อริยะสร้างได้..ในโรงเรียนวิถีพุทธ
          ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน -2 กรกฎาคม 2553 ผู้เขียนได้ไปอบรม เชิงปฏิบัติการหลักสูตร “ อริยะสร้างได้...ในโรงเรียนวิถีพุทธ ” ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพมหานคร เป็นเวลา 3 คืน 4 วัน ซึ่งนับเป็นบุญวาสนาของชีวิตเป็นอย่างยิ่งที่ได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติ หลักคิด แนวปฏิบัติ มิตรไมตรี ที่ห้อมล้อมด้วยธรรมะ แก่นความดีทำให้รู้สึกเบาและผ่อนคลาย การอบรมหลักสูตร อริยะสร้างได้...ในโรงเรียนวิถีพุทธ ครั้งนี้ เป็นนโยบายของ สพฐ. ที่จัดการอบรมให้กับศึกษานิเทศก์งานด้านคุณธรรม จำนวน 1 คน และผู้บริหารสถานศึกษา ทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ โดยแบ่งการอบรมออกเป็น 5 รุ่น จุดประสงค์ของการอบรมเพื่อที่จะให้ผู้บริหารโรงเรียนและบุคลการทางการศึกษานำแนวทางในการจัดกิจกรรมไปประยุกต์ใช้ในส่งเสริมพัฒนาและจัดการศึกษา สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างอริยบุคคล คือ สุขง่าย...ใช้น้อย สุขจากการสร้างและสุขจากการให้ ผ่านวิธีการที่หลากหลาย รวมถึงการปฏิบัติในชีวิตจริงของตนเองและผู้เรียน ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด ในหรือนอกห้องเรียน หรือในชุมชน บรรยากาศในการอบรมเป็นไปอย่างเรียบง่ายเปี่ยมไปด้วยความสุข และมิตรไมตรี ห้อมล้อมด้วยธรรมะ ในธรรมชาติรอบข้าง ต้นไม้ สายน้ำ ร่มรื่น สงบเย็นทั้งกายและใจ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ให้ธรรมะ เป็นชุมชน อริยะ ที่แปลว่า ประเสริฐ สู่บุคคลอริยะ ที่แปล่าบุคคลผู้ประเสริฐ ผู้มีสติอารักขาจิต มีทุนของชีวิต คือจิตที่ไม่ขุ่นมัว เป็นมนุษย์ที่แท้ ไม่เป็นแค่เหยื่อของอารมณ์ มาเป็นผู้ร่วมเรียนรู้การมีชีวิตที่ประเสริฐ เพื่อเป็นแบบอย่างของสังคม รวมไปถึงได้รับความเมตตาจากแม่ชีศันสนีย์ คณะแม่ชีและทีมงาน ในการให้แนวทางพัฒนาวิถีชีวิตเพื่อจิตประภัสสรตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา (จิตประภัสสร แปลว่า สภาวะจิตที่รู้ตื่นและเบิกบาน ปราศจากความขุ่นมัวไม่จมอยู่ในอารมณ์ใดๆ เป็นทุนของชีวิตที่จะส่งเสริมพื้นฐานอารมณ์และสติปัญญาให้ลูกใช้ชีวิตอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข) รู้เท่าทันอารมณ์ ฝึกฝนการมีชีวิตอยู่ในกระแสอริยะ เด็กๆ และบุคคลผู้ใฝ่ในธรรมทั่วไป ภายใต้จิต และลมหายใจแห่งชีวิต ลมหายใจเข้า...อ่อนโยน ลมหายใจออก...ผ่อนคลาย ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายอย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
          แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เล่าให้ฟังว่า ที่นี่เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ค่อนข้างจะมีศิลปะร่วมสมัยมาก เมื่อ 20 กว่าปีก่อน คุณแม่มาตั้งเสถียรธรรมสถาน ยังนอกเมืองมาก เดี๋ยวนี้กลายเป็นกลางเมืองไปแล้ว ซอยวัชรพลรถติด แต่ธรรมชาติช่วย เพราะตอนที่มาสร้างเสถียรธรรมสถานงานหลักของแม่คือปลูกต้นไม้ ตอนนี้คนมาเสถียรธรรมสถานเขาบอกต้นไม้สวย ต้นไม้ใหญ่ พื้นที่มีความชุ่มชื้น สงบ เย็น