เมื่อเราได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบทำงานใด จะต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อให้งานนั้นสำเร็จลุล่วงด้วยดี

 

 

ความรับผิดชอบ

               ความรับผิดชอบ ( أَمَانَةٌ ) หมายถึงความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ การกระทำที่แสดงถึงความรับผิดชอบ มักจะถูกนำมาใช้กับการทำงาน และการกระทำ เช่น ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้น เป็นต้น

                เมื่อเราได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบทำงานใด จะต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อให้งานนั้นสำเร็จลุล่วงด้วยดี

                ในฐานะที่เป็นมุสลิมที่ภักดีต่ออัลลอฮฺ ซ.บ. และเป็นผู้ที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากพระองค์ ทรัพย์สินเงินทอง ลูกหลานและความโปรดปรานที่อัลลอฮฺ ซ.บ.ทรงมอบให้นั้นเป็นความรับผิดชอบ (أَمَانَةٌ) ที่เราจะต้องปกปักษ์รักษาและใช้ประโยชน์ไปในทางที่เหมาะสมตามหนทางที่อัลลอฮฺ ซ.บ.ทรงกำหนดไว้

                ความรับผิดชอบ (أَمَانَة) ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบในเรื่องใดก็ตาม ที่อัลลอฮฺ ซ.บ. ทรงมอบให้หรือที่มนุษย์มอบให้ ผู้รับมอบจะต้องไม่ละเลยหรือบิดพลิ้ว เพราะการกระทำดังกล่าวจะเกิดผลเสียหายกระทบในทุก ๆ ส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าการกระทำในระดับบุคคลหรือส่วนรวม ย่อมเกิดผลในลักษณะเดียวกัน

 

عَنْ‏عَبْدِاللَّهِ‏رَضِيَاللَّهُعَنْه   أَنَّرَسُولَاللَّهِ‏صَلَّىاللَّهُعَلَيْهِوَسَلَّم  قَالَ : " كُلُّكُمْرَاعٍفَمَسْئُوْلٌعَنْرَعِيَّتِهِفَاْلأَمِيْرُالَّذِيْعَلَىالنَّاسِرَاعٍوَهُوَمَسْئُوْلٌعَنْهُمْوَالرَّجُلُرَاعٍعَلَىأَهْلِبَيْتِهِوَهُوَمَسْئُوْلٌعَنْهُمْوَالْمَرْأَةُرَاعِيَةٌعَلَىبَيْتِبَعْلِهَاوَوَلَدِهِوَهِيَمَسْئُوْلَةٌعَنْهُمْ  وَالْعَبْدُرَاعٍعَلَىمَالِسَيِّدِهِوَهُوَمَسْئُوْلٌ  عَنْهُ  أَلاَفَكُلُّكُمْرَاعٍوَكُلُّكُمْمَسْئُوْلٌعَنْرَعِيَّتِهِ "

 

            หนึ่ง : เล่าจากอับดิ้ลลาห์ (ร.ด.) ว่าท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า พวกท่านทุกคนมีหน้าที่ และต้องถูกสอบถามงานในหน้าที่ของตน ผู้นำที่มีหน้าที่ปกครองผู้คนมีหน้าที่ และเขาต้องถูกสอบถามงานในหน้าที่ของเขา ผู้ชายมีหน้าที่ดูแลครอบครัว และเขาต้องถูกสอบถามเกี่ยวกับพวกเขา สตรีมีหน้าที่ดูแลบ้านของสามีและบุตรของเขา และต้องถูกสอบถามเกี่ยวกับพวกเขา ข้ารับใช้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของผู้เป็นนาย และต้องถูกสอบถามถึงเรื่องนั้น  พึงทราบเถิดพวกท่านทุกคนมีหน้าทื่ และทุกคนต้องถูกสอบถามถึงงานในหน้าที่ของตน”

 

