มีคำคมอยู่ว่า “เมื่อเราสว่างโลกก็สว่างด้วย” จิตใจของจังกึมเวลานี้เศร้าหมองจึงมองเห็นภาพภายนอก คือธรรมชาติรอบตัวดูน่าเศร้าหมองไปด้วย
หลักธรรมคำคมข้อคิดชีวิตรักจากแดจังกึม 13
โสภณ เปียสนิท
........................................
“ทั้งจิตใจในเวลานี้ ทั้งแสงอาทิตย์อัสดงแห่งเหมันต์ล้วนแต่ชวนรันทดใจทั้งสิ้น เส้นไหล่เขาที่กว้างยาวตรงหน้าเห็นมีออกเช (ไม้เถาวัลย์) เลี้อยไหลไปมาดั่งคลื่นในน้ำ ทุกคราที่สายลมพัดผ่านออกเซพากันโบกมือไปมาประสานเสียงว่าไม่ได้ ท่ามกลางกระแสคลื่นออกเซ เห็นเป็นจองโฮยืนปล่อยให้ชายอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มพลิ้วไหวไปมา” (แดจังกึม/หน้า181/เล่ม2)

 

                มีคำคมอยู่ว่า “เมื่อเราสว่างโลกก็สว่างด้วย” จิตใจของจังกึมเวลานี้เศร้าหมองจึงมองเห็นภาพภายนอก คือธรรมชาติรอบตัวดูน่าเศร้าหมองไปด้วย แสงโรยราแห่งดวงอาทิตย์ยามใกล้จะลับฟ้ายามฤดูหนาวยิ่งให้ความรู้สึกเยือกเย็นขับส่งความหม่นหมองเพิ่มขึ้น ทิวเขาทึมทึบครึ้มเหยียดยาว ไม้เถาเรื่อยเกี่ยวเกาะเหมือนรุงรังพาใจให้หม่นมัว
“อาทิตย์ใกล้ลับลง ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ไม่นานความมือมิดคงแผ่ปกคลุมทางเดินสายนี้ แม้เวลานี้ได้อยู่เคียงข้างจองโฮ แต่เส้นทางที่ไร้ซึ่งรสชาติ ต้องเดินร่วมกับผู้ใดกันแน่ ความหมองหม่นใจดูมืดมิดกว่าความมืดเบื้องหน้าหลายเท่า” (แดจังกึม/หน้า183/เล่ม2)

 

                มีพุทธภาษิตว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี” ไม่มีแสงสว่างใดเสมอด้วยแสงแห่งปัญญา ยามที่ชีวิตมีปัญหาอันยากยิ่งรออยู่เบื้องหน้า แสงแห่งปัญญาย่อมโรยแรงเหมือนแสงแห่งดวงอาทิตย์ยามใกล้สนธยา ไม่นานนักก็มืดมิด แม้เดินร่วมทางกับคนที่รู้ใจก็ยังไม่อาจช่วยได้หมด ยามนี้จังกึมลืมคิดถึงหลักความจริงว่า ฟ้ายิ่งมืดยิ่งใกล้สว่าง ปัญหาต่าง ๆ ของชีวิตจึงมีไว้เพื่อให้แก้ไข ให้ข้ามพ้นไป มิใช่มีไว้เพื่อให้ท้อถอย
“ไม้อึนเฮง (ต้นแปะก้วย) อ่อนยากแผ่กิ่งก้าน  ต้นไผ่ผู้เดียวดายได้แต่เก็บงำประกาย  เงาดำนั้นแม้ดูหนัก แต่เบาบาง  อาทิตย์มิล่วงลับ จันทราคงมิฉายแสง” (แดจังกึม/หน้า183/เล่ม2)

 

                คำเปรียบเทียบเหล่านี้ให้แง่คิดอันไพศาล ต้นไม้อ่อนไร้กิ่งก้านย่อมไม่อาจเติบโตแผ่กิ่งก้าน ต้นไผ่ต้นเดียวย่อมไร้ความหมายใด เงาดำแม้ดูหนัก แต่จริงแล้วเบาบางไร้น้ำหนัก เปรียบเหมือนปัญหาต่าง ๆ บางครั้งอาจดูหนัก แต่ถ้าเราต่อสู้ไม่ย่อท้อ ในที่สุดเราก็จะชนะ ให้มองทุกอย่างในมุมดี เช่นเห็นดวงอาทิตย์ลับไป เราก็ต้องดีใจว่าจะได้เห็นดวงจันทร์ในไม่ช้า
“แต่จังกึมกลับมิได้รักษาคำที่บอกแก่อุนแพก ตลอดร่างมีแต่รอยบวม แต่มิได้ต้มยาทานแต่อย่างใด จังกึมอดไม่ได้ให้รู้สึกโกรธเกลียดในความรั้นของตน แต่ตนจำต้องรั้นให้เข้มแข็งต่อไป” (แดจังกึม/หน้า1190/เล่ม2)

 

                ความเด็ดขาดมุ่งมั่นทางการศึกษาของจังกึมมีให้เห็นตรงนี้อีกครั้ง ภายหลังจากรับพิษจากผึ้งได้รับความทุกข์ทรมานอย่างหนัก แม้มียาแก้พิษอยู่ใกล้มือ แต่ไม่ยอมใช้ยาแก้ เพราะเกรงว่าหากแก้พิษแล้วจะทำให้ไม่อาจแก้ไขอาการลิ้นไร้รสสัมผัส ดังนั้นจึงยอมสละแม้ชีวิตของตนเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้
“ความอ่อนแอนั้นเป็นอาชญากรรม หากอ่อนแอในสถานที่เช่นวังหลวงแห่งนี้ มิเพียงตนเอง หากแต่ผู้อื่นรอบข้างคงต้องพลอยเดือดร้อนเช่นกัน” (แดจังกึม/หน้า192/เล่ม2)

 

                ในถ้อยคำนี้ชี้ว่า ความอ่อนแอเป็นความล้มเหลวของชีวิต เป็นคำสอนอันแหลมคม หากผู้ใดได้เรียนรู้ดังนี้แล้ว หากต้องการความสำเร็จต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น ความอ่อนแอนอกวังหลวงอาจก่อให้เกิดความเสียหายส่วนบุคคล แต่หากเป็นความอ่อนแอในวังหลวงอาจต้องเสียชีวิต ทั้งของตนเอง และผู้เกี่ยวข้อง
“ที่จังกึมต้องสูญเสียรสสัมผัส เป็นเพราะได้ทานยุกดูกุและโสมลงไป เพื่อหาทางแก้ไขอาหารอัมพฤกษ์ขององค์วอนจา” (แดจังกึม/หน้า199/เล่ม2)

 

                ความเป็นแพทย์ของจังกึมมีหน้าที่สองอย่าง ศึกษาวิชาแพทย์อย่างสุขุมล้ำลึกอย่างไม่ท้อถอย และ ให้ความเมตตาแก่คนไข้ทุกคนด้วยการตั้งใจรักษาทุกโรคให้หาย แม้ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงยังไม่เกรงกลัว ความซื่อตรงต่อบทบาทหน้าที่โดยไม่เกรงกลัวต่ออุปสรรคนำพาชีวิตให้ก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง
“การใช้ชีวิตตนเองเข้าเสี่ยงแม้เป็นเรื่องโง่เขลาอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่เรื่องต้องตำหนิแต่อย่างใด” ( แดจังกึม / หน้า199 /เล่ม2)

 

                การใช้ชีวิตเข้าเสี่ยงของจังกึมนับว่าคุ้มค่า เพราะเป็นการเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาโรค และเสี่ยงชีวิตเพื่อทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ถึงที่สุด ถือว่าถูกต้อง แต่บางคนอาจใช้ชีวิตเข้าเสี่ยงในบางเรื่องที่ไร้ค่า ย่อมทำให้ชีวิตของผู้นั้นไร้ค่าไปด้วย ปัจจุบันบางคนสละชีวิตเพื่ออุทิศแก่รัก นักศึกษาบางคนสละชีวิตเพราะไม่ได้เกรด3
“ไม่ทราบสายตาคู่นั้นน่ากลัวเพียงใด แต่หากเพียงจ้องต่อไป ถ้วยตรงหน้าคงต้องแยกเป็นสองเสี่ยงเป็นแน่ ดูจากที่ต้องเสียหน้าท่ามกลางบรรดานางวังและเซ็งกักชิทั้งหมด ก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่” (แดจังกึม/หน้า199/เล่ม2)

 

