'สุดที่รัก' มาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
พ่อแม่มาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
พี่น้องมาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
เพื่อนสนิท มาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
สัตว์เลี้ยงฉันออกลูก
ฉันก็พูดกับมันว่า "รักที่สุด"
ต้นไม้ฉันออกดอก
ฉันก็บอกมันว่า "รักที่สุด"
สุดที่รัก กลับมาถามในวันหนึ่ง "ตกลงเธอรักฉันที่สุดรึเปล่า"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
สุดที่รักถาม "แล้วพ่อแม่ พี่น้องกับคนอื่นๆ ล่ะ ไม่ได้รักที่สุดเหรอ"
ฉันตอบ "รักที่สุดเหมือนกัน"
สุดที่รักโมโห "ฉันเป็นสุดที่รักของเธอ เธอต้องรักฉันที่สุดคนเดียว"
ฉันคิดนิดหนึ่ง "แต่ฉัน...รักที่สุดทุกคน"
สุดที่รักงอน "คนหลายใจ...ไปตายซะ"
ฉันผิดตรงไหน ที่ฉันรักคนสำคัญในชีวิตฉันทุกคน ฉันสับสน
ฉันจึงไปโดดน้ำตายตามคำสุดท้ายของสุดที่รัก
ฉันขึ้นไปบนสะพานที่สูงที่สุด กระโดดลงไปในแม่น้ำตรงจุดที่ลึกที่สุด
ฉันไม่ตาย เพราะฉันว่ายน้ำเป็น และฉันก็ รักตัวเองที่สุด
ฉันว่ายน้ำไปข้างหน้าเรื่อยๆ จากแม่น้ำออกทะเล จากทะเลออกมหาสมุทร
ว่ายจนกว่าจะสุดทาง ผ่านเกาะ ผ่านประเทศต่างๆ มากมาย
แล้วฉันก็วนกลับมาที่เดิม สะพานเดิมที่ฉันกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
ฉันค้นพบแล้วว่า...
โลกกลม
มีเกาะ มีประเทศ ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆ บนโลก ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกเกาะ ทุกประเทศมีความสำคัญ มีหนึ่งเดียว และอยู่ทุกมุมสุดของโลก
เหมือนความรักของฉัน
เป็นทรงกลม
มีคนสำคัญตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆ ของความรัก
แต่ละคนมีหนึ่งเดียว ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกคนคือ 'สุดที่รัก' และฉันก็ 'รักที่สุด'
นิทานบัวไร : สุดที่รัก รักที่สุด
สุดที่รัก รักที่สุด (จริงๆนะ)
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ลฎาภา คำธิติอัศวกุล · 14 ก.ค. 2553
สุทิน ร่มสกุล · 14 ก.ค. 2553
นานา ณ ลานจันทร์ · 14 ก.ค. 2553
สุทิน ร่มสกุล · 14 ก.ค. 2553
วิภาวนี · 14 ก.ค. 2553
การมีสุดที่รักนั้น มีหลายคนได้ แต่ แต่ละคนนั้นถูกวางไว้คนละตำแหน่งกัน ถ้าวางไว้เหลื่อมล้ำหรือซ้อนทับกัน จะเรียกว่าสุดที่รักได้ยังไง
อยากแลกเปลี่ยนบทความในส่วนหนึ่งของหนังสือที่อ่านมาบ้างค่ะ ได้แง่คิดที่ดีมากสำหรับอีกแง่มุมหนึ่งของความรัก จากหนังสือความรักเท่าที่รู้ของคุณนิ้วกลมค่ะ
ใครขโมยหญิงสาวของฉันไป? พ.ศ. 2549
