GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ไปอบรมวิปัสสนากรรมฐานหลักสูตร 10 วัน ตามแนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ทีศูนย์ธรรมกมลา ปราจีนบุรี

            เมื่อวันที่ 2-13 มิย.ที่ผ่านมา  ผมได้เข้ารับการอบรมวิปัสสนากรรมฐานในแนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า  ที่ศูนย์ธรรมกมลา  จังหวัดปราจีนบุรี  ซึ่งอยู่ในมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปถัมภ์  เป็นหลักสูตรพื้นฐาน 10 วัน (แต่เข้มข้นมาก) นับวันเดินทาง ไปกลับอีก 2 วัน รวม 12 วัน
           ที่อยากจะเล่าให้ฟังวันนี้เพราะครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เคยอบรมยาวและเข้มข้นอย่างนี้มาก่อน  10 วันอบรมเป็นการปฏิบัติจริงแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่ 04.50-21.00น. ปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง   3 วันแรกเป็นการปฏิบัติอานาปานสติ ให้ดูลมหายใจเข้าออกตรงปลายจมูก(สามเหลี่ยมใต้จมูก) โดยไม่มีการบริกรรมใดใด ใครเคยติดบริกรรมมาก็ต้องปรับใหม่  เพื่อไม่ให้ติดยึดบริกรรม  ให้อยู่กับปัจจุบัน(เกิดสมาธิ+สติ)  3 วันนี้ผมได้ทั้งสมาธิและเกิดสติ  มีปีติเกิดขึ้นหลายอย่าง  แต่ก็ไม่ปรุงแต่ง
         พอฝึกอานาปานสติได้ 3 วัน  รู้สึกตัวว่าเริ่มมีพลังจิตที่กล้าแข็งขึ้นบ้าง  ไม่ปรุงแต่งวอกแวกไปที่อื่น  เขาก็ให้ฝึกวิปัสสนา อีก 7 วัน (ภาวนามยปัญญา) ให้จิตพิจารณาดูกายตั้งแต่ศีรษะลงมาทุกจุดจนถึงปลายเท้า แล้วจากปลายเท้ามาถึงศีรษะ วนเวียนอยู่เช่นนี้  เมื่อเกิดเวทนา(รู้สึก)ตรงจุดใดก็ไม่ต้องปรุงแต่ง(สังขาร)  แต่ให้อุเบกขา  ฝึกบ่อยๆจะลดกิเลสที่เราสะสมลงมาให้น้อยลง ค่อยๆเกิดปัญญาว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง  เรียกว่าจิต(นาม) คือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดูกาย(รูป) ก็คือพิจาณาขันธ์ 5 นั่นแหละ
         10 วันนี้ได้อะไรที่เป็นชีวิตใหม่อย่างไม่เคยพบมาก่อน  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิต และรู้จักตัวเองมากขึ้น  ทำให้เรารู้สึกว่า  ที่เรารู้สึกว่ารู้อะไรมามากมายนั้น  เรารู้แต่สิ่งนอกกาย  แต่ไม่ได้รู้จิต(ใจ)ที่แท้จริงของตัวเองเลย  ตัวเองยังปรุงแต่งแล้วสะสมกิเลสซึ่งเป็นสมุทัย(เหตุแห่งทุกข์)ไว้อย่างหนาเตอะ  ด้วยหลักสูตรการปฏิบัติที่จริงจัง  ยึดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า คืออริยสัจ4 ใช้มรรค 8 เป็นแนวทาง  นั่นคือต้องครบถ้วนไตรสิกขา  คือมีศีล 5 บริสุทธิ์ คือ 10 วันไม่พูดอะไรกับใคร  ไม่มองหน้ากัน  ทานแต่อาหารมังสะวิรัติ บรรยากาศจึงมีแต่ความเงียบ  ฝึกสมาธิ 3 วันด้วยอานาปานสติ แล้วฝึกปัญญา 7 วัน คือวิปัสสนา ด้วยจิตดูกาย
         แนวทางนี้จึงเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ หลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าค้นพบจึงเป็นสากล  ด้วยเหตุนี้คนที่เข้ามาอบรมจึงมีหลายเชื้อชาติ  ทั้งไทย  ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ การสอนอาจารย์ก็ไม่พูดมาก  ใช้ซีดีสอนให้ปฏิบัติอย่างเป็นลำดับขั้นตอน  ทุกคนตรงเวลา (เพราะศรัทธา) นิ่งเงียบ  ปฏิบัติๆๆๆ  ศูนย์ที่จัดอบรมก็มีบรรยากาศดีมาก  อำนวยความสะดวกทุกด้านพร้อมสรรพด้วยระบบบริหารจัดการที่อดเยี่ยม  มีธรรมะบริกรอาสาสมัครดูแลให้บริการตลอด และทราบว่าเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกศูนย์ทั่วโลก  ที่สำคัญคือไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดใด  เพียงแต่เมื่อจบหลักสูตรแล้วก็เปิดโอกาสให้บริจาคเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้คนรุ่นต่อไปที่จะเข้าอบรมได้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 367645
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 22
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน

