่นสกี ระบบนี้คล้ายกับการ Trading ระบบเงิน คือ การลงหุ้นในด้านการเงินแล้วแต่สัดส่วนที่จะลงทุน ลงน้อยได้ผลตอบแทนน้อย ลงทุนมากได้ผลตอบแทนมากตามสัดส่วน การจ่ายผลประโยชน์มีเป็นงวด ๆ ดังนั้น จะใช้เงินของนักลงทุน มาจ่ายให้กับคนที่ลงทุนก่อน หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ จนกว่ารอบที่สัญญาจะหมดไปคล้าย ๆ กับลูกหิมะที่ตกจากภูเขาสูงจะหมุนตัวจากลูกเล็ก ๆ จนเป็นก้อนหิมะยักษ์ที่ถล่มหมู่บ้านให้พังพินาศได้เป็นแถบ ๆ
  •  ระบบเกมการเงิน (Money GameSystem) : ระบบเกมการเงิน คือ การใช้เงินต่อเงิน แต่มีเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยน เช่น การสมัครเข้ามาต้องจ่ายเงินให้ผู้แนะนำและหาสมาชิกให้ได้เท่าไหร่จึงจะมีค่าตอบแทน และการแตกตัวของสมาชิกในเครือข่ายก็จะส่งผลประโยชน์ให้กับสมาชิกระดับสูงตลอดไป ซึ่งระบบนี้จะมีลักษณะแผนและการตอบแทนใกล้เคียงกับระบบ MLM มาก แต่ไม่มีสินค้าเท่านั้นเอง ใช้เงินต่อเงินเลย หรือบางครั้งอาจใช้สินค้าชิ้นเล็ก ๆ บังหน้า หรืออาจเป็นบัตรส่วนลด บัตรอภิสิทธิ์ต่าง ๆ เช่น ระบบ Pentagono ที่มีคนนำมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อปลายปี 41 จากประเทศอิตาลี เป็นต้น
  • ระบบแชร์ลูกโซ่แบบไบนารี่ : กลายพันธุ์ จริง ๆ แล้วระบบไบนารี่ เป็นระบบการตลาดใน MLM ระบบหนึ่ง แต่การนำเอาระบบไบนารี่ไปปรับปรุงเป็นแชร์ลูกโซ่นั้นทำได้ง่ายมากกว่าระบบอื่น เนื่องจากระบบไบนารี่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ คือ หาสมาชิกแล้วแบ่งซ้าย ขวา เพื่อให้เท่า ๆ กัน ซึ่งเมื่อแปลงระบบการจ่ายเงินโดยมีสินค้าบังหน้าเล็กน้อยก็สามารถใช้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ได้อย่างแนบเนียนทีเดียว

หลายคนคิดว่าเอ ถ้ามันง่ายขนาดนี้ ทำไมหลายคนถึงดูไม่ออกว่า ธุรกิจที่จะไปร่วมเป็นลูกโซ่หรือธุรกิจเครือข่ายจริงๆ  แต่มันมะง่ายขนาดนั้นครับ ถ้ามันมาแบบตรงดังที่กล่าวมาคงง่ายที่จะดู แต่หลังๆ ธุรกิจลูกโซ่แผงตัวมากับธุรกิจเครือข่ายอย่างแยบยลครับ ด้วยการทำทีท่าว่าเป็น MLM แต่สร้างเงื่อนไขเอารัดเอาเปรียบด้วยการดึงเงินจากกระบวนการสมาชิกโดยการขายสินค้าแบบไม่เป็นธรรม ลักษณะกว้างๆ ของธุรกิจที่แอบแฝงมากับ MLM เป็นอย่างไร