ดร.สเปนเซอร์ จอห์นสัน ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าผมอีกครั้ง เราเคยเจอกันแบบผ่านๆ เมื่อหลายปีก่อนครั้งนั้นมีเงื่อนไขบางประการที่ทำให้ผมไม่ได้ทำความรู้จักกับเขา เจอกันครั้งนี้หน้าตาทรงสี่เหลี่ยมที่เคยขาว ผ่องของเขามีร่องรอยหมองคล้ำด้วยฝีมือของกาลเวลาบ้างเล็กน้อย แต่หุ่นเพรียวบางน้ำหนักเบาขนาด 96 หน้ายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ผมได้รู้จักกับ ดร.สเปนเซอร์ผ่านการแนะนำของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอหยิบยื่นหนังสือเล่มดังของ ดร.สเปนเซอร์ใส่มือผมในรถมิตซูบิชิ โคลท์ สามประตู สีขาว ช่วงเวลา ประมาณสามทุ่มเศษ ในคืนพระจันทร์ไม่เต็มดวง ดาวบนฟ้าไม่ได้สุกสกาววาววับเหมือนฉากสองต่อสองในนวนิยายโรแมนติกทั้งหลาย Who Moved My Cheese? หกปีผ่านไป วันนี้มันกลับมาอยู่ในมือของผมอีกครั้ง สิ่งของบางชิ้นเหมือนเครื่องย้อนเวลา เทปเพลงเก่าๆ ที่เราเคยฟังเมื่อครั้งยังเยาว์ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาที่เคยถูก เราจับโยกแขนยกขา ประกอบร่าง ขว้างทิ้ง เสื้อนักเรียนสมัยมัธยมที่มีลายมือและรอยฝ่าเท้าของเพื่อนตัวแสบที่จารึกความทรงจำอันแสนหวานไว้บนนั้น หากมันซุกตัวอยู่ในที่พ้นสายตาก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเผลอให้มันมาตกกระทบบนจอเรติน่าเมื่อไหร่ ห้วงเวลาและเหตุการณ์ในอดีตจะพัดพาเข้าสู่หัวสมองเหมือนระลอกคลื่น บางครั้งนำมาซึ่งรอยยิ้ม และบางครั้ง...น้ำตา หนังสือน้อยเล่มในบ้านที่จะรอดพ้นเงื้อมตาของ ผมไปได้แบบบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ราคี หนังสือของ ดร.สเปนเซอร์เล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในน้อยนั้น ภาพเลือนๆ (วันนั้น) : ผมเสียบมันเข้าไปในชั้นหนังสือ (เพราะยังไม่มีแก่ใจจะอ่าน) วันถัดไปก็มีหนังสือเล่มใหม่เข้ามาซ้อนทับบดบังมันไว้จนมิด เวลาผ่านนานเนิ่น หากเป็นปลาหมึกคงเรียบแบนเป็นแผ่น ไม่ต้องรีดเพิ่ม หากเป็นมะม่วงดองคงได้รสชาติกำลังดี มีจุลินทรีย์กำลังอร่อย ภาพชัด (วันนี้) : ผมรื้อหนังสือที่ทับถมกันไว้เหมือนเจ้าหน้าที่กำลังกู้ชีวิตที่หลงเหลือในกองซากตึกที่ถล่มลงมา ก่อนที่จะช่วยชีวิต ดร.สเปนเซอร์ ไว้ได้ ลืมไปเสียสนิทว่ามีเขาอยู่ในบ้าน! ลืมไปเลยว่าเธอเคยยื่นหนังสือเล่มนี้ใส่มือผมในคืนวันนั้น ตอนนั้นผมคงเศร้าเกินกว่าที่จะนั่งลงอ่าน แต่วันนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว จึงลองเงี่ยหูฟัง ดร.สเปนเซอร์ดู สักหน่อย ไม่แน่ สิ่งที่เขาพูดอาจจะเป็นสิ่งที่เธออยากบอกกับผมก็เป็นได้ The Story of WHO MOVED MY CHEESE? ในอดีตอันไกลโพ้น ในสถานที่ที่ไกลยิ่งกว่าอดีตมีหนูสองตัวชื่อสนิฟฟ์และสเคอรี่ กับมนุษย์จิ๋วตัวเท่า หนูอีกสองคนชื่อเฮ็มกับฮอว์ อาศัยอยู่ในเขาวงกต ทั้งหมดกินเนยแข็งเป็นอาหาร ทุกวันทั้งสี่จะตรงดิ่งไปยังสถานีซีเพื่อกินเนยแข็งก้อนเดิม เป็นเช่นนี้เป็นปกติ เป็นนิสัย เป็นกิจวัตร เป็นประจำ เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ เป็นไปเรื่อย จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ทั้งสี่ได้ค้นพบว่า ณ ที่แห่งเดิม “ไม่มีเนยแข็งแล้ว!!” (เครื่องหมายตกใจสองอันนี้สำหรับเจ้าหนูสนิฟฟ์กับสเคอรี่ที่ไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่ ส่วนอีกหลายอันข้างท้ายเป็นตัวแทนแสดงความรู้สึกของเฮ็มกับฮอว์มนุษย์ตัวจิ๋วที่ตกใจกว่าหลายเท่านัก!!!!!!!!!!!!) เจ้าหนูสองตัวไม่มีปัญหา เพราะมันได้เตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่แล้ว มันสังเกตเห็นว่าเนยแข็งลดขนาดลงทุกวัน และคงต้องหมดลงในวันหนึ่งจึงเตรียมตัวและหัวใจเอาไว้เพื่อหาเนยแข็งก้อนใหม่อยู่แล้ว ต่างจากฝ่ายมนุษย์จิ๋วสองคนนั้นที่นิ่งนอนใจ นิ่งนอนปอด นิ่งนอนม้าม นิ่งนอนกระเพาะอาหาร ไม่ได้เตรียมตัวรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งนี้ จึงลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูกวิ่งเป็นหนูติดจั่นอยู่ในสถานีเดิม เอาแต่พร่ำบ่นซ้ำๆ ว่า “ใครขโมยเนยแข็งของฉันไป ใครขโมยเนยแข็งของฉันไป ใครขโมยเนยแข็งของฉันไป ใคร ขโมยเนยแข็งของฉันไป” อยู่อย่างนั้น แล้วก็ไม่ทำอะไรได้แต่นั่งเฝ้าอยู่ที่เดิม ด้วยหวังว่าเนยแข็งจะกลับมาใน วันหนึ่ง อ่านถึงตรงนี้ มีภาพเลือนรางบางอย่างปรากฏขึ้นในหัวของผม เฮ็มและฮอว์ยังทำสิ่งเดิมๆ ที่เคยทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เดินจากบ้าน – มาที่สถานีซี – ไม่เจอเนยแข็ง –แบกความช้ำชอกกลับบ้าน เดินจากบ้าน – มาที่สถานีซี – ไม่เจอเนยแข็ง – แบกความช้ำชอกกลับบ้าน เดินจากบ้าน – มาที่สถานีซี – ไม่เจอเนยแข็ง – แบกความช้ำชอกกลับบ้าน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งวันหนึ่ง ฮอว์เริ่มมีความคิดที่จะก้าวออกจากสถานการณ์เลวร้ายเพื่อออกไปหาเนยแข็งก้อนใหม่เมื่อเฮ็มเห็นเข้าจึงร้องถามเพื่อนว่า “ทำไมแกไม่คอยอยู่ที่นี่กับฉัน จนกว่า ‘เขา’ จะหย่อนเนยแข็งกลับมาล่ะ” ฮอว์ตอบกลับเพื่อนรักเป็นภาษาอังกฤษ “Sometimes, Hem, things change and they arenever the same again. That’s life! Life moves on. And so should we.” ผมสะอึกเล็กน้อยกับประโยคนี้ ภาพหญิงสาวคนนั้นปรากฏขึ้นเลือนๆ หญิงสาวที่เปลี่ยนแปลงไปจนผมจำเธอ ‘คนเดิม’ แทบไม่ได้ ความอ่อนโยนสดใสอัธยาศัยดี รวมถึงรอยยิ้มสีชมพูนั้นหายไปเงียบๆ โดย ที่ผมไม่ทันตั้งตัว ภาพหญิงสาวคนเดียวกัน (แต่ไม่ใช่เธอคนเดิม) ปรากฏขึ้นซ้อนทับภาพแรก ไม่มีรอยยิ้ม มี เพียงคำพูดบางคำที่ผมจำได้ชัดกว่าภาพของเธอ คำพูดสุดท้ายที่ทำให้ผมร้องไห้อยู่หนึ่งวันเต็มๆ ฮอว์พูดต่อในหน้าถัดไป “ทำไมฉันไม่มองหาเนยแข็งก้อนใหม่ให้ไวกว่านี้นะ” ในระหว่างทางของการออกตามล่าหาเนยแข็งก้อนใหม่ ฮอว์คิดใคร่ครวญปรัชญามากมายเพื่อบอกกล่าวจนเกือบเรียกได้ว่าสอนสั่งผม“นับวันเนยแข็งจะมีแต่เล็กลง เล็กลง และยิ่งเหลือน้อยเท่าไหร่ รสชาติก็ยิ่งแย่ลงเท่านั้น” ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดมาเสมอมาว่ามี ‘สิ่งที่เป็นนิรันดร์’ อยู่จริง สิ่งที่จะคงเดิม เป็นเหมือนเดิมตลอดไป ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ผมเคยเชื่อว่ามีสิ่งนั้นในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงใบนี้ แล้วฮอว์ก็ระลึกขึ้นได้ว่า ช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุด คือช่วงเวลาแห่งการไขว่คว้าหาเนยแข็งซึ่งเขาห่างหายจากมันมานานแล้ว และเกือบลืมไปด้วยซ้ำว่ามันสนุกขนาดไหนเวลาได้ออกล่าหาอะไรใหม่ๆ ผมยกนิ้วมือขึ้นมานับ -สิบปี- คือช่วงเวลาที่เรารู้จักกัน (รู้จักหน้า รู้จักชื่อ แต่อาจไม่ได้ ‘รู้จัก’ กันจริงๆ) ระหว่างนั้น ดร.สเปนเซอร์ก็บอกกับผมผ่านความคิดของฮอว์อีกว่า เรามักนึกไปเองว่าการเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่สิ่งที่เลวร้าย แต่ที่จริงการเปลี่ยนแปลงก็นำไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีขึ้นได้ ผมยิ้มให้กับเจตนาดีของเธอ ที่หยิบยื่นหนังสือเล่มนี้ให้กับผมในคืนนั้น และต้องยิ้มอีกครั้งเมื่อพลิกมาอีกหน้า “The Quicker You Let Go Of Old Cheese, The Sooner You Find New Cheese.” “ยิ่งเธอผละจากเนยแข็งเก่าเร็วเท่าไหร่ เธอยิ่งเจอเนยแข็งใหม่เร็วเท่านั้น” เป็นการให้หนังสือที่สื่อความหมายได้ ‘ตรงไปตรงมา’ เหลือเชื่อ! แต่ผมก็ไม่รู้สึกว้าเหว่เกินไปนัก เมื่อได้อ่านข้อความที่ออกจากปากเฮ็ม–ผู้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยังปัก หลักอยู่กับสถานีซี ที่เดิม รอเนยแข็งก้อนเดิมกลับคืนมา เขาบอกปฏิเสธ เมื่อฮอว์มาชวนให้ออกไปหาเนยแข็งก้อนใหม่ “ฉันไม่คิดว่าฉันจะชอบเนยแข็งก้อนใหม่หรอกมันไม่ใช่สิ่งที่ฉันคุ้นเคย ฉันต้องการเนยแข็งก้อนเดิม ของฉัน กลับคืนมา และจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้นจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ฉันอยากได้” อืม...หัวของเฮ็มแข็งกว่าเนยหลายขุม แข็งพอๆกับหัวของผม เรื่องจบลงตามแนวทางที่คาดเดาได้ของคัมภีร์ฮาวทู ฮอว์พบเนยแข็งก้อนใหม่ที่ทั้งใหญ่และอร่อย อิ่ม หนำสำราญร่วมกับเจ้าหนูสองตัวที่ออกล่าไปก่อนหน้านั้นแล้ว และแน่นอน ฮอว์ไม่ลืมเตือนคุณผู้อ่านอย่างผมด้วยว่าควรหมั่นดมกลิ่น สังเกตความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยของก้อนเนยแข็งให้ดี เพราะมันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต “เราต้องโยนอดีตอันสวยงามทิ้งไป เพื่ออยู่กับปัจจุบันที่เป็นจริง” ฮอว์กล่าวปิดท้าย ดร.สเปนเซอร์ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ไร้ที่ติกับการบอกผ่านเนื้อหา ‘กล้าที่จะเปลี่ยน’ ผ่านฮาวทูในรูปแบบ กึ่งนิทานอ่านสนุก และน่าจะช่วยปลุกระดมให้หลายคนที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางใหม่ๆ รวมไปถึงทำให้หลายคนวางอดีตเอาไว้เบื้องหลัง แล้วมุ่งหน้าหาอนาคต สิ่งที่ ดร.