ความเห็น (22)

สวัสดีค่ะคุณธเนศ

มิน่าล่ะคะ ห่างหายไปหลายเพลากันเลย มาเรียนรู้ เคยได้ยินชื่อ โกเอ็นก้า แต่เพิ่งทราบว่ามีที่ ปราจีนฯ ด้วย ขออนุโมทนาบุญ นะคะ

ปูก็ยังฝึกอีกมากๆ เลยค่ะ แค่สวดมนต์ให้ได้ครบตามที่ตั้งใจ ฝึกระงับจิตนิ่งๆ เวลาถูกกระทบจากปัจจัยภายนอก นี่ก็ยากเช่นกันนะคะ

กลับจากอบรมวิปัสนาก็มีงานต่อทุกวัน ทั้งกรมอาชีวศึกษา ก.ค.ศ. เลยว่างเว้นไปหลายวันครับ ขอบคุณที่ติดตามบล็อกเสมอ

สวัสดีค่ะคุณธเนศ

ยินดีที่ได้รู้จักศิษย์ท่านโกเอ็นกา (เหมือนกัน) ดิฉันได้ไปปฏิบัติธรรมหลักสูตรเดียวกับคุณที่ ธรรมอาภา จ.พิษณุโลก วิธีการสอนแบบเดียวกับที่คุณบอก ได้ความรู้สึกยากที่จะบรรยาย มีความสุขมาก ๆ โล่งใจ ดิฉันไปช่วงที่ กทม.เกิดกลียุค ไฟไหม้กรุง กลับออกมาเหมือนคนตกข่าว แต่ก็ดี ไม่ต้องได้รู้ ได้เห็น สิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม และไม่คิดอยากเปิด Web ย้อนหลังเพื่อดูเหตุการณ์ กลับจากการปฏิบัติมีแต่ความเมตตา เคยเกลียดใคร ความเกลียดหมดไปจากหัวใจ อะไรที่อุเบกขาไม่ได้ ก็ปล่อยวางได้เยอะ และอยากจะบอกว่าหลังจากการไปปฏิบัติมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในชีวิต ที่เกิดจากธรรมจัดสรร อยากให้หน่วยงานถือเป็นหลักการให้คนในองค์กรได้ไปปฏิบัติ คุณคิดว่าจะเป็นไปได้ไม๊ ถ้าเป็นนโยบายของรัฐไปเลย คนในองค์กรจะมีแต่คนมีศีล มีธรรม รักใคร่ ปรองดองกัน รับรองส่งผลให้องค์กรแต่ละแห่งก้าวหน้าแน่นอน ตอนนี้กำลังอยากจะทำวิจัย ศึกษาความพึงพอใจ การเปลี่ยนแปลงของผู้ที่ได้เคยปฏิบัติตามแนวของท่านโกเอ็นกา อยากเผยแพร่ให้หลาย ๆ คนรู้ว่า เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ไม่ยากเลย จะบอกว่า 10 วัน มันมากไปหรือเปล่า พอเราปฏิบัติได้มันไม่นานเลยนะ มันคุ้มจริง ๆแค่ 10 วัน แล้วรู้ซึ้งถึงธรรมของพระพุทธเจ้า ชอบวิธีปฏิบัติที่ไม่เน้นพิธีการ ทำได้ง่ายจริง ขอให้ตั้งใจจริง ดิฉันอ่านธรรมบรรยาย ทั้ง 10 วัน ก่อนจะไปปฏิบัติ รู้ว่าถูกกับจริตของเรา ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องภาวนา อาหารก็อร่อย ที่พักสะอาด ไม่มีเหตุอะไรที่คนจะปฏิเสธว่าไปไม่ได้ คุณว่าจริงไม๊ ทำยังไงจึงจะชักชวนชาวพุทธให้ได้ไปสัมผัสความสุขที่แท้้จริง ดิฉันฟังคำสวดไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรบ้าง แต่รู้สึกว่าเพราะเหลือเกิน ชอบฟังมาก ๆ วันสุดท้ายไปซื้อหนังสือที่เป็นคำแปลคำสวด อัศจรรย์จริง ๆ มีแต่คำดี ๆ เช่น ขอให้ความทุกข์ ขอให้ความโกรธจงหมดจากหัวใจ โอ้โฮ...สุดยอดจริง ๆ ไม่ต้องรอถึงสิบวันหรอกนะ แค่ถึงวันที่ห้าก็รู้สึกโล่ง อยากตะโกนดัง ๆ ว่า สุดยอด ยอดเยี่ยม ชั้นหนึ่ง (แต่ห้ามพูด) ก็เลยบอกกับเพื่อน ๆ ที่ไปในวันสุดท้าย คำแรกหลังจากอนุญาตให้พูดได้ อยากจะชักชวนทั้งชาวพุทธและไม่ใช่ชาวพุทธ ครั้งหนึ่งในชีวิตขอให้ไปปฏิบัติ อาจไม่ใช่วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ แต่เป็น ปีหน้า ปีโน้น ก็ขอให้ได้ไปเถอะ.......ยกเว้น คนที่มีความทุกข์สุด ๆ อยากให้ไปเร็ว ๆ จะได้เกิดสุข เหมือนที่ดิฉันเล่า

