การประเมินภายในของมหาวิทยาลัยนเรศวร ถือว่ามี 2 ระยะ โดยระยะแรกบุคลากรในหน่วยงานประเมินตนเอง และเขียนรายงานเป็น SAR (Self Assessment Report) หรือรายงานการประเมินตนเอง หน่วยงานสามารถใช้รายงานนี้เป็นรายงานประจำปีได้ และเพื่อความโปร่งใสและเพิ่มความน่าเชื่อถือ หน่วยงาน คือ คณะหรือภาควิชา ยังได้เชิญผู้ประเมินที่มีความเป็นกลางจากต่างภาควิชาหรือคณะ รวมทั้งต่างอาจจะต่างมหาวิทยาลัยมาประเมิน การประเมินตนเองอีกครั้ง เมื่อเทียบตามหลักวิชาการประเมินก็ถือว่าเป็นการประเมินอภิมาน ผู้ประเมินที่หน่วยงานเชิญมาประเมินนี้ ย่อมเป็นผู้ประเมินที่มีความรู้และมีประสบการณ์เหนือกว่าการประเมินตนเองโดยคนใน และผู้ประเมินกลุ่มนี้ก็จะเขียนรายงานผลการมาเยี่ยมประเมินให้ที่ท่านอาจารย์วิบูลย์ ตั้งชื่อว่า CAR คือ Check – Assessment Report ดังนั้นหน่วยงานก็จะมี SAR คู่กับ CAR ปีละ 1 คู่ หากผลการประเมินจาก SAR และ CAR ได้เท่ากันแสดงว่า ผู้ประเมินที่เป็นผู้ปฏิบัติงานประเมินด้วยใจเป็นกลางและตัวบ่งชี้และเกณฑ์มีความเป็นปรนัยมากพอ จึงทำให้การประเมินแม้จะต่างบุคคลก็ได้ผลการประเมินเท่ากัน หากได้ผลไม่เท่ากันก็อาจเนื่องจากการตีความที่ไม่ตรงกันหรืออาจจะมีหลักฐานอ่อนไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานและผู้ประเมิน

          อย่างไรก็ดีการประเมินภายในนั้น โดยหลักวิชาและยังไม่อาจประกันความน่าเชื่อถือและความเป็นศาสตร์ได้ จึงออกแบบให้มีการประเมินภายนอกอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำถี่เหมือนการประเมินภายใน ประเทศไทยได้ออกแบบให้มีการประเมินภายนอกอีกขั้นหนึ่ง โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เป็นผู้รับผิดชอบ ในการประเมินภายนอกนั้น หน่วยงานต้องใช้มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) อีกทั้งผู้ประเมินก็ถูกกำหนดมาโดย สมศ. มหาวิทยาลัยอาจใช้สิทธิ์ท้วงติงได้ถ้ามีเหตุผลที่ฟังขึ้นว่าไม่สามารถยอมรับบุคคลบางคนให้เป็นผู้ประเมินมหาวิทยาลัยของตนได้ เพราะอะไร หากมีเหตุผลที่สมเหตุสมผล สมศ. ก็ควรจะเปลี่ยนตัวบุคคลให้ต่อไป แต่มิได้หมายความว่าต้องถามมหาวิทยาลัยว่าต้องการให้ใครมาประเมิน

          กระบวนการการประเมินไม่ว่าภายในหรือภายนอก มีคุณค่าต่อการปรับปรุงคุณภาพนับตั้งแต่กระบวนการประเมินตนเองที่ผู้ปฏิบัติงานจะรู้ตนเองว่าทำอะไรดีแล้ว และควรต้องทำอะไรให้ดีขึ้น ระหว่างที่ผู้ประเมินที่เชิญมาประเมิน ผู้ประเมินจะพูดคุยซักถามผู้ปฏิบัติงานและมักจะชี้แจงอธิบายทำให้ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้ประสบการณ์จากผู้ประเมินทันทีว่าจะนำไปพัฒนางานในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร เมื่อมีการรายงานด้วยวาจา คณะกรรมการประเมินจะรายงานและชี้แจงเหตุผลโดยเฉพาะกรณีที่ได้คะแนนไม่สอดคล้องกับการประเมินตนเอง และที่สำคัญคือจะมีการสะท้อนให้เห็นจุดแข็งและจุดที่ควรปรับปรุงและให้ข้อเสนอแนะที่มีคุณค่า เพราะผู้ประเมินเห็นโลกมากกว่า อีกทั้งผู้ประเมินบางท่านได้สั่งสมประสบการณ์ที่เคยพบเห็นจากหน่วยงานต่างๆที่เคยไปประเมิน ย่อมเก็บตัวอย่างดีๆมาบอกต่อ ทำให้หน่วยงานรับประเมินจะได้รับแง่คิดและแนวปฏิบัติที่ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดหรือลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

          ข้อเสนอแนะและผลการประเมินทั้งปวงของแต่ละรอบจะกลายเป็นโจทย์แถมไปวางแผนในรอบปีถัดไปเสมอ หากหน่วยงานเก็บข้อเสนอแนะซึ่งมีปีละไม่มากไปปรับปรุง ปีต่อๆไปก็จะได้ผลดำเนินงานดีขึ้นๆโดยปริยาย อะไรที่เคยทำมาแล้วได้ผลดีแล้วก็เหมือนกับหลับตาทำ หรือไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องนั้นๆ คงจะต้องทุ่มเทกับบางเรื่องที่ไม่เคยทำหรือต้องทำให้ดีขึ้นอีกไม่เท่าไหร่ แต่มิได้หมายความว่าไม่พยายาม ที่จริงมนุษย์ย่อมไม่ถอยหลังโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นการประกันคุณภาพจึงมีแต่วันดีขึ้นตามอุดมคติ  ดีขึ้นด้วยคุณภาพ แล้วคะแนนจะดีขึ้นตามเหตุตามผล บุคคลในองค์กรก็ย่อมมีความสุขกับความสำเร็จของทีมงาน

  

           ระบบประกันคุณภาพ 3 องค์ประกอบนี้ ก็มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวงจร PDCA ของ Demming โดย Act + Plan + Do ก็คือองค์ประกอบการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งจะวางแผนได้ดีต้องนำผลการประเมินเดิมมาวางแผนแก้ไขด้วย ดังนั้นอาจจะมีการบรรจุอยู่ในแผนปีต่อไปและนำแผนไปปฏิบัติให้ครบถ้วน ส่วน C ตรงกับการตรวจสอบและการประเมิน
 

 

สรุป

          A + P +D = การพัฒนาคุณภาพ

                C        = การตรวจสอบ + การประเมินคุณภาพ


          ถ้าสงสัยว่า วงจร PDCA ทำให้คุณภาพสูงขึ้นได้อย่างไร อาจจะเข้าใจได้ง่ายจากการชมภาพเคลื่อนไหวจาก อาจารย์ภูฟ้า ได้ดังภาพด้านล่าง (ขอขอบคุณค่ะ)

 

          อรุณี อ่อนสวัสดิ์