                พุทธศาสนามีคำสอนว่า ความโกรธเปรียบเหมือนไฟ ไฟที่มักไหม้จิตใจของผู้มีความโกรธก่อนคนอื่น มุมมองแง่คิดทางศาสนากลับสอนให้มองตรงข้าม ไฟแห่งความโกรธนั้นมักไหม้เชื้อฟืนคือใจตนเองให้ร้อนรน หลังจากนั้นไฟจะนำไปสู่การทำผิดพลาดด้วยกายวาจา คนที่ไม่อยากเข้าใกล้ นั้นมิใช่เพราะเขากลัว แต่เป็นเพราะเขารังเกียจ เหมือนราชสีห์ไม่สู้หมูที่ร่างกายเต็มไปด้วยอุจจาระ ส่วนหมูเข้าใจผิดคิดว่าหมูเกรงกลัวตน
“จังกึมเร่งวิ่งออกนอกห้อง ตระเตรียมเครื่องปรุงหลายอย่าง แม้เป็นงานประจำทุกวัน แต่การทำเพื่อคนหนึ่งคนนั้นนับเป็นคราแรก ขณะที่บรรจงทำของตอบแทนให้แก่จองโฮ จึงได้ตระหนักว่าอาหารนั้นนอกจากความเคร่งเครียดและน่าเหนื่อยแล้ว ยังสามารถทำขึ้นด้วยความตื่นเต้นและเป็นสุขได้ด้วย” (แดจังกึม/หน้า201/เล่ม2)
                การทำสิ่งที่ตนต้องการด้วยความรัก แม้เป็นงานก็ถือว่ามีความสุข คนเราอาจใช้แง่คิดนี้กับการทำงานทุกอย่าง เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับตน ถือได้ว่าเป็นความฉลาดอย่างยิ่ง รักงาน ตั้งใจทำงาน และทำงานไปมีความสุขไปด้วยในขณะเดียวกัน หากทำงานแล้วมีทุกข์ ต้องรอถึงห้าวันจึงจะมีความสุขได้สองวัน
“จริงด้วย ฝีมือต่อสู้นั้นได้แต่ใช้เพื่อทำร้ายผู้คน แต่อาหารนั้นใช้เพื่อให้คนมีความสุขนั่นเอง” (แดจังกึม/หน้า202/เล่ม2)

 

                การทำงานเพื่อดำรงชีวิตนั้นเป็นสิ่งยาก แต่สิ่งที่ยากว่าคือการตัดสินว่า งานใดดีกว่างานใด การเปรียบเทียบระหว่าง “วิชาการต่อสู้ และการเรียนรู้เรื่องอาหาร” วิชาใดดีกว่ากันย่อมเป็นเรื่องยาก การต่อสู้เรียนรู้เพื่อเอาชนะผู้อื่น อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย ส่วนวิชาอาหารทำให้คนรับประทานมีความสุข
“เกิดเป็นชายชาตรี ได้เป็นถึงคุนกวานแห่งเนกึมวีเป็นองครักษ์พิทักษ์ฮ่องเต้ แม้เปี่ยมด้วยศักดิ์และศรี แต่สำหรับบุรุษแล้ว อย่างไรก็ดีการได้ดูแลสตรีที่ตนมีใจไปชั่วชีวิตนับเป็นสุขใจอีกแบบหนึ่ง” (แดจังกึม/หน้า209/เล่ม2)

 

                นี่คือการเปรียบเทียบอีกประการหนึ่งระหว่าง “การทำหน้าที่องครักษ์ และการทำหน้าที่สามี” อย่างไหนให้ความภาคภูมิใจมากกว่ากัน งานหนึ่งเพื่อพระราชา แต่อีกงานหนึ่งเพื่อการสร้างโลก ซึ่งคือการดูแลผู้หญิงอันเป็นที่รัก ดูแลครอบครัว และชีวิตน้อย ๆ ในครอบครัว ซึ่งก็คือคนรุ่นต่อ ๆ ไป
“เมื่อคำพูดของซังกุงปรากฏขึ้นในสมอง น้ำตาก็รินไหลลงอีกครั้ง จึงกึมตัดใจสลัดความคิดทิ้ง ก่อนลุกขึ้นเดินกลับออกมา” (แดจังกึม/หน้า221/เล่ม2)

 

                ความหลังอันน่าเศร้าคือเรื่องราวที่ผ่านพ้นไปด้วยความเจ็บปวด มนุษย์เหมือนมีเคราะห์กรรม เรื่องแห่งความเจ็บปวดแม้ผ่านพ้นไปแล้วมักกลับมาเชือดเฉือนใจให้เจ็บปวดได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งคนเรา ทั้งที่รู้ว่าคิดเรื่องเก่าแล้วเศร้าหมอง แต่ไม่อาจหักห้ามใจ เหมือนนำมีดเฉือดเฉือนซ้ำตรงแผลเดิม แปลกแต่จริง