แม่ชีท่านว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ ธรรมะต้องกลับมาจริงๆ กลับมาอยู่ในหัวใจของพวกเราในทุกเพศทุกวัย ยิ่งธรรมะกลับมาเร็วมากเท่าไร ทุกอย่างก็ง่ายมากขึ้นเท่านั้น เพราะไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์เท่าพระธรรม ทุกเหตุการณ์ที่ได้พบคือประสบการณ์ ส่วนจะเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่น่าเก็บไว้ หรือประสบการณ์ร้ายๆ ที่ไม่อยากจดจำนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทว่า สำหรับเหตุการณ์ของบ้านเมืองที่ผ่านมา ซึ่งพวกเราทุกคนได้ร่วมรับรู้นั้น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า...ธรรมะต้องกลับมาจริงๆ กลับมาอยู่ในหัวใจของพวกเราในทุกเพศทุกวัย ยิ่งธรรมะกลับมาเร็วมากเท่าไร ทุกอย่างก็ง่ายมากขึ้นเท่านั้น เพราะไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์เท่าพระธรรม และพระธรรมจะศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อเราศึกษาจริง ใช้จริง ให้เห็นผล ประจักษ์แจ้งจริง
          เสถียรธรรมสถาน เพียรนำธรรมะกลับสู่หัวใจของผู้คน ด้านหนึ่งคือการเยียวยาผู้คนผ่านกิจวัตรประจำวันและโครงการต่างๆ เช่น จิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ โรงเรียนพ่อแม่ Seeds of Spirituality (SOS) อานาปานสติภาวนา ธรรมชาติบำบัด และสื่อทางธรรมอันหลากหลายที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์อย่างต่อเนื่อง โดยมีอัลบั้มเพลงภาวนาดั่งดอกไม้บาน พ็อกเกตบุ๊ก นิตยสารสาวิกา การ์ตูนแอนิเมชันแม่ชีน้อย โฆษณาจ๊ะเอ๋..บ๊ายบาย รายการวิทยุสาวิกา รายการโทรทัศน์ธรรมสวัสดี เป็นอาทิ โดยสื่อดังกล่าวมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ...การทำให้รู้ทันทุกข์ และก้าวพ้นจากความทุกข์ และเพื่อเป็นการทำงานที่ ต้นสาย จะได้ไม่ต้องไปแก้ที่ ปลายเหตุ ซึ่งก็อาจจะมีบ้างที่ทำได้ไม่ทันท่วงทีนั้น เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทีมสื่ออาสาสมัครมืออาชีพของเสถียรธรรมสถานได้ผลิตรายการน้องใหม่ขึ้นหนึ่งรายการ คือรายการ บ้านนี้มีอริยะ ซึ่งจะมาช่วยเสริมให้การเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธองค์นั้นไปได้กว้างขวางมากขึ้น แม่ชีเล่าต่อไปว่า บ้านนี้มีอริยะ เป็นรายการที่นำเสนอการเดินทางของธรรมะเพื่อสร้างอริยชน โดยลงไปอยู่ในระดับของวิถีชีวิตในครอบครัว พูดเรื่องยากให้จับต้องได้ และพยายามสร้างให้เกิดกระบวนการของชีวิตที่ปกติสม่ำเสมอ หรือที่เรียกว่า วิถีแห่งสติ ทำให้เกิดวัฒนธรรมของการอยู่ในครอบครัวที่เป็นอริยธรรม คือธรรมะที่นำไปสู่ความหลุดพ้น พร้อมกับนำเสนอภาพการใช้ชีวิตในครอบครัวที่มีความเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ กระทั่งสามารถสื่อสารและฟังกันด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นหนทางที่จะช่วยกันเยียวยาสังคมโลกต่อไปได้ บ้านนี้มีอริยะ เป็นรายการที่ดู ได้ทั้งครอบครัว โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เราอยากให้เยาวชนมาคุยกับเยาวชน อยากให้เยาวชนมาคุยกับผู้ใหญ่ เรามุ่งหวังที่จะสร้างเยาวชนให้เป็นทีมอาสาสมัคร