เราออกจากห้องสี่เหลี่ยมไปเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทั้งกว้างขวางและไร้รูปทรง

อยุธยาเวลาเช้าแดดเก้าโมงส่องสว่างไปทั่ววัดเก่า ปราสาทเก่าที่เหลือเค้าว่าเคยงามปรากฏอยู่ตรงหน้า เด็กๆ เฝ้าตั้งคำถาม โชคดีที่วันนี้เราเป็นเพียงนักเดินทางมิใช่ครู

คำตอบรอพวกเขาอยู่แล้ว..

ฉันเคยไปอยุธยาหลายหน หลายโอกาส บางความทรงจำเคยว่า "เพียงอยากนั่งรถไฟสายสั้นๆ กับเพื่อนรัก" ครานั้นเราอิ่มบรรยากาศรถไฟ และอิ่มบรรยากาศของเพื่อนรักระหว่างบทสนทนา ณ เรือนขุนแผน กระทั่งยังเก็บตั๋วรถไฟไว้ในกล่องความทรงจำ

 

 

คำถามของฉันผุดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อพบว่าบ้านเมืองเก่ากับสภาพสังคมใหม่ที่ล้อมเมืองเก่าไว้ ผู้คนในเมืองนี้จะอยู่กันอย่างไรให้กลมกลืน เป็นคำถามที่พบเห็นมากมายในเมืองของเรา บางครั้งยังทำให้เป็นหัวข้อถกเถียงในวงวิชาการ โชคดีที่ฉันเป็นเพียงนักเดินทางในวันนี้

 

อีกครั้ง...ฉันออกเดินทางกับคณะทัวร์ที่บรรจุผู้ชราเกือบเต็มคันรถ ช่วงเทศกาลที่ใครต่อใครกล่าวโทษว่าไม่มีคนอยากเข้าวัด โปรโมชั่นไหว้พระเก้าวัดระบาดทั่ว ฉันหลงมิเพื่อนเชื่อคำโฆษณาอยู่มากคน ขณะน้อมศีรษะกราบงามๆ อยู่นั้น เห็นกองทุกข์ที่ผู้คนนำมาฝากไว้ในวัดเต็มศาลาไปหมด ทุกข์ใครทุกข์มันต่างที่ทางกัน

 

 

เด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนานกับสถานที่ใหม่ๆ บ้างว่าคำถามของเด็กๆ น่าสนใจนัก เพื่อนครูผู้หนึ่งว่า..จะให้นึกให้ออกว่าก่อนหน้าจะแตกสลายลงนั้นสิ่งก่อสร้างเหล่านี้อยู่อย่างไร นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก รู้แต่ว่า ปัจจุบันมันก็เป็นสถานที่สร้างงานให้กับผู้คน

 

ควันธูปลอยคลุ้งไปทั่วพระอุโบสถ ฉันกางหัวใจตัวเองออกมาวัด..ปีนี้หวังเพียงว่าอยุธยาเพลานี้จะทำให้มองเห็นว่าใจฉันกว้างขึ้นกว่าทุกปี

 

 

"ครูครับ ผมชอบประหวัดศาสตร์ครับ" ฉันก้มมองคำว่าประวัติศาสตร์ของเด็กชาย เอ..มันสะกดอย่างนี้หรือเปล่านะ