อนุโมทนาด้วยครับ ผมเองก็ตั้งใจจะไปอบรมอีกครับ

สวัสดีค่ะคุณธเนศ

คุณบอกว่าตั้งใจจะไปอบรมอีกนั้น จะบอกว่าดิฉันได้ไปครั้งที่ 2 ในช่วงหยุดวันแม่ เดือนสิงหาคม เพราะศิษย์เก่าไม่ต้องไปครบ 11 วัน ก็เลยไป 9 วัน อยากจะบอกว่าไม่ผิดหว้งเลย ได้ความสุข ความอิ่มใจ และได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่ไปปฏิบัติในวันสุดท้าย มีบางคนบอกว่ามายี่สิบกว่าครั้งแล้ว ส่วนใหญ่จะเคยไปหลายครั้ง โดยเขาเปลี่ยนไปทุกศูนย์ จะเรียนให้คุณทราบว่าดิฉันจะได้ไปอีกเป็นครั้งที่สามแล้วนะคะ คราวนี้ไปที่ธรรมสีมันตะ จ.ลำพูน ช่วง 6-17 ตุลาคม เป็นช่วงปิดเทอมพอดี รอบนี้ลูกชายไปด้วย ดีใจมาก ๆ เพราะเขาสูบบุหรี่แต่เลิกได้เพราะเตรียมตัวเพื่อไปปฏบัติธรรม (ในใจก็ทำใจไว้ว่าเขาจะเปลี่ยนใจพอถึงวันที่ต้องไปเพราะวัยรุ่นติดโทรศัพท์มือถือ แต่เป็นของต้องห้ามสำหรับที่นั่น) ก็ได้แต่ตั้งจิตอธิษฐาน แต่ที่ทำไม่สำเร็จก็คือชักชวนให้สามีไปบ้าง เขาเกษียณปีนี้ (ทำงานอีก 4 วัน) ก็อยากให้เขาพบความสุขที่แท้จริง จะได้ไม่ทุกข์กับการที่รู้สึกว่าจะเป็นคนว่างงาน (แต่เขาไม่เหงาหรอกนะเพราะมีความสุขอยู่กับการปลูกต้นไม้ เช่น สับปะรดสี หม้อข้าวหม้อแกงลิง และอื่น ๆ เยอะแยะไปหมด เห็นว่าจะทำเป็นอาชีพตอนเกษียณนี้แหละ ก่อน ๆ นั้นเป็นคนซื้อมามาก จะเปลี่ยนเป็นคนขายซะที) เพื่อนที่ปฏิบัติธรรมด้วยกันบอกว่าต้องใจเย็น ๆ ไว้ให้ลูกกลับมาแล้วเปลี่ยนแปลงไปเขาอาจศรัทธาขึ้นบ้าง (ลูกชายเป็นคนเกเร อายุเกือบ 25 แล้วยังไม่จบ ป.ตรี เรียนแล้วเรียนอีก ย้ายแผนกไปเรื่อย ๆ ดิฉันทุกข์จนเลิกทุกข์แล้ว) ถ้าลูกชายเป็นคนดีจริง ๆ คงชวนคนอื่น ๆ ไปได้อีกเยอะ หวังว่าคุณจะได้ไปอีกในเร็ว ๆ นี้ (ขึ้นอยู่กับธรรมจัดสรรให้)

อนุโมทนาบุญกับคุณจุรีรัตน์ คำนวนสิน ด้วยครับ ไปฏิบัติด้วยตนเองก็คงไม่รู้หรอก ช่วงวันแม่ผมมีเวลาน้อย ได้ไปปฏิบัติที่ศูนย์ธรรมธานี คลองสามวา กทม. หลักสูตร 3 วัน ก็ได้ต่อยอดมากขึ้น

เกษียณแล้วก็เหมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ คล้ายกับพ่อบ้านของคุณจุรีรัตน์ สำหรับผมเริ่มชีวิตใหม่หลังเกษียณมา 2 ปีแล้ว และสามารถทำตามเป้าหมายที่ต้นเองวาดหวังไว้ได้ครบถ้วนพอสมควร นั่นคือ "อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ ไปปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว และช่วยเหลือสังคมตามโอกาสอำนวย" โดยจะไม่ดิ้นรนทำงานหารายได้เพิ่มขึ้นอีก เพราะเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะผมคิดว่า การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง พอประมาณ คือบทพิสูจน์คุณค่าของความเป็นมนุษย์ในช่วงชีวิตที่ยังเหลือครับ

