เอกราชของชาติไทยบนเส้นทางสายไหม

วิโรจน์  แก้วเรือง

เอกราชของชาติไทยบนเส้นทางสายไหม

                ประเทศไทยแต่เดิมนำเข้าผ้าไหมและฝ้าย ด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้า ทำกันเล็กๆ น้อยๆ ในชนบทเพื่อใช้ในครัวเรือนเท่านั้น การสั่งซื้อผ้าไหมและผ้าฝ้าย และเส้นไหมดิบ นำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี ค.ศ. 1896 นำเข้า 4,886,821 บาท ต่อมาในปี ค.ศ. 1901 นำเข้ามากถึง 8,921,719 บาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ภายในเวลา 5 ปี จึงจำเป็นต้องพัฒนาและส่งเสริมการทำไหมขึ้นภายในประเทศ

                ในขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบว่าฝรั่งเศสต้องการแผ่อิทธิพลเข้ามาในแถบภาคอีสานของไทย โดยคาดว่าจะมีการทำสัญญาส่งผู้เชี่ยวชาญการทำไหมชาวฝรั่งเศสเข้ามาดำเนินการในโคราช(จังหวัดนครราชสีมา) และมณฑลอื่นๆ ในภาคอีสาน

ทรงก่อตั้งกรมช่างไหม

                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถ่วงดุลอำนาจของฝรั่งเศสโดยว่าจ้างรองศาสตราจารย์ ดร. คาเมทาโร่ โทยาม่า (Dr. Kametaro Toyama) แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาการเลี้ยงไหม ดร.โทยาม่า ได้สำรวจการเลี้ยงของไทยและกล่าวว่า ถ้าการเลี้ยงไหมของไทยมีวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมและบุคลากรมีความสามารถ การทำไหมจะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย

                พระองค์จึงทรงก่อตั้ง “กรมช่างไหม” ขึ้น เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1903 โดยมีพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์ เป็นอธิบดีพระองค์แรก เพื่อดำเนินการปรับปรุงพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม วิธีการทำไหมที่ดีและเหมาะสม พร้อมจัดตั้งโรงเรียนช่างไหม เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 1905 เพื่อพัฒนาความสามารถของบุคลากรด้านการทำไหม

                ในที่สุด ประเทศไทยก็สามารถรักษาดินแดนภาคอีสานไม่ให้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสไว้ได้การทำไหมของไทยก็เจริญรุ่งเรืองไปทั่วภาคอีสานและภาคเหนือบางส่วน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์ อธิบดีกรมช่างไหมได้สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1909 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1910 อีกทั้งเกิดการระบาดของโรคไหมอย่างรุนแรง ไม่มีผู้ทำนุบำรุงการทำไหมต่อไป กรมช่างไหม และสาขาทุกแห่ง ได้ปิดตัวลง เมื่อ ค.ศ. 1913