ความหมายโดยสรุป

ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) ต้องการแจกแจงหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละคนทั้งในระดับผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละคน โดยท่านได้กล่าวว่า  พวกท่านทุกคนมีหน้าที่ และต้องถูกสอบถามงานในหน้าที่ของตน ผู้นำมีหน้าที่ปกครองผู้คน และเขาต้องถูกสอบถามงานในหน้าที่ของเขา ผู้ชายมีหน้าที่ดูแลครอบครัว และเขาต้องถูกสอบถามเกี่ยวกับคนในครอบครัวของเขา สตรีมีหน้าที่ดูแลบ้านเรือนของสามีและบุตรของเขา และต้องถูกสอบถามเกี่ยวกับพวกเขา ข้ารับใช้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของผู้เป็นนาย และต้องถูกสอบถามถึงเรื่องนั้น  พึงทราบเถิดพวกท่านทุกคนมีหน้าทื่ และทุกคนต้องถูกสอบถามถึงงานในหน้าที่ของตน

หะดีษบทนี้นอกจากจะสอนให้เรารู้ว่า ทุกคนมีหน้าที่และต้องรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตนแล้ว ยังสอนให้เรารู้ดังนี้

  1. ผู้นำมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในระดับกว้าง  ต้องถูกสอบถามทุกเรื่องที่ตนรับผิดชอบ
  2. สามีเป็นผู้นำครอบครัว ต้องรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูภรรยาและบุตร
  3. ภรรยามีหน้าที่ดูแลบ้านเรือนและบุตร และต้องรับผิดชอบตามนั้น
  4. คนรับใช้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ของเจ้านาย และเขาต้องรับผิดชอบ

عَنْأَبِيْعَمْرٍووَقِيْلَأَبِيْعَمْرَةَسُفْيَانَبْنِعَبْدِاللهِرَضِيَاللهُعَنْهُقَالَ  " قُلْتُيَارَسُوْلَاللهِقُلْلِيْفِياْلإٍِسْلاَمِقَوْلاًلاَأَسْأَلُعَنْهُأَحَدًاغَيْرَكَ،قَالَ " قُلْآمَنْتُبِاللهِثُمَّاسْتَقِمْ " رواهمسلم

 

            สอง : เล่าจากอะบี อัมร์ (บางทัศนะว่า) อะบีอัมเราะห์ เขาชื่อซุฟยาน บุตร อับดิ้ลลาห์ (ร.ด.) ว่า ฉันได้กล่าวแก่ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺว่า ท่านจงบอกฉันประโยคหนึ่งในเรื่องของอิสลาม ซึ่งฉันจะไม่ถามมันกับผู้ใดอีกนอกจากท่านเท่านั้น  ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ ซ.ล. ได้กล่าวว่า “ ท่านจงกล่าวว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ  หลังจากนั้นท่านจงทำงานตามหน้าที่ ” 

                                                                             รายงานโดยมุสลิม

               

ความหมายโดยสรุป

บรรดาซอฮาบะห์ของท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะศึกษาเรื่องราวของศาสนา  และนำหลักคำสอนอันสูงส่งไปปฏิบัติ  ซอฮาบะห์ท่านนี้ได้ขอให้ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) สอนศาสนาและหลักปฏิบัติให้แก่เขาโดยสรุปให้อยู่ในประโยคที่กระทัดรัดครอบคลุมถึงความหมายของอิสลามอย่างชัดเจนในตัวของมันเอง ที่เขาจะไม่ต้องไปถามผู้ใดอีก  ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) ได้ใช้เขาให้ยืนหยัดอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง ปฏิบัติตามคำบัญชา และออกห่างจากข้อห้ามทั้งหลาย  และท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) ยังบ่งบอกด้วยว่า การศรัทธานั้นประกอบด้วย คำพูด  การกระทำ และความเชื่อมั่น หะดีษนี้เป็นหะดีษที่ใช้ถ้อยคำกระทัดรัด แต่มีความหมายลึกซึ้ง เพราะท่านรอซูลุ้ลลอฮฺได้รวมไว้ในคำตอบของท่านเพียงสองคำ ถึงความหมายของศรัทธา (อีหม่าน) และหลักปฏิบัติ (อิสลาม) ไว้ทั้งหมด

 

คำสอนที่ได้รับจากหะดีษบทนี้นอกจากใช้ให้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่แต่ละคนมี ทั้งในการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ และทำอิบาดะห์ต่อพระองค์เพียงพระองค์เดียวแล้วยังใช้ให้เราปฏิบัติดังนี้