ยินดีกับคุณธเนศที่ได้ไปปฏิบัติต่อยอด อยากจะเล่าถึงระบบราชการของประเทศไทยที่ต้องทำให้คนที่ต้องเกษียณแล้วยังต้องมีอาชีพเสริม ไม่ใช่เพราะไม่ทำตนเป็นคนพอเพียงหรอกนะคะ สามีของดิฉันรับราชการที่แขวงการทางแห่งหนึ่ง สังกัดกระทรวงคมนาคม อายุราชการทั้งหมด ๓๓ ปี เพราะเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่หลายปี เป็นข้าราชการบำนาญด้วยเงินบำนาญเดือนละ 17,000 บาท เพราะเงินเดือนตันซี 6 (มา 4-5 ปีก่อนเกษียณ)   มีรุ่นพี่ ๆ ที่เกษียณด้วยซี 7 ผ่านมา 3 คน (ซี 7 เป็นตำแหน่งผู้ช่วยแขวงการทาง) ซึ่งต้องเป็นคิวของสามีดิฉันแน่นอน เพราะทำงานอยู่ที่นั่น อาวุโสสูงสุด เรียกว่าตำแหน่งต่อไปต้องได้    ปรากฎว่าปีแรกมีคนไปวิ่งมาจาก กรมทางหลวงชนบท (ซึ่งไม่ใช่คนจากกรมทางหลวง)ปีต่อไป มีรุ่นน้องซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่สามารถในการนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยี ปีแรกที่ผิดหวังก็อยากให้สามีเออรีรีไทร์ แต่พอมีคนเกษียณอีกคน ก็คงได้ แต่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก...อีกแล้ว เพราะเขาไม่ได้สนใจเรื่องอาวุโส เขาต้องการคนรุ่นใหม่ ดิฉันดูข่าวเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ มีการร้องเรียนว่าไม่เป็นไปตามลำดับอาวุโส อยากจะทำจดหมายถึงท่านนายกว่า มันมีทุกวงการนั่นแหละ ไม่ใช่เฉพาะที่เขาฟ้องร้องกันหรอก รอจนสี่ปีก็เกษียณด้วยเงินเดือนตันซี 6  ยังดีที่ดิฉันรับราชการ ถ้าเกิดภรรยาไม่มีรายได้ จะอยู่กันยังไงก็ยังไม่รู้  นายระดับต้นก็เอาใจนายระดับสูง ปีต่อมาคนของนายขอมาก็จัดให้ อาชีพครูยังโชคดี ปีนี้น้องสาวสามีเป็นครูก็เออรี่สองคน (เขาเบื่อเรื่องงานเอกสาร) แต่เขาตันซี 7  ได้บำนาญมากกว่าพี่ชาย ซึ่งทำงานที่แขวงฯ ขณะที่รับราชการ ดึก ๆ มีน้ำท่วมถนน ต้นไม้ล้ม ตำรวจก็โทร.มาตามให้ไปจัดการ เดี๋ยวนี้นอนหลับสบายไม่ต้องกังวล (ดิฉันแอบน้อยใจว่านายของสามีไม่ดูแล ที่สำคัญนายก็เป็นเพื่อนกันมาก่อนด้วยนะ เขาบอกสามีดิฉันว่า ถ้าสนับสนุนสามีดิฉันเดี๋ยวเขาจะว่าช่วยเพื่อน) เวลาเลื่อนตำแหน่งเขาให้เสนอชื่อไป เขาก็เสนอเด็ก ๆ ไป เพราะเด็กรุ่นใหม่เก่งเทคโนโลยีในการพรีเซนท์งาน  ช่วยไม่ได้อยากเกิดก่อนทำไม่ล่ะ แต่สามีดิฉันเขาไม่คิดอะไรมากหรอกนะแต่ดิฉันเป็นคนที่ไม่ชอบความไม่เป็นธรรม  เคยคิดจะทำหนังสือร้องเรียนแต่สามีห้ามไว้ สุดท้ายก็ได้เงินบำนาญนิดเดียว จึงต้องมีอาชีพเสริมด้วยประการฉะนี้ คุณคิดว่าระบบราชการของไทยจะมีหนทางการปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือไม่ คุณคิดว่าระบบอาวุโสยังควรใช้หรือไม่ หรือว่าไม่ว่าวงการไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ เรียกว่าจะก้าวหน้าหรือไม่  "อยู่ที่เป็นคนของใคร"

สวัสดีคะคุณธเนศ

ได้อ่านข้อความแล้วน่าสนใจมากคะ ตอนนนี้ไม่ได้อยู่เมืองไทย ตุ่นอยู่ที่อังกฤษคะ เืดือนหน้าไปปฏิับัิติแบบเดียวกับคุณธเนศคะ ห่างจากเมืองที่ตุ่นอยู่ประมาณ ๓ ชั่วโมงคะ

