หลังผ่านความทุกข์ยากจนจิตใจย่ำแย่ จังกึมสงสัยตนเองว่าเหตุใดใจยังใส่สิ่งอื่นลงไปได้ โดยแท้จริงแล้วสภาพจิตใจเหมือนบ่อที่ไร้สภาพบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างได้ไม่จำกัด
หลักธรรมคำคมข้อคิดชีวิตรักจากแดจังกึม 17
โสภณ เปียสนิท
........................................
“...ประหลาดใจที่จิตใจยังสามารถใส่ทะเล ใส่ผู้คนและใส่สมุนไพรลงไปได้ ไม่แน่ว่าจิตใจที่สูญเสียทุกสิ่งจนว่างเปล่าหลงเหลือพื้นที่เปิดกว้างให้ทุกสิ่งเข้าไปได้ง่ายขึ้น” (แดจังกึม/หน้า80/เล่ม3)

 

                หลังผ่านความทุกข์ยากจนจิตใจย่ำแย่ จังกึมสงสัยตนเองว่าเหตุใดใจยังใส่สิ่งอื่นลงไปได้ โดยแท้จริงแล้วสภาพจิตใจเหมือนบ่อที่ไร้สภาพบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างได้ไม่จำกัด เพียงแต่ว่าช่วงเวลาแห่งความสับสน จังกึมฝึกจิตไว้ดี เวลาที่ศึกษาเธอลืมเรื่องอื่น ตั้งจิตแน่วแน่เป็นสมาธิต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเท่านั้น มองทะเลจิตแน่วนิ่งซึมซับภาพแห่งท้องทะเลอันไพศาล ดูตำรา จิตซึมซับเรียนรู้ตำรา นี่คือธรรมชาติของจิต
“...ท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งแสงดาว เมฆหมอกยังปกคลุมดวงจันทร์จนดูมืดมัวลงไปอีก ทั้งคลื่นลมทะเล ทั้งเมฆหมอกในท้องฟ้าต่างดูเงียบจนสงัด แต่สองหูกลับแว่วเสียงประหลาดดังขึ้นด้านทะเล”  (แดจังกึม/หน้า85/เล่ม3)

 

                คำบรรยายของนักประพันธ์ก่อให้เกิดภาพจินตนาการอันประทับใจ มองเห็นภาพจังกึมยืนแหงนมองท้องฟ้าสีหม่นมัว ไม่มีดวงดาวให้เห็น เมฆหมอกปกคลุม สรรพสำเนียงแปลกปลอมอันเกิดจากมนุษย์เงียบสงบลง เสียงแห่งธรรมชาติยังคงก้องกังวาน เมื่อมีเสียงอื่นอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ขึ้นจึงง่ายต่อการสังเกต
“...ดูท่าคงมิใช่เพื่อชีวิตผู้คนในหมู่บ้าน เฮียงบังเพียงต้องการหาความชอบใส่ตน ความรู้สึกขยะแขยงและเป็นปรปักษ์แผ่พุ่งขึ้นจิตใจ แม้นทำได้ดังใจ ใคร่ถ่มน้ำลายรถหน้าคนผู้นี้อย่างยิ่ง”  (แดจังกึม/หน้า89/เล่ม3)

 

                คนในสังคมที่มีความคิดคล้ายเฮียงบัง คือการหาความชอบใส่ตนโดยเอาประชาชนบังหน้ามีอยู่มากมายในสังคม การอ้างประชาชนเพื่อทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตนเองนั้นเป็นพฤติกรรมที่พึงรังเกียจ จังกึมเอง อย่างไรยังเป็นคนธรรมดา ย่อมเกิดโทสะขึ้น หลักการทางศาสนาสอนให้มีความเมตตาสงสารทุกคน ที่เขาเป็นคนไม่ดี มิใช่เพราะเขาต้องการจะเป็น แต่เป็นเพราะกิเลสที่มันเกาะกุมจิตใจ และสั่งสอนให้เขาเป็นเช่นนั้น
“...แม้ท่านสังหารพี่น้อง ตั้งใจแย่งชิงแผ่นดินของเรา แต่ต่อจากนี้อย่างไรก็เป็นคนไข้ของเรา หากไม่ตกลงให้เข้าใจรักษาไปก็ไร้ผล” (แดจังกึม/หน้า93/เล่ม3)

 