  1. ซอฮาบะห์มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะศึกษาศาสนาและปกป้องศรัทธาของพวกตน
  2. การศรัทธา (อีหม่าน) ต้องประกอบไปด้วย การปฏิญาณด้วยลิ้น ความเชื่อมั่นศรัทธาด้วยหัวใจ และการกระทำด้วยเรือนร่าง

                       عَنْعَمْرِوبْنِشُعَيْبٍعَنْأَبِيْهِعَنْجَدِّهِرَضِيَاللهُعَنْهُقَالَ :  قَالَرَسُوْلُاللهِصلىاللهعليهوسلم : " عَلِّمُوْاأَوْلاَدَكُمْبِالصَّلاَةِوَهُمْأَبْنَاءُسَبْعِسِنِيْنَ،وَاضْرِبُوْهُمْعَلَيْهَا،وَهُمْأَبْنَاءُعَشْرٍوَفَرِّقُوْابَيْنَهُمْفِيالْمَضَاجِعِ " رواهأبوداود

               สาม :  เล่าจากอัมร์ บุตร ชุอัยบ์ จากบิดาของเขา จากปู่ของเขา (ร.ด.) ว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า พวกท่านจงสอนบุตรหลานของพวกท่านให้ละหมาด ขณะเมื่อพวกเขามีอายุได้เจ็ดขวบ  และพวกท่านจงเฆี่ยนพวกเขาที่ทิ้งละหมาด ขณะเมื่อพวกเขามีอายุได้สิบขวบ  และพวกท่านจงแยกพวกเขาในที่นอน”

                                                            รายงานโดยอะบูดาวูด

ความหมายโดยสรุป

                ท่านนบี (ซ.ล.) ต้องการอธิบายให้ทราบถึงหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องให้การอบรมและสั่งสอนบุตรหลานให้ปฏิบัติละหมาดและเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ถูกต้อง เมื่อพวกเขามีอายุได้เจ็ดขวบ เพื่อเป็นการฝึกฝนให้เกิดความคุ้นเคยกับการปฏิบัติรุก่นอิสลามที่มีความสำคัญยิ่ง ตั้งแต่เยาว์วัย และถ้าหากบุตรหลานยังไม่ยอมปฏิบัติจนเมื่ออายุถึงสิบขวบ ผู้ปกครองจะต้องลงโทษด้วยการเฆี่ยนที่ไม่ทำให้เกิดบาดแผลหรือเป็นอันตราย  แต่เป็นการเฆี่ยนเพื่อให้เกิดความหลาบจำเท่านั้น. 

คำสอนที่ได้จากหะดีษบทนี้นอกจากจะสอนให้ผู้ปกครอง มีหน้าที่โดยตรงในการให้การศึกษาแก่บุตรหลาน ในเรื่องที่เกี่ยวกับหลักปฏิบัติทางศาสนาแล้วยังสอนผู้ปกครองดังนี้

  1. ฝึกฝนบุตรหลานให้ปฏิบัติละหมาดตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ เพื่อให้เกิดความเคยชิน
  2. ลงโทษเมื่อบุตรหลานมีอายุสิบปีถ้าทิ้งละหมาด  เพื่อให้เกิดความหลาบจำ

عَنْأَبِيْهُرَيْرَةَرَضِيَاللهُعَنْهُأَنَّرسولَاللهِصلىاللهعليهوسلمقَالَ : " مَنْكَانَيُؤْمِنُبِاللهِوَالْيَوْمِاْلآخِرِفَلاَيُؤْذِجَارَهُ  ،وَمَنْكَانَيُؤْمِنُبِاللهِوَالْيَوْمِاْلآخِرِفَلْيُكْرِمْضَيْفَهُ  وَمَنْكَانَيُؤْمِنُبِاللهِوَالْيَوْمِاْلآخِرِفَلْيَقُلْخَيْرًاأَوْلِيَسْكُتْرواهالبخاريومسلم

           สี่ : เล่าจากอะบีฮุรอยเราะห์ (ร.ด.) ว่าท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า “ ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันสุดท้าย เขาอย่าคุกคามเพื่อนบ้านของเขา  ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันสุดท้าย ให้เขาจงให้เกียรติแก่แขกของเขาที่มาเยือน  ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันสุดท้าย ให้เขาจงพูดแต่สิ่งที่ดี หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็ให้เขาจงนิ่งเสีย” 