จะไปทำงานแล้วคะ แล้วจะมาเล่าให้ฟังว่าทำไมจึงสนใจด้านนี้ ค่อยคุยกันใหม่นะคะ

สมาชิกใหม่

ยินดีด้วยครับ ถึงจะอยู่ไกลก็สามารถทำใจให้เป็นสุขได้ เมื่อเดือน พ.ย. ผมไปอบรมหลักสูตร 10 วัน เป็นรอบที่ 2 และเดือน ก.พ.นี้ จะไปอีก 3 วันครับ

แต่่ก่อนปฏิบัติสายหลวงพ่อจรัญมาเป็นเวลา ๑๐ ปีคะ แต่ไม่ได้ทำทุกวันนะคะ แต่เมื่อปลายปีที่แล้วปฏิบัติทุกวันคะ ขาดการปฏิบัติในหนึ่งปี แค่ ๓ วันเองคะ ไปงานไทยในอังกฤษ ได้หนังสือของอาจาย์สนอง วรอุไร มาอ่านคะ ทางสายเอก ทำให้ความคิดเปลี่ยน ตั้งจิตอธิฐานขอให้ได้เจออาจาย์หรือสิ่งที่สามารถให้เราเข้าถึงธรรมะได้ เข้าไปอ่านเวปกัลยาณธรรม มีคนเขียนเมล์มาหาอาจาย์สนอง เกี่ยวกับการปฏิบัติกับอาจาย์โกเอ้นก้า สนใจมากเข้ามาหาข้อมูลก่อนที่จะสมัคร เข้าใจบ้างเล็กน้อย หลังจากนั้นก็อัดเรื่องธรรมะบรรยาย ๑๐ วันในคอมมาฟัง หยุดการปฏิบัติแนวหลวงพ่อจัรญ มาเตรียมตัวสายนี้เป็นเวลา ๓ เดือน กลับมาเข้าใจชีวิตมากขึ้นคะ จะพาลูกสาวไปปฏิบัติหลักสูตรของเด็กก่อนคะ ภาษาอังกฤษเข้าใจยากอยากจะกลับไปเมืองไทยเพื่อปฏิบัติ ๑๐ วัน ได้อธิฐานจิตแล้วคะ

แต่มีข้อสงสัยคะอาจาย์ในการแผ่เมตตาควรจะพูดว่าอย่างไรคะ ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษมากเท่าไหร่ แล้วไม่เข้าใจว่าในการมองทะลุในตัวเป็นอย่างไร ขอความกรุณาช่วยอธิบายให้หน่อยได้ไหมคะ หรือมีหนังสืออะไรที่พอจะช่วยให้ตุ่นเข้าใจได้มากขึ้น

ขอพระคุณล่วงหน้าคะ

ตุ่น

ขอโทษด้วยคะคุณธเนศที่ส่งข้อความมาซ้ำกัน เพราะว่าตอนที่ส่งมาคอมบอกว่า ไม่สามารถส่งได้ พอเข้ามาดู ทำไมส่งมาตั้งหลายครั้ง ช่วยอธิบายคำถามให้ด้วยนะคะ

วันที่ ๑๑ นี้จะพาลูกไปเข้าคอร์ทของเด็กคะ ตุ่นไปเป็นบริกร อยากให้เค้าได้รู้การปฏิบัติ ไม่ทราบว่าถ้าเราไม่มีเวลาปฏิบัติตอนเช้าเราจะทำแค่ตอนเย็นได้หรือเปล่าคะ ตามที่อาจารย์บอกว่าต้องทำสองเวลา แต่ตุ่นไม่มีเวลา ตุ่นทำแค่ตอนเย็นอย่างเดียวจะได้ผลหรือเปล่าคะ