สเปนเซอร์ทำมากกว่านั้น และทำได้ดีเอามากๆ เพียงแต่ว่าช้าเกินไปหกปี คือการส่งผ่าน ‘สาร’ (และเจตนาดี) จากหญิงสาวคนนั้นมาสู่ผม แต่แกดันไปหมกตัวอยู่ใต้กองหนังสือเสียนี่! แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ในช่องว่างระหว่างช่วงเวลาหกปีนั้น ระหว่างทางของการออกตามหาเนยแข็ง ผมเองก็ได้พบปรัชญามากมายคล้ายๆ กับที่ฮอว์พร่ำบอกตลอดเล่ม และตอนนี้ก็อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการอ่าน เพราะผมเชื่อว่าถ้าผมได้พบฮอว์กับเฮ็มเมื่อหกปีก่อน ผมคงเข้าข้างเฮ็มเป็นแน่ (กระทั่งวันนี้ ผมยังแอบเอาใจช่วยเฮ็มให้ได้เนยแข็งกลับคืนมาเลย) เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน แต่มีบางอย่างที่ยังคงอยู่ในที่เดิมของมัน บางอย่างที่เราเรียกมันว่า ‘ความทรงจำ’ “มันเป็นเรื่องแสนธรรมดา การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าคุณอยากให้เกิดขึ้นหรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงจะทำให้คุณตกใจหรือแปลกใจก็ต่อเมื่อคุณไม่สังเกตและไม่ได้คาดการณ์มัน” หญิงสาว ฝาก ดร. สเปนเซอร์ และ ดร.สเปนเซอร์ ฝากฮอว์ มาบอกกับผมในช่วงท้ายเล่ม ใช่, การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาแต่การที่คนหนึ่งคนเฝ้ารอและคาดหวังว่าสิ่งที่เคยดีใน อดีตจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งก็เป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาเช่นกันมิใช่หรือ? เนยแข็งที่เคยมีทุกวัน จะหายไปเฉยๆ ได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ ใครจะไปเชื่อ! ถึงแม้ว่าผมจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของก้อนเนยแข็งที่เล็กลง แต่ก็ยากเหลือเกินที่จะทำใจให้อยู่ในสภาวะปกติในคืนนั้น คืนที่เธอบอกผมว่าเธอกำลังจะหายตัวไป และทิ้งไว้เพียงหนังสือหนึ่งเล่มที่คาดหวังว่าจะทำให้ผมเข้าใจความจริงของชีวิตมากขึ้นคืนที่ผมได้รับหนังสือเล่มนี้ เป็นคืนสุดท้ายที่เราได้พบกัน จากวันนั้น จนถึงวันนี้ เรายังไม่ได้พูดคุยกันอีกเลยแม้สักคำ ขณะนั่งอ่าน ‘Who Moved My Cheese?’ ผมได้ยินเสียงของเธอตลอด หลายประโยคที่ฮอว์เอ่ยออก มา ผมได้ยินเป็นเสียงเธอ เสียง...ที่ผมไม่ได้ยินมานาน คืนนี้ก็เหมือนกับคืนนั้น พระจันทร์ไม่เต็มดวงดาวบนฟ้าไม่ได้สุกสกาววาววับ ผมวางหนังสือที่เปรียบ เสมือนไทม์แมชชีนเล่มนั้นลง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ที่ลบทิ้งไปจากเครื่องนานมากแล้ว แต่ในความ ทรงจำมันยังคงอยู่ เบอร์โทรศัพท์ของ “สถานีซี” .... .... .... .... .... แล้วเนยแข็งของผมก็รับสาย “สวัสดีค่ะ” เธอยังอยู่ ‘ที่เดิม’ * หลังจากเขียนเรื่องนี้ได้ไม่นาน ผมทราบข่าวจากเพื่อนสมัยมัธยมว่า เนยแข็งของผมกำลังจะแต่งงาน และขณะนี้ ระหว่างที่ผมกำลังนั่งเรียบเรียงต้นฉบับเพื่อส่งไปตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ Happy Ending เธอได้แต่งงานกับเจ้าชายของเธอไปแล้ว และผมหวังว่า ทั้งคู่จะครองรักกันอย่างมีความสุข
Happy Ending กับสิ่งดีดี