  •  เริ่มที่ค่าสมัครที่ค่อนข้างสูง หมายถึงการจะเข้ามาเป็นสมาชิกของบริษัท ผู้สมัครต้องจ่ายเงินที่ค่อนข้างสูงและถูกบังคับให้ซื้อสินค้าพร้อมกับการสมัคร บางแห่งอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท ขณะที่บางแห่งสูงกว่า 10,000 บาท ในขณะที่ระบบ MLM ที่แท้จริงไม่มีการบังคับซื้อ
  • ไม่ได้สนใจขายสินค้า แต่การแนะนำเข้าร่วมธุรกิจจะบอกหรือเน้นอยู่ที่การหาคนเข้ามาสมัคร จะมีส่วนแบ่งรายได้ว่าหามากี่คน จะได้ไปกี่พัน กี่หมื่น หรือกี่แสนบาท ขณะที่ MLM เป็นการสร้างธุรกิจเพื่อขายสินค้า และสร้างองค์กรเพื่อให้เกิดการขายอย่างกว้างขวางขึ้น เพราะต่อให้ในธุรกิจเครือข่ายลูกทีมของคุณมีเป็น 1,000 คนแต่ไม่ม่การสร้างการขายหรือการใช้สินค้า เครือข่ายของคุณก็จะไม่เติบโตอย่างแน่นอน
  • การจ่ายผลประโยชน์หรือคอมมิสชั่น มาจากส่วนแบ่งการล่าคนเข้ามาในระบบที่วางกฎบังคับซื้อสินค้า ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการบริโภค แต่แท้ที่จริงแล้วสินค้าเป็นแค่ฉากบังหน้า และเป็นเครื่องมือดึงเงินเข้าระบบ เพราะหากไม่มีการบังคับซื้อก็ไม่สามารถจ่ายค่าหัวคิวเป็นทอด ๆ ได้ ทำให้ระบบเดินต่อไปไม่ได้และล้มไปในที่สุด ขณะที่ MLM มีรายได้จากการขายสินค้าหรือยอดขายสินค้าที่เกิดขึ้นในองค์กร ทั้งหมดนี้เป็นหลักใหญ่ในการพิจารณาดูว่าบริษัทไหนเข้าข่ายเป็นระบบพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่หรือไม่ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจไม่ใช่สาระสำคัญมากนักในการพิจารณา

 ที่มา

การกู้ยืมเงินและการกู้ยืมอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน

รวบรวมโดย

พ.ต.ท. สมศักดิ์ ณ โมรา รอง ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.สงขลา

 

คราวนี้เราลองมาเปรียบเทียบธุรกิจเครือข่ายกับธุรกิจลูกโซ่ ซัก 1 แบบ เอาแบบพิระมิดแล้วกันนะครับ ว่ามันจะแตกต่างกันยังไง

การตลาดแบบเครือข่าย

ระบบปีรามิด แชร์ลูกโซ่

1. ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นทำธุรกิจ จะใช้เงินทุนต่ำ โดยเป็นค่าสมาชิกและชุดคู่มือทำธุรกิจเท่านั้น

1. ค่าธรรมเนียมในการสมัครสมาชิกใช้เงินทุนสูง ผู้สมัครถูกหลอกให้จ่ายค่าฝึกอบรม

2. มีสินค้า หลากหลายชนิด และมีคุณภาพสูง บริษัทฯใช้งบประมาณการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สูง

2. สินค้าที่มีคุณภาพ มีคุณภาพต่ำ สินค้ามีเพื่อบังหน้าในการระดมทุนเท่านั้น

3. บริษัท มีการรับประกันคุณภาพและความพึงพอใจ

3. ไม่มีนโยบายรับคืนสินค้า เพราะอาจทำให้ระบบปีรามิดล่มสลายได้

4. ตระหนักถึงการ ดำเนินธุรกิจระยะยาว มักมีหลายสาขา

4. มักไม่มีสาขา เริ่มต้นทำธุรกิจเพียงคนไม่มีคนที่อยู่บนยอดปีรามิด

5. มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการดำเนินธุรกิจ มีข้อบังคับข้อห้ามในการกักตุนสินค้า

5. ไม่มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ไม่มีข้อห้ามในการกักตุนสินค้ายิ่งซื้อมากยิ่งมีกำไรมาก

6. เป็นธุรกิจที่ ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

6. เป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมายไม่สามารถจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

 

 ที่มา สมาคมการขายตรงไทย

รีบศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.phongsak-snatur2success.com/