Core/Need/Support Knowledge V.S. ดี/สุข/สามารถ V.S. What/How/Do V.S. Open Heart/Open Mind/Open Will

 

สืบเนื่องจาก Workshop จากการอบรมในหัวข้อเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของความรู้ที่ผมได้เขียนบันทึกไว้เมื่อครั้งที่แล้ว (เรียนรู้เรื่องการจัดการความรู้ด้วยการอบรมอย่างเป็นทางการกับมสธ. http://gotoknow.org/blog/attawutc/374531) วิทยากรได้ให้ผู้เข้าอบรมช่วยกันคิดว่า ประเทศไทยควรมีการจัดลำดับความสำคัญของความรู้ที่จะนำไปเป็นความรู้เชิงกลยุทธ์เพื่อนำไปแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้อย่างไร โดยแบ่งตามประเภทเป็น ความรู้หลัก (Core/Strategic Knowledge) ความรู้ที่จำเป็น (Necessary Knowledge)  และ ความรู้สนับสนุน (Support Knowledge) ในมุมมองของผมคิดว่าการที่เราจะไปแข่งกับคนอื่นได้นั้น เราจะต้องแข่งกับตัวเองให้ได้เสียก่อน ผมจึงได้นำหลักเศรษกิจพอเพียงมาเป็นพื้นฐานหลักในการคิด แล้วเชื่อมโยงกับประเภทไปยังจัดลำดับความสำคัญของความรู้ทั้ง 3 ประเภทกับแนวคิดการพัฒนาการศึกษาของอาจารย์ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม(http://gotoknow.org/blog/paiboon) ตามแนวคิด ดี สุข สามารถ ที่เชื่อว่าการพัฒนาคนต้องเริ่มจากให้คนเป็นคนดี เสียก่อน จึงจะมีความสุขจากนั้น จึงพัฒนาต่อในเรื่องความสามารถ ต่อไป ซึ่งผมก็เชื่อว่าน่าจะพัฒนาได้ง่าย และเรียนรู้เรื่องอะไรก็ง่าย เพราะมีพื้นฐานทางด้านจิตใจที่แข็งแรงแล้ว จากนั้นก็เชื่อมโยงต่อในการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยดัดแปลงทฤษฎีของ C.Otto Scharmer  ในเรื่อง Open Heart/Open Mind/Open Will มาประยุกต์ใช้

 

 

 

เริ่มต้นกันด้วยความรู้หลัก (Core/Strategic Knowledge) เราจะต้องปลูกฝังให้คนไทยรู้จัก เข้าใจกับคำว่า ความดี ความสุข และความสามารถเสียก่อน ว่านิยามของทั้ง 3 คำที่ต้องการนี้คืออะไร (What/Open Heart)  มีตัวอย่างของบุคลที่เป็นแบบอย่างที่ดี ให้ครอบคลุมทุกสังคม ทุกชนชนชั้น สามารถจับต้องได้ และทำให้มีความรู้สึกว่าการเป็นคนดีเป็นได้ง่ายทำให้คนรู้สึกอยากเป็นคนดี หลังจากที่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องความดีแล้วจึงให้ความรู้ต่อด้วยความสุข ว่าความสุขคืออะไร สุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมขอแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือความสุขทางกายและความสุขทางใจ ความสุขทางกายคือการที่ประสาทสัมผัสทางรูปธรรมได้สัมผัสกับสิ่งที่ชอบ เช่น ตาได้ดูภาพที่ถูกใจ หูได้ฟังเสียงไฟเราะ จมูกได้รับกลิ่นหอม ลิ้นได้ลิ้มชิมรสชาติที่เอร็ดอร่อย ร่างกายได้รับการสัมผัสด้วยความเย็นร้อนอ่อนแข็งตามความพอใจของแต่ละคน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมขอเรียกว่าความสุขด้านสมมุติ เป็นความสุขที่ต้องได้มาด้วยวัตถุ  ส่วนความสุขทางใจได้แก่การที่ได้ทำสิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม หรือการภาวนาจนได้รับความสงบทางจิตใจ สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขด้านวิมุติ เป็นความสุขที่ไม่ต้องพึ่งพาวัตถุ แต่อย่างไรก็ตามในสังคมทั่วไปผมคิดว่าเราไม่สามารถที่จะสร้างความสุขที่เป็นสมมุติล้วนๆ หรือเป็นวิมุตล้วนๆ ต้องทำให้เกิดความสมดุลกัน เพราะถ้าติดสมมุติล้วนๆ คนเราก็จะแสวงหาและทำลายทรัพยากรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเป็นเรื่องวิมุติล้วนๆ ก็จะไม่มีการสร้างปัจจัยเพื่อการดำรงชีพบำรุงขันธ์เบื้องต้น ชีวิตก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการให้ความรู้เพื่อให้เกิดความสามารถ ซึ่งความสามารถในที่นี่หมายถึงความสามารถในการประกอบกิจการงานอาชีพที่จะให้แต่ละคนพึ่งพาตัวเองได้ และตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ไม่เกิดการอพยพของแรงงานข้ามถิ่น ทำให้ชุมชนล่มสลายได้ ดังจะเห็นได้จากแรงงานหนุ่มสาวจากอีสานหลั่งไหลเข้าไปทำมาหากินในโรงงานอุตสาหกรรม จนกระทั่งหมู่บ้านที่จากมามีเฉพาะคนแก่กับเด็กเท่านั้น