                จังกึมใช้โอกาสที่ทำหน้าที่รักษาโรคให้หัวหน้าโจร ต่อรองให้โจรรู้จักสถานภาพที่แท้จริงของตัวเองคือ เป็นคนไข้ที่ต้องเชื่อฟังคำของผู้รักษา แต่การต่อรองเช่นนี้ต้องมีความกล้าเป็นพื้นฐาน เพราะต้องใช้ชีวิตเป็นเครื่องต่อรอง ดังนั้นความกล้าหาญไม่กลัวตาย ความเมตตาช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น จึงเป็นคุณธรรมที่สูงส่ง
“...อย่างไร ยังดีใจที่ได้กลับมาเห็นสิ่งนี้อีกครั้ง นับแต่ติดตามซังกุงฝึกสอนออกไปในวัยเด็ก ตนต้องเดินทางวนเวียนไปไกลแสนไกล ก่อนได้กลับมายังที่แห่งนี้อีกครั้ง เท้าที่พาตนเร่งเดินทางไปมา ต้องวนกลับมายังต้นทางในที่สุด” (แดจังกึม/หน้า107/เล่ม3)

 

                คนทุกคนมีรากอันหยั่งลึกอยู่กับอดีต แม้บางครั้งอดีตนั้นเจ็บปวด แต่อดีตนั้นเป็นรากของคน จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจลืม ชีวิตก้าวเดินไปไกลขนาดไหน แน่นอนว่าครั้งแล้วครั้งเล่าภาพแห่งความหลังจักมาย้ำเตือนในมโนสำนึกไม่ห่างหายไปไกล เมื่อได้กลับมาเยือนถิ่นจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี
“ให้เลิกสุรา สู้ให้เลิกหายใจจะประเสริฐกว่า” (แดจังกึม/หน้า109/เล่ม3)

 

                หลักแห่งกรรมในพระพุทธศาสนาคือ “ทำอะไรมากเข้า บ่อยเข้า ย่อมเกิดเป็นความเคยชิน” คนสูบบุหรี่นานเข้า ย่อมติดบุหรี่ คนดื่มสุราย่อมติดสุรา คนอ่านหนังสือย่อมติดหนังสือ คนทำทานย่อมติดการทำทาน...แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ ผลที่เกิดจากการติดนั้นคืออะไร คุณผู้อ่านทุกท่าน เราติดอะไรกันอยู่ครับ ผลจากการติดนั้นจะทำให้เกิดอะไรแก่เราครับ? ผมว่าทุกคนรู้นะ
“...เมื่อคิดถึงเกาะเชจูโด บรรดาเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเกาะได้ประดังเข้าสู่จิตใจ ราวกับคลื่นใหญ่ถาโถมเข้าสู่ฝั่ง” (แดจังกึม/หน้า112/เล่ม3)

 

                จิตของคนมักวนเวียนเรื่องราวในสามช่วงเวลา เรื่องที่ผ่านไปแล้ว เรื่องกำลังเกิดขึ้น และเรื่องที่จะเกิดขึ้น หมุนเวียนไปมาอย่างรวดเร็ว ทำให้จิตสับสนว้าวุ่นไร้พลัง มีหลักวิชาอยู่ว่า “จิตต้องหยุดคิดจึงเกิดพลัง” คือคิดทีละเรื่อง อดีตคิดแล้วแก้ไขไม่ค่อยได้ อนาคตยังมาไม่ถึงยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่ควรไปคิด คนมีปัญญาจึงคิดเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น จึงได้ประโยชน์
“เวลานี้ จังกึมว้าวุ่นใจอย่างมาก ทั้งหวาดกลัวต่อการมีความหวังขึ้นอีกครั้ง อีกด้านหนึ่ง การใช้ชีวิตเป็นโนบีอย่างไร้ซึ่งความหวังใด ๆ ก็เป็นเรื่องน่าหวาดกลัวไม่แพ้กัน” (แดจังกึม/หน้า113/เล่ม3)

 

                “การมีความหวัง” ก็เป็นทุกข์เพราะกลัวไม่สมหวัง “การไม่มีความหวัง” ก็เป็นทุกข์เพราะเป็นชีวิตที่ไร้ค่า นักปราชญ์ตะวันตกบางคน มองว่า ชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ จึงได้ฆ่าตัวตาย พุทธศาสนาก็สอนว่า ชีวิตคือทุกข์เช่นกัน แต่ทุกข์นั้นเพื่อการกำหนดรู้ ไม่ใช่หนีทุกข์ ทำความเข้าใจกับทุกข์มองให้เห็นทุกข์ตามความเป็นจริง เพื่อการเข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์
“โบราณว่า มิเข้าถ้ำเสือ ไหนเลยจะจับเสือได้ หากเจ้าไม่เข้าวังหลวง ไหนเลยจะสามารถจับสุนัขจิ้งจอกได้?” (แดจังกึม/หน้า114ล่ม3)