                                                   รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม

ความหมายโดยสรุป

ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) ได้บอกให้พวกเราทราบว่า มุสลิมผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันสุดท้ายจะต้องมีพฤติกรรมที่ดีงาม ต้องเป็นคนที่มีมารยาท มีจริยธรรมนั่นคือ เขาจะต้องไม่คุกคามเพื่อนบ้านของเขาให้ได้รับความเดือดร้อน  เขาจะต้องให้เกียรติแก่แขกของเขาที่มาเยือน  และเขาจะพูดแต่เรื่องที่ดีงามเช่นแนะนำตักเตือนกันให้ทำความดี และห้ามปรามกันจากการทำความชั่ว ถ้าเขาไม่พูดเรื่องที่ดี เขาก็จะนิ่งเสีย

 หะดีษบทนี้ส่งเสริมให้ทุกคนให้เกียรติแก่แขกที่มาเยือนด้วยการต้อนรับอย่างดี นอกจากนี้ยังส่งเสริม ดังนี้

  1. มุสลิมต้องไม่ทำการใดๆให้เพื่อนบ้านได้รับความเดือดร้อน
  2. มุสลิมต้องพูดแต่ในเรื่องที่ดี  ถ้ามิเช่นนั้นต้องนิ่งเสีย

عَنْأَبِيْعَبْدِاللهِجَابِرِبْنِعَبْدِاللهِالأَنْصَارِيِّرَضِيَاللهُعَنْهُمَا : "أَنَّرَجُلاًسَأَلَرسولَاللهِصلىاللهعليهوسلمفقال : أَرَأَيْتَإِذَاصَلِّيْتُالْمَكْتُوْبَاتِوَصُمْتُرَمَضَانَوَأَحْلَلْتُالْحَلاَلَوَحَرَّمْتُالْحَرَامَوَلَمْأَزِدْعَلَىذَلِكَشَيْئًاأَدْخُلُالْجَنَّةَ؟قَالَ  :  نَعَمرواهمسلم

 ห้า - เล่าจากอะบีอับดิ้ลลาห์  ชื่อญาบิร บุตร อับดิ้ลลาห์  อัลอันซอรีย์ (ร.ด.)ว่า มีชายคนหนึ่งถามท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ (ซ.ล.) ว่า ขอท่านได้โปรดบอกฉันเถิดว่าถ้าหากฉันได้ละหมาด (ห้าเวลา) ที่ตกหนักเหนือฉัน ได้ถือศีลอดในเดือนรอมาดอน ได้อนุมัติสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ (ฮาลาล)  และได้ห้ามสิ่งที่ศาสนาห้าม (ฮารอม)  โดยฉันจะไม่เพิ่มเติมไปจากนั้น ฉันจะได้เข้าสวรรค์ไหม ?  ท่านตอบว่า  แน่นอน (ท่านต้องได้เข้าสวรรค์) 

                                                              รายงานโดยมุสลิม

ความหมายโดยสรุป

ท่านญาบิร บุตร อับดิ้ลลาห์ ได้รายงานให้พวกเราได้ทราบว่ามีชายคนหนึ่งจากเหล่าซอฮาบะห์ได้มาหาท่านนบี (ซ.ล.) แล้วถามท่านขึ้นว่า เมื่อฉันได้ปฏิบัติละหมาดห้าเวลาที่ตกหนักเหนือฉันทุกวัน ฉันได้ถือศีลอดในเดือนรอมาดอน ฉันได้กระทำสิ่งอนุมัติโดยเชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และออกห่างจากสิ่งต้องห้ามโดยเชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ศาสนาห้าม  ฉันจะได้เข้าสวรรค์ไหม ? ท่านนบี (ซ.ล.) ตอบว่า แน่นอนท่านต้องได้เข้าสวรรค์  ในหะดีษนี้ไม่ได้กล่าวถึง ซะกาต และฮัจญ์  เป็นไปได้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่ ซะกาต และฮัจญ์จะถูกกำหนดมา  หรือทั้งสองประการนี้ได้รวมอยู่ในคำว่าสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ(ฮาลาล) แล้ว  และท่านนบี (ซ.ล.) ไม่ได้กล่าวสิ่งที่เป็นสุนัตต่างๆ ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เขา เนื่องจากเขาเพิ่งเข้ารับอิสลาม และเพื่อไม่ทำให้เขาเตลิดหนีจากหลักการของอิสลามถ้าหากเขาเห็นว่ามีมาก  และท่านนบี (ซ.ล.) ทราบดีว่าเมื่ออิสลามได้หยั่งรากลึกแล้ว เขาก็จะเกิดความรักในการปฏิบัติสิ่งที่เป็นสุนัต ต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่เป็นหน้าที่  หรือเพื่อไม่ให้เขาคิดไปเองว่าสุนัต ต่างๆนั้นเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ  ท่านนบี (ซ.ล.) จึงไม่ได้กล่าวถึงสุนัตต่างๆ.

