ใกล้กันอีกนิดผ่าน Social media

TheInk
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมออนไลน์ กลายเป็น Netizen ไปโดยไม่รู้ตัว แต่ใครจะรู้หละครับว่าพลังของ Social media ณ ขณะนี้มันข้ามเส้นแบ่งแดนจากโลกออนไลน์มายังโลกแห่งความเป็นจริงของเราได้ แล้วด้วย

หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Social media เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเรามากมาย เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมออนไลน์ กลายเป็น Netizen ไปโดยไม่รู้ตัว แต่ใครจะรู้หละครับว่าพลังของ Social media ณ ขณะนี้มันข้ามเส้นแบ่งแดนจากโลกออนไลน์มายังโลกแห่งความเป็นจริงของเราได้แล้วด้วย

พอดีวันก่อนผมเพิ่งคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับการใช้เงินใน Social network ว่าเขาเอาไปทำอะไรกันบ้าง ก็ได้คำตอบว่า เอาไปซื้อ item ซื้อ application ซื้ออะไรที่ส่วนใหญ่จะเป็น digital/virtual goods หรือก็คือสินค้าสิ่งของที่จับต้องไม่ได้ (อยู่ได้เฉพาะในโลกออนไลน์นั้นเอง เช่น รูปภาพ, วิดีโอ เป็นต้น) ซึ่งก็อาจจะมองคล้ายๆ การจับจ่ายซื้อของทำ e-commerce บน Socail network ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร แต่มันมีประเด็นตรงที่ว่าบางครั้งเราอาจจะซื้อ digital gifts เหล่านี้ให้เพื่อนใน Social network ของเราด้วย ถ้าเคยเห็นกันก็ประมาณอารมณ์ว่า วันเกิดเพื่อน ก็ส่ง e-cards ไปให้ แนบไฟล์ animation น่ารักๆ อะไรประมาณนั้น ซึ่ง... ก็ยังคงธรรมดาๆ อยู่ แต่ที่ไม่ธรรมดาคือผมนึกขึ้นได้ว่า เคยได้ยินว่ามีเว็บไซต์รับส่งดอกไม้ให้เพื่อนบน Social network ด้วย จึงเกิดคำถามในใจว่าเค้าทำยังไงกันเนี่ย

ค้นไป ค้นมา ก็เจอกับเว็บที่ชื่อ www.socialflowers.com ที่ให้บริการตั้งแต่ปี 2007 โน่น เป็นบริการ application ตัวหนึ่งสำหรับ Facebook (โฮ ท่าทางจะตั้งแต่ยุคบุกเบิกเลยนะนั่น) เว็บนี้ให้บริการโดยบริษัทขายดอกไม้บริษัทแห่งหนึ่งชื่อ Florist One Inc. ซึ่งเริ่มทำ e-commerce ตั้งแต่ปี 1999 และเค้าบอกว่าถ้าย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นเป็นแค่ธุรกิจครอบครัวที่เริ่มทำกันตั้งแต่ 40 กว่าปีก่อน ถึงตอนนี้ก็ขายดอกไม้ไปแล้วกว่า 35 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง อืมมมมม... อะไรจะขนาดนั้น แต่นั้นไม่ใช่ point ครับ สิ่งที่ผมสงสัยคือเรื่อง สิทธิส่วนบุคคล (Privacy) ที่ฝรั่งส่วนใหญ่จะคำนึงกันหนักหนา ว่ากลัวคนอื่นจะรู้ข้อมูลของตนเอง กลัวคนอื่นรู้ที่อยู่จริงๆ แล้วการส่งดอกไม้ใน Social network เขาทำกันอย่างไร จึงได้ลองอ่านวิธีการที่ work ๆ ของเขาและสรุปออกมาได้ 4 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ

1) คุณเลือกเพื่อนของคุณจาก list ใน Social network ของคุณเอง
2) คุณเลือกสินค้าที่คุณอยากให้เขา/เธอ ผู้นั้น โดยอาจจะใส่คำพูดส่วนตัวลงไปด้วย (เพื่อให้ผู้รับมั่นใจว่าไม่ใช่ spam) แล้วทางเว็บไซต์จะขอข้อมูลในการชำระเงินจากคุณ
3) ทางเว็บส่งข้อความ ไปยังคนผู้รับว่ามีคนส่งของมาให้ ต้องการจะรับหรือไม่ ถ้ารับก็บอกที่อยู่จริงๆ มาด้วย จะได้จัดส่งให้ถูก
4) หลังจากได้ที่อยู่จริง ทางเว็บก็ทำการหักเงินจากผู้ส่ง และส่งของให้ผู้รับ โดยไม่ปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของแต่ละฝ่ายให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้

เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถส่งดอกไม้ไปยังเพื่อนได้โดยไม่ต้องรู้ที่อยู่ของเขา/เธอ และผู้รับก็มั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองจะไม่ถูกเปิดเผย (แต่นั้นหมายถึงทั้งผู้รับและผู้ส่งต้องเชื่อใจเว็บที่ให้บริการด้วยนะครับ) ฟังดูแล้วก็ make sense มากๆ ผมเลยลองหาดูต่อว่ามีที่อื่นอีกไหมที่ให้บริการคล้ายๆ กัน ก็โชคดีไปเจอบทความใน mashable.com เกี่ยวกับ การส่งของขวัญไปยังเพื่อนใน twitter ของคุณ ที่เค้าแนะนำไว้ 5 เว็บไซต์ ดังต่อไปนี้

parcelgenie.com - ให้บริการส่งของขวัญ มีให้เลือกตั้งแต่ ต่างหู, ลูกกวาด, แก้วน้ำ, ของกระจุกกระจิกชิวๆ มูลค่าไม่สูงมากนัก สำหรับผู้ที่อยู่ในสหรัฐ, แคนนาดา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย และยุโรปบางประเทศ ซึ่งก็ทำได้ทั้งบน Facebook และ Twitter

tigerbow.com - มีสินค้าที่ดูดีขึ้นมาให้เลือกอีกหน่อย ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้, เสื้อ T-shirt, หนังสือ, แผ่น DVD โดยถ้าเป็นสิ่งของจะรับส่งเฉพาะในสหรัฐ แต่ถ้าเป็นประเภท gift card จะจัดส่งให้ทั่วโลกเลยทีเดียว

twitgift.com - เว็บนี้ยังมีของขวัญให้เลือกไม่เยอะ เช่น ช็อคโคเล็ตชิป, ปอกโทรศัพท์ android หรือ สร้อยคอ twitter โดยที่แตกต่างจาก 2 เว็บแรก คือ ไม่ต้องเป็นเพื่อนกันก็สามารถส่งให้กันได้ โดยใช้แค่การระบุ @ ถึง account ใน twitter เท่านั้น

twegistry.com - อารมณ์เดียวกับ twitgift.com แต่มีของให้เลือกเยอะหน่อย

sendsocial.com - เป็นบริการเฉพาะในประเทศอังกฤษ ซึ่งอันนี้สิครับแตกต่างอย่างแท้จริง เพราะทางเว็บไม่ได้มีสินค้าให้เลือก แต่จะไปรับสิ่งของจากผู้ส่งไปส่งให้ผู้รับเลย (โอ้วว... แม่เจ้า) ขั้นตอนก็คือ คุณบอกว่าต้องการส่งของให้ @ คนไหน แล้วทางเว็บก็จะมี link พิเศษส่งไปให้ผู้รับคนนั้น ถ้าผู้รับยินยอม ทางเว็บก็จะจัดส่ง barcode ไปให้คุณ print ไว้แปะบนกล่อง จากนั้นทางเว็บก็จะไปรับ และนำไปส่งให้ผู้รับ ดังนั้นที่อยู่ของทั้งผู้รับและผู้ส่งก็จะไม่ถูกเปิดเผยในขั้นตอนใดๆ ทั้งสิ้น แต่อันนี้ดูน่ากลัวนะครับ ว่าจะได้ surprised gift อะไรหรือเปล่า

ครับ ทั้งหมดนั้นใช้หลักการคล้ายๆ กันในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในโลกออนไลน์ออกมายังโลกออฟไลน์ที่เราอาศัยกันจริงๆ อีกทั้งยังสามารถระมัดระวังในเรื่องสิทธิส่วนบุคคลให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย มองดูแล้วเป็นนวัตกรรมที่ต่อยอด จาก e-commerce ธรรมดาๆ อีกขึ้นหนึ่ง ซึ่งก็ทำได้ไม่อยากนัก แต่ก็อีกนั้นแหละครับ ที่เราก็ยังไม่ค่อยได้เห็นการนำมาใช้งานในเมืองไทยอีกเช่นเคย ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะพฤติกรรมในการจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิต ความเชื่อถือในเรื่องคนกลาง หรือในเรื่องการส่งของ ที่ทุกคนยังไม่มั่นใจใน logistics ของไทย ว่าจะสามารถทำได้ดีสักแค่ไหน การจะก้าวข้ามผ่านความกลัวต่างๆ เหล่านี้ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของบ้านเราที่ต้องไล่ให้ทันต่างประเทศ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือการพัฒนาคนของเราให้พร้อมทั้งการเป็นผู้ใช้ และการเป็นผู้สร้าง หากเราเพียงแต่มองก็คงจะไม่เกิดอะไรขึ้น ดังนั้นมาเริ่มกันเถอะครับ ช่วยกันก้าวอย่างช้าๆ ไปด้วยกันเพื่อประเทศชาติของเรา แล้วคุณหละคิดอย่างไร How do u think?


* บทความนี้ ลงในนิตยสาร D+Plus ฉบับเดือน มิถุนายน 2553

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน How do u think?



ความเห็น (0)