ผมจำได้ว่าหลวงพ่อท่านหนึ่งเคยสอนไว้ว่า "ธรรมมะคือธรรมชาติ" ตอนฝึกปฏิบัติธรรมก็ต้องฝึกไปตามหลักสูตรที่กำหนดอย่างเคร่งครัด อยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงบ  ไม่มีอะไรมากระทบให้ฟุ้งซ่าน แต่เมื่อมาอยู่ในชีวิตปกติก็ต้องเจริญสติในขณะดำเนินชีวิตจริงในแต่ละอิริยาบท ให้รู้สึกตัวอยู่เสมอ และสังเกตอารมณ์ของการปฏิบัติที่เหมาะกับจริตตนแล้วหมั่นพัฒนาอารมณ์ให้เจริญก้าวหน้า
    ชีวิตหลังเกษียณของผมตั้งใจไว้ว่า จะปลูกต้นไม้  ปฏิบัติธรรม  ออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว  และยังทำงานช่วยเหลือสังคมตามโอกาสอันควร  1 ปีผ่านไป ผมก็สามารถทำทุกอย่างที่ตั้งใจไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่เครียดกับมัน และสุขกายสบายใจดี 
    เรื่องที่จะมาเล่าแบ่งปันกันวันนี้ เป็นความลับส่วนตัวอย่างหนึ่งที่ผมได้ค้นพบด้วยตนเองคือ  ปกติผมจะไปออกกำลังกายที่ศูนย์ฟิตเน็ทแห่งหนึ่งซึ่งผมเป็นสมาชิกตลอดชีพ สัปดาห์หนึ่งประมาณ 3-4 วัน การออกกำลังกายหลักอย่างหนึ่งที่ผมใช้เป็นประจำคือ การเดินสายพาน  ปกติผมจะเดินประมาณ 30-35 นาที ตั้งความเร็ว 5.5 ความชัน 5.5  
      แต่เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากผมไปอบรมวิปัสสนามาใหม่ๆ  ผมลองเดินด้วยอารมณ์วิปัสสนาตามรูปแบบของผม ด้วยความเร็วและความชันเท่าเดิม แต่ไม่ได้ตั้งเวลาไว้ พอเริ่มเดินเครื่องผมก็ค่อยๆหลับตา ปล่อยใจให้สบาย  พิจารณาลมหายใจที่ปลายจมูก  จนรู้สึกว่าลมหายใจละเอียดมากขึ้น  ผมก็เริ่มพิจารณาร่างกายแต่ละส่วน  ตั้งแต่ส่วนบนสุดของศีรษะลงมาอย่างช้าๆผ่านทุกส่วนของร่างกายจนมาถึงปลายเท้า และย้อนกลับจากปลายเท้าขึ้นมาจนถึงศีรษะ  พิจารณาไปสักพักก็จะพบว่ามีความรู้สึกแข็งๆในบางบริเวณ ก็พยายามอุเบกขา ไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสและตัณหา  ตามที่ได้เคยอบรมมา ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้จะรู้สึกว่าลมหายใจละเอียดมากขึ้นและจิตไม่ฟุ้งออกไปข้างนอก(ถึงจะออกไปบ้างก็สามารถรู้สึกตัวได้เร็ว)  แม้ขณะนั้นจะได้ยินเสียงเพลงที่เขาเปิดจนดัง  สลับเสียงพูดคุยของสมาชิกที่มาออกกำลังกาย แต่จิตก็ไม่ได้ไปจดจ่อหรือปรุงแต่งไปกับเรื่องภายนอกเลย  จิตยังคงอยู่กับการพิจารณาร่างกายอยู่อย่างนั้น
     ผมพิจารณาจากบนไปล่างและล่างไปบนอย่างช้าๆ ได้ 3 รอบโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย พอครบ 3 รอบ ผมก็ไม่ลืมที่จะอุทิศส่วนกุศลให้กับท่านต่างๆ แล้วค่อยๆลืมตาอย่างช้าๆ มองดูที่แป้นก็ปรากฏว่าใช้เวลาล่วงเลยไปถึง 50- 58 นาที โดยไม่รู้สึกว่านานเลย  ผิดกับแต่เดิมที่ผมจะคอยดูแป้นตลอดว่าเมื่อไรจะถึง 30 นาทีสักที  ดูเวลามันช่างเคลื่อนไปช้าเหลือเกิน  และดูจากตัวเลขการเต้นของหัวใจตอนนี้ก็ดีขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว
    ทำให้ผมพบความจริงว่า ผมสามารถบูรณาการการปฏิบัติธรรมกับการออกกำลังกายเข้าด้วยกันได้สำเร็จ แม้พลังจิตยังไม่เข้มแข็งนักก็ตาม  และทุกวันนี้ผมก็ยังพยายามคงอารมณ์นี้ไว้ และเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ 
    ท่านที่รู้เรื่องนี้จริงหรือมีประสบการณ์นอกเหนือจากนี้ กรุณาให้คำแนะนำหรือให้ข้อแลกเปลี่ยนเพื่อประเทืองปัญญาบ้างจะขอบคุณยิ่ง