 คำสอนที่ได้รับจากหะดีษนี้ นอกจากสอนให้เรารู้ว่า เราจำเป็นต้องเชื่อว่า สิ่งที่ศาสนาอนุมัติ เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และสิ่งที่ศาสนาห้ามเป็นสิ่งที่ศาสนาห้าม และจะต้องออกห่างไกล นอกจากนี้ยังสอนให้เรารู้ว่า ดังนี้

  1. ซอฮาบะห์มีความต้องการทำความเข้าใจเรื่องศาสนาของพวกเขา
  2. คนที่เสียชีวิตไป โดยเขามีความบริสุทธิ์ใจในการทำอิบาดะห์เพื่ออัลลอฮฺองค์เดียว พร้อมกับปฏิบัติสิ่งที่ศาสนาใช้ให้ปฏิบัติ และออกห่างไกลจากสิ่งที่ศาสนาห้าม เขาได้เข้าสวรรค์
  3. การปฏิบัติตามหน้าที่อย่างครบถ้วนเป็นเหตุให้ได้เข้าสวรรค์

 

 

 

 

แบบประเมินตนเอง เรื่อง “ความรับผิดชอบ

 

คำชี้แจ้ง          แบบประเมินนี้ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการรวบรวมข้อมูล เพื่อการประเมินผลการเรียนรู้ เรื่อง “ความรับผิดชอบ แบบประเมินนี้มี 4 ระดับ  และให้นักเรียนประเมินตนเองให้ตรงกับความเป็นจริง แล้วเขียนเครื่อง (P) ลงในช่องของระดับการประเมินตนเอง เรื่อง “ความรับผิดชอบ” ซึ่งมีจริงมาก,จริง,จริงเป็นบางครั้ง และไม่จริง

ที่

รายการ

ระดับการประเมิน

จริงมาก

จริง

จริงเป็นบางครั้ง

ไม่จริง

1

ทำงานด้วยความรับผิดชอบ

 

 

 

 

2

รับผิดชอบต่องานที่ครูมอบให้

 

 

 

 

3

ละเลยต่อความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย

 

 

 

 

4

การขาดความรับผิดชอบ มีผลกระทบต่อบุคคลและส่วนรวม

 

 

 

 

5

มีความรับผิดชอบของต่อเวรประจำวันในห้องเรียน

 

 

 

 

6

ดูแล รักษาทรัพย์สินของโรงเรียน

 

 

 

 

7

มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการเรียน

 

 

 

 

8

มีภาวะการณ์เป็นผู้นำ

 

 

 

 

9

ปฏิบัติตามหน้าที่ ๆ ได้รับหมายจากอัลลอฮ์ ซ.บ.

 

 

 

 

10

ศึกษาศาสนาและปกป้องศาสนา

 

 

 

 

11

ศรัทธาพร้อมปฏิบัติ

 

 

 

 

12

ขาดความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายจากพ่อ แม่ ครูอาจารย์

 

 

 

 

13

ทำงานที่ได้รับมอบหมายจากครอบครัวได้ครบถ้วยสมบูรณ์

 

 

 

 

14

มีพฤติกรรมดี และมารยาทดีงาม

 

 

 

 

15

ไม่ทำให้เพื่อนบ้านเดือนร้อน

 

 

 

 

16

อยู่ไม่นิ่ง

 

 

 

 

17

ไม่แคร์ กับงานที่ได้รับมอบหมาย

 

 

 

 

18

ทำงานตามสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ (ฮาลาล)

 

 

 

 

19

ทำทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

 

 

 

 

20

ชีวิต คือความรับผิดชอบ