 

                ปรัชญาหรือคำคมเตือนใจนี้สอนใจให้เกิดความกล้า สามารถประยุกต์ใช้ได้ทุกสถานการณ์ ด้านความรัก ถ้าว่าที่พ่อตาดุ ต้องทำใจกล้าเข้าหาอยู่เสมออดทนต่อการดุด่าว่ากล่าว ด้านการศึกษา สาขาวิชาใดที่ว่ายาก หากทำใจให้กล้าตั้งใจศึกษามานะอดทน ก็สำเร็จได้ ธุรกิจใดที่ว่าเสี่ยง ตั้งใจศึกษาวางแผนให้รอบคอบแล้วเสี่ยงลงทุน อาจสำเร็จได้ จังกึมต้องการหาคนผิดที่ใส่ร้ายซังกุงฮันในวังหลวง จึงเลือกเข้าวังหลวงอีกครั้ง
“สำหรับการเข้าเป็นแพทย์หญิง ทุกคนต้องศึกษาตำราพื้นฐานคือ ชอนจามุน (พันอักขระ) และฮโยเกียง (หมื่นกตัญญู) และเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและเมตตาต่อชีวิตผู้คน” (แดจังกึม/หน้า118ล่ม3)

 

                การศึกษายุคโบราณของเกาหลีเริ่มต้นที่ “หลักคุณธรรมและความเมตตา” เช่นการเป็นแพทย์หญิงดังที่เห็นจากเนื้อความนี้ โดยแท้แล้วการศึกษาไทยยุคเก่าก็เป็นเช่นนี้ แต่ถึงวันนี้ หลักสูตรไหน ในมหาวิทยาลัยของไทยแห่งใดที่มุ่งเน้นด้านคุณธรรมและความเมตตา ท่านผู้อ่านรู้เห็นว่ามีอยู่จริงในปัจจุบันนี้ โปรดช่วยบอกผมที (เอาที่มีอยู่จริงนะครับ กล่าวอ้างลอยๆ ว่าสอนรวมไปในหลักสูตรทุกรายวิชาแล้ว)
“ถ้าต้องอยู่อย่างชอนมิน (ไพร่) อย่างไรเลือกทำงานช่วยชีวิตผู้อื่น ย่อมประเสริฐกว่าเป็นแน่” (แดจังกึม/หน้า121ล่ม3)

 

                จังกึมเลือกการมีชีวิตเพื่อผู้อื่นคือการเป็นหมอหญิง แทนการอยู่เป็นทาสเก็บขี้ม้าที่เกาะเชจูโด เพราะเหตุผลหลายอย่าง ต้องการทำตัวให้เป็นประโยชน์ ต้องการหนีจากสถานภาพอันต่ำต้อย ต้องการแก้แค้นผู้ทำร้ายแม่และอาจารย์ ต้องการกลับวังหลวงที่จากมา ต้องการไปหาคนรัก และต้องการชัยชนะ
“เป็นเขาที่ทราบนิสัยของจังกึมอย่างดีกว่าผู้อื่น ในฐานะของแพทย์หญิง ความมุ่งมั่นตั้งใจมิยอมให้นางมีชีวิตสงบสุขเป็นแน่ ยิ่งเวลานี้ นัยน์ตาทั้งที่สดใสบริสุทธิ์กลับคล้ายมีสิ่งใดปรากฏขึ้น เป็นความคับแค้นใจอย่างแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่จองโฮ” (แดจังกึม/หน้า131ล่ม3)

 

                ความรักระหว่างจังกึมและจองโฮ เป็นความรักเชิงอุดมคติที่หนุ่มสาวยุคดิจิทัลเอาเป็นตัวอย่างได้ยาก เพราะเป็นความรักที่ใช้เวลาบ่มเพาะยาวนาน เป็นความรักที่เสียสละเพราะเกือบไม่มีความหวังได้เป็นคู่ครอง เนื่องจากจังกึมเป็นนางวังคนของพระราชา เป็นความรักที่มีฐานมาจากการช่วยเหลือเอื้ออาทร จองโฮจึงเข้าใจจิตใจของจังกึมได้ลึกซึ้ง เมื่อมองเห็นหน้าจองโฮรู้ว่าจังกึมมีความแค้นสุมรุมจิตใจ ความแค้นคือโทสะ โทสะคือไฟเผารน จองโฮรู้ว่าจังกึมมีทุกข์ ดังนั้นจึงปวดใจ