อ่านแล้ว อยากบอกต่อ....

 

วิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ 

ของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

 

          ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารสถานศึกษาขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นสำคัญเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ผู้นำ (leader) คือ บุคคลที่เป็นกลไกสำคัญยิ่งในการที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวได้ การศึกษาเรื่องภาวะผู้นำ (leadership) นั้น ได้มีการศึกษาวิจัยกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน จนทำให้เกิดแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำมากมาย

อะโวลิโอ (Avolio, 1999) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎีผู้นำ โดยพิจารณาผู้นำใน 3 ลักษณะคือ ลักษณะของบุคคล (as a person) ลักษณะของกระบวนการ (as a process) และลักษณะผสมผสานกัน(as some aspects of both) การพิจารณาภาวะผู้นำในลักษณะบุคคลนั้นก็จะสนใจศึกษาสิ่งที่มีอยู่ในตัวผู้นำเฉพาะบุคคล เช่น ชาติตระกูล คุณลักษณะพิเศษ ค่านิยม ประสบการณ์ เป็นต้น ส่วนการพิจารณาภาวะผู้นำในลักษณะกระบวนการ ก็จะสนใจศึกษาว่า พฤติกรรมที่ปรากฏจากการนำของเขาว่าเป็นอย่างไร และการพิจารณาภาวะผู้นำแบบผสมผสานกัน ทั้งลักษณะของบุคคลและกระบวนการนั้น เป็นการศึกษาวิเคราะห์ว่า สถานการณ์ใดควรใช้ภาวะผู้นำที่มีคุณลักษณะแบบใด มีพฤติกรรมแบบใด จึงจะมีความเหมาะสม

 

วัตถุประสงค์การวิจัย

          1. เพื่อรวบรวมแนวความคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์

          2. เพื่อสำรวจภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

          3. เพื่อนำเสนอรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

ผลการวิจัย

                1. ภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ ก็คือการที่ผู้นำพัฒนาภาวะผู้นำของตนเองให้เปลี่ยนแปลงจากการนำแบบแลกเปลี่ยน (transactional leading) ที่ทำให้ผู้ตามปฏิบัติงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ส่วนตน ไปสู่การนำแบบเปลี่ยนแปลงสภาพ (transformational leading) ที่ทำให้ผู้ตามปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของกลุ่มหรือองค์กร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์จะต้องลดระดับองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนลง และเพิ่มระดับองค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง

สภาพให้มีมากขึ้นนั่นเอง (Avolio, 1999)

                2.  โดยภาพรวมแล้วองค์ประกอบภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ที่ต้องพัฒนามี 8 องค์ประกอบ โดยองค์ประกอบภาวะผู้นำที่ต้องลดลงมี 3 ด้าน คือ การบริหารงานแบบเสรีนิยม

(LF) การบริหารงานแบบวางเฉยเชิงรับ (MP) การบริหารงานแบบวางเฉยเชิงรับ (MA) ส่วนองค์ประกอบภาวะผู้นำที่ต้องพัฒนาให้มีเพิ่มขึ้นมี 5 คือ การให้รางวัลตามสถานการณ์ (CR) การให้ความสำคัญเป็นรายบุคคล(IC) การกระตุ้นให้ใช้ปัญญา (IS) พฤติกรรมที่สร้างศรัทธาบารมี (IB) และคุณลักษณะที่สร้างศรัทธาบารมี (IA)ส่วนองค์ประกอบที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานมีเพียง 1 องค์ประกอบ คือ การดลบันดาลใจ (IM) ซึ่งจะต้อง

รักษาระดับไว้หรือพัฒนาให้มีเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งผลการวิจัยในวัตถุประสงค์นี้เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย คือผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ในด้านภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และในด้านภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลงสภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

            3. รูปแบบที่เหมาะสม คือ การจัดกระบวนการการฝึกอบรม (training process) ตามกรอบรูปแบบเชิงระบบของเบอร์ทาลันฟ์ฟี่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันในระดับสากล เนื้อหาสาระและกระบวนการฝึกอบรมควรเน้นไปที่ประเด็นหลัก 3 ประการ คือ การให้องค์ความรู้ (body of knowledge) การฝึกให้เกิดทักษะ (skills) และการมีสมรรถนะ (competency) ของผู้เข้ารับการสัมมนา สาระการฝึกอบรมควรประกอบด้วย

                1) การประเมินภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ของผู้เข้ารับการพัฒนา

                2) การให้องค์ความรู้ที่จำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ เช่น การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ แนวคิดทฤษฎีภาวะผู้นำทั่วไป แนวคิดทฤษฎีภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ ผลการประเมินภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นต้น

                 3) การปฏิบัติการสร้างแผนพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์รายบุคคล

                 4) การปฏิบัติงานในสภาพจริงตามแผนพัฒนาฯ ของแต่ละบุคคล และ

                5) การประเมินภาวะผู้นำตามแนวภาวะผู้นำพิสัยสมบูรณ์ของผู้เข้ารับการพัฒนาหลังจากปฏิบัติงานในสภาพจริงตาม แผนพัฒนาฯแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

 

ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล :  ประทีป บินชัย* และ นิพนธ์ กินาวงศ์   คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก 65000