จนที่สุดก็สามารถทำรายการกันเอง ประเด็นของรายการแต่ละตอนจะเกิดจากความคิดของเขา เราไม่ได้หวังให้รายการออกมาดีเลิศ แต่ขอแค่เพียงที่สุดแล้วเด็กๆ และเยาวชนจะเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว บ้านนี้มีอริยะ ก็คือบ้านในฝันที่พวกเขาอยากเห็น อยากให้เกิดขึ้นจริงนั่นเอง ไม่ใช่ผู้ใหญ่คิดให้ สร้างให้ บ้านนี้มีอริยะ จึงคือความตั้งใจดีของผู้ใหญ่ในอันที่จะขยายช่องทางในการนำเสนอเรื่องดีๆ ที่มีเยาวชนเป็นหัวใจ เพื่อบอกเด็กๆ ว่า การเป็นอริยชนไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย และพวกเขาสามารถนำข้อมูลที่ได้จากรายการไปประกอบการตัดสินใจ ในอันที่จะทำ หรือไม่ทำอะไรได้ด้วยตนเอง บ้านนี้มีอริยะ จะสอดแทรกธรรมะสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันผ่านช่วงต่างๆ ของรายการหลากหลายช่วง ไม่ว่าจะเป็นช่วงการสนทนาธรรม ถามตอบกันสั้นๆ ระหว่างหนูน้อยสติมา ตัวการ์ตูนหน้าตา น่ารักกับข้าพเจ้า หรือช่วงสัมภาษณ์ที่จะนำเสนอแนวคิดดีๆ เกี่ยวกับการพัฒนาให้ครอบครัว เป็นครอบครัวอริยะผ่านมุมมองของผู้ที่ใช้ชีวิตตามแนวทางของพระพุทธองค์อย่างตั้งใจ และช่วงสุดท้าย ที่นำเสนอเรื่องราวโลกสวยด้วยน้ำใจของเหล่าอาสาสมัคร ที่เข้ามาแบ่งปันความรู้ ความสามารถ ความถนัด และความชำนาญ ในการร่วมกันสร้างให้เกิดสังคมอริยะขึ้น ในท่ามกลางความเจริญรุดหน้าอย่างไม่อาจฉุดรั้งทางวัตถุบนโลกใบนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ถึงผลพวงซึ่งได้แก่ปัญหาในด้านต่างๆ ที่จะตามมา ความรับผิดชอบด้วยการกตัญญูต่อโลกกลมๆ ใบนี้ จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ถ้าเรารู้แก่ใจว่าโลกกำลังมีปัญหา แต่กลับมองว่าการแก้ปัญหาต้องไปแก้ที่โลก ก็อาจจะทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องใหญ่ที่ไกลตัว ทำให้ไม่ได้เริ่มแก้ปัญหานั้นสักที หรือเล็กลงมาสักหน่อยในระดับครอบครัว ถ้าเรามองว่าบ้านมีปัญหา ครอบครัวมีปัญหา แต่มองว่าเราต้องแก้ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวพร้อมๆ กัน ปัญหาในบ้านก็จะเป็นเรื่องใหญ่ และเริ่มแก้ไม่ได้สักที เป็นไปได้ไหมที่จะมองในมุมใหม่ โดยการกลับมารักษาความเป็นปกติแห่งจิตภายในของเราเอง คือทำให้โลกภายในของเรายังเป็นปกติ และมองโลกภายนอกตามเหตุตามปัจจัย เพราะโลกภายในรู้ ตื่น และเบิกบานแล้วละก็ บ้านก็จะเป็นที่เริ่มต้นในการสร้างกระแสของอริยธรรมได้ไม่ยาก เราควรเริ่มต้นที่บ้านของเรา โดยทำทุกบ้านให้มีอริยะ และพัฒนาสติปัญญาเพื่อเป็นรากฐานของการเดินทางเข้าสู่กระแสของอริยชน ถ้าบ้านนี้มีอริยชนได้ เราก็จะมีอริยธรรม ซึ่งอริยะ แปลว่า ประเสริฐ แปลว่ามีอิสระจากทุกข์ ฉะนั้น ถ้าเราสร้างให้บ้านเป็นที่สร้างหรือบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติปัญญาในใจของเราทุกคน เริ่มต้นกันทุกบ้านเมื่อ“บ้านนี้มีอริยะ” โลกใบนี้ก็มีอริยชน   