 

เมื่อทุกคนมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องความดี ความสุข และความสามารถ และมีความอยากที่จะเป็นคนดีที่มีความสุขและมีความสามารถแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการให้ความรู้ที่จำเป็น (Need Knowledge) ที่จะนำไปสู่ความดี ความสุขและความสามารถนี้ นั่นคือขั้นตอน เทคนิค วิธีการ (How/Open Mind) ที่จะเข้าไปสู่การเป็นคนดีที่มีความสุขและความสามารถนั้น ๆ ซึ่งน่าจะออกมาในรูปแบบ How To เช่น ในเรื่องของความดีก็จะเป็นคำสอนหลักศาสนาของแต่ละศาสนาว่ามีข้อวัตรปฏิบัติอย่างไร เมื่อนำไปปปฏิบัติแล้วจะทำให้เกิดความสุขได้อย่างไร ส่วนตัวอย่างเรื่องความรู้ที่จำเป็นต่อความสามารถก็จะเป็นเรื่องเทคนิควิธีการขั้นตอนของการประกอบอาชีพนั้นๆ ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ

 

ความรู้ในส่วนสุดท้ายคือควมรู้สนับสนุน (Support Knowledge) เป็นความรู้ที่สนับสนุนเพื่อให้สามารถนำความรู้ด้าน Core Knowledge และ Need Knowledge นำไปดำเนินการให้เห็นผลจริงเป็นรูปธรรม (Do/Open Will)  ดังนั้นการนำทฤษฎีที่ได้วางพื้นฐานจาก Core Knowledge และ Need Knowledge นำไปปฏิบัติ รัฐหรือผู้มีอำนาจต้องสนับสนุนให้ประชาชนได้มีโอกาสฝึกฝนภาวนาตามหลักศาสนาของแต่ละศาสนา เพื่อให้เป็นคนดีและมีความสุข และเรื่องของความสามารถก็จะต้องส่งเสริมสนุนให้เกิดการฝึกฝนดำเนินการอย่างจริงจัง ตั้งแต่ระดับทำได้ด้วยตนเอง เชี่ยวชาญ คือ เป็นคนเก่ง แต่อาจจะสอนผู้อื่นได้ไม่ดีนัก จนถึงขั้นมีความชำนาญอย่างช่ำชอง ที่มีความเก่ง และสามารถสอนผู้อื่นได้อย่างครอบคลุมทั้ง KUSA (K : Knowledge ความรู้  U : Understand ความเข้าใจ S : Skill ทักษะ Attitude : ทัศนคติ)  ซึ่งคนที่มีความชำนาญช่ำชองเหล่านี้ก็จะเป็นแหล่งความรู้สำหรับการเริ่มต้นให้ความรู้ของ Core Knowledge และ Need Knowledge ต่อไป