          จากประสบการณ์ธรรมะ 4 วัน 3 คืน ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุตได้กรุณาเทศนาธรรม ย้ำวัตถุประสงค์ของการจัดได้เห็นกิจกรรมวิถีพุทธที่ให้แง่คิดของการ เรียนรู้กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นธรรม เป็นการปูพื้นฐานการเข้าใจธรรม เข้าใจชีวิต ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการที่ได้มาเรียนรู้ จากการเฝ้าสังเกตตัวเองและผู้ที่ร่วมกิจกรรม เพื่อเข้าใจ และด้วยคำสอน ข้อคิดที่ท่านแม่ชีศันสนีย์ได้กรุณาชี้ให้เห็น แนวทาง..การสร้างอริยะน้อยๆ ผ่านการเฝ้าสังเกต จากกิจกรรมแสนสนุก น่าประทับใจทุกๆ กิจกรรม ..ผู้ร่วมกิจกรรมครั้งนี้รู้และเข้าใจตน "ดิน น้ำ ลม ไฟ..จังหวะธรรมชาติ จังหวะชีวิต" ได้ให้แง่คิดตามสติปัญญา เป็นการนำเครื่องดนตรีทั้งที่ประดิษฐ์เองง่ายๆ และเครื่องดนตรีจริง มาเป็นตัวแทนธาตุทั้งสี่ ที่อาจมีธรรมชาติเป็นธาตุใดธาตุหนึ่งในสี่นี้ เสียงดนตรีที่ช่วยกันร่วมบรรเลง ผ่านบทเพลงธรรมะอันไพเราะและได้ข้อคิด และในคืนสุดท้ายที่ประกอบ การแสดงที่ลงตัว เป็นความกลมกลืนและร่วมมือร่วมใจ ที่จะสร้าง "ความเข้าใจในธรรมชาติ" จากจังหวะธรรมชาติ จังหวะขีวิตจริงๆ
          ได้ธรรมะที่สำคัญจากหลักสูตรการอบรมคร้งนี้อีก คือ "พุทธวจน" จากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล วัดนาป่าพง ลำลูกกา ปทุมธานี ที่ได้เพียรพยายามรวมพระธรรมวินัย คำสอนของพระพุทธเจ้ามารวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ เป็นระบบโดยใช้ ICT โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาเป็นคลังสมองให้ ประเด็นที่พระอาจารย์คึกฤทธิ์ จุดประกายให้ชาวพุทธทั้งหลายได้หยุดคิดคือ "วันนี้ชาวพุทธศึกษาและปฏิบัติตามใคร" ศึกษาและปฏิบัติตามทั้งพระพุทธเจ้าและพระสาวก?" อ่านความหมายของ 2 ประเด็นนี้ท่านจะได้ข้อคิด 1) พุทธวัจนะ คือ คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง 2) คำสาวก คือ คำพูดที่ไม่เหมือนกับคำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า (จะโดยสาวก หรือใครก็ตามที่แต่งเติมอธิบาย เพิ่มขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่แล้ว ก็มั่นหมายว่า ทั้งหมดคือคำสั่งสอนที่ถูกต้อง แต่หารู้ไม่ว่า คำของพระพุทธเจ้ากับวาวกต่างกัน แม้พระองค์เองก็ตรัสแสดงความเป็นห่วง เรื่องนี้เอาไว้ หลายๆ ประการ (มีโอกาสจะเขียนสรุปให้ได้อ่านกันอีกครั้งครับ) นับเป็นความรู้ใหม่ของผู้เขี่ยนและผู้เข้าร่วมอบรมที่สนใจและควรแก่การเรียนรู้ ติดตามให้หายสงสัยต่อไป สรุปทั้งสี่วันสามคืนได้ฝึกและถอดความรู้ได้ 4 เรื่องใหญ่ ดังนี้ 1) กายอยู่กับกิจ... จิตอยู่กับงาน 2) ทุนของชีวิต... คือจิตที่ไม่ขุ่นมัว 3) เปิดใจให้กว้าง... ละวางอคติ และ 4) ลงทุนในเหตุ... ปล่อยวางในผล
          นอกจากนี้ยังมีการฝึกใช้ศิลปะกับลมหายใจแห่งสติ การมีวินัยชุมชน การทำวัตรเช้าและเย็น การศึกษาแก่นพุทธศาสตร์และผู้นำทางสติปัญญา การฝึกโยคะ การทำงานจิตอาสา การสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการสร้างชุมชนอริยะและการค้นหาศักยภาพในวัฒนธรรมที่แตกต่าง เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการปรับใช้ในชนทุกหมู่เหล่า... อริยะ เป็นได้ทุกคน แต่ อัจฉริยะ.. เป็นได้บางคน
         ขอกุศลอนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่อ่าน และนำไปประยุกต์ใช้ตามสมควรครับ