ขอบคุณมากคะ
ตุ่น

ขออนุโมทนาบุญกับคุณตุ่นและลูกๆล่วงหน้าด้วยครับ...ผมเองก็ยังงูๆปลาๆครับ  แต่ก็มีใจแน่วแน่ ผ่านหลักสูตร 10 วัน มา 2 รอบ แล้วไปเพิ่มพลังหลักสูตร 3 วันมาแล้วรอบหนึ่ง  วันที่ 17-20 ก.พ.นี้จะไปมี่ศูนย์ธรรมธานี คลองสามวา
     ผมได้ประเมินตนเองไว้ในบล็อก www.gotoknow.org/blog/tanes/417524  ความจริงเขียนเรื่องนี้ไว้หลายบล็อกเหมือนกัน  รวมทั้งได้เขียนบทความตีพิมพ์ในวารสารวิทยาจารย์ด้วย  ถ้าคุณตุ่นมีอีเมลก็แจ้งมา ผมจะส่งบทความให้อ่านเพื่อแลกเปลี่ยนกัน
     คำถามที่ถามมา ถ้าได้ฟังเทปของอาจารย์โกเอ็นก้าตลอดจะเข้าใจ  ในการฝึกวิปัสนาช่วง 7 วันสุดท้าย หลังจากฝึกอานาปานสติ(สมาธิ) 3 วัน โดยใช้จิตพิจารณาร่างกายทุกส่วน เป็นส่วนๆไปตั้งแต่ ศีรษะไล่ลงไปจรดปลายเท้า  แล้วเลื่อนขึ้นมาจากปลายเท้าจนถึงศีรษะ สลับขึ้นลงอย่างนี้  ถ้าพลังสมาธิดีเมื่อผ่านส่วนไหนของร่างกายจะเกิดเวทนา(รู้สึก) ซึ่งจะมีทั้งเบาสบาย และแน่นทึบ(เจ็บ) ไม่ว่าจะเกิดความรู้สึกอะไรก็ไม่ให้ปรุงแต่ง(สังขาร)ให้เกิดกิเลส(โลภะ/โทสะ) แต่ให้วางอุเบกขา(เพียงแค่รู้เท่านั้น) ฝึกบ่อยๆจะทำให้เราลดกิเลสลงได้มากทีเดียว  ที่พระพุทธองค์เรียกว่าเกิดปัญญาเข้าใจในหลักไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่และ ดับไป ก็จะไม่ติดยึดให้เกิดทุกข์  เรื่องสำคัญที่ต้องฝึกมากคือการวางอุเบกขานั่นเอง  ฝึกไปก็จะรู้ด้วยตนเอง อธิบายเท่าไรก็คงไม่ลึกซึ้งเท่าปฏิบัติจริงครับ
       ส่วนเรื่องคำแผ่เมตตานั้นวันสุดท้ายอาจารย์จะสอนเอง 
      

สวัสดีคะคุณธเนศและคุณตุ่น

เพิ่งเข้ามาอ่านเพราะกำลังจะสมัครหลักสูตรสติปัฏฐานคะ

ยังไม่เคยมาที่ธรรมกมลาเลย มีเพื่อนเคยมาเมื่อปีที่แล้ว

เล่าว่าที่นี่เก่าแก่และน่าจะเป็นที่แรกของศูนย์ทั้งหมด

สมัครของเดือนตค.ไว้ จะร้อนจะฝนก็ขอลองดูคะ

อนุโมทนาบุญครับ

เมื่อวันที่3-7พฤษภาคม 2555 ไปช่วยเพื่อนปลูกต้นไม้ที่ ลำพูน ที่สถานปฏิบัติธรรมสีมันตะ สายอาจารย์โกเอ็นก้าเหมื่อนกัน   ที่นั้นเขาจะจัดสรรคที่ดินให้ลูกศิษย์ ได้ปลูกที่อยุ่อาศัยใกล้สถานที่ปฏิบัติธรรมนะครับ  บรรยากาศดีมาก  กลับมาเลยคิดจะไปปฏิบัติธรรมที่ปราจีนบุรีบ้าง  แต่ยังไม่รู้ว่าจะสมัครได้ทางใดนะครับ  ช่วยแนะนำด้วยนะครับ

 อีกอย่างอยากสมัครให้บุตรสาวด้วย อายุ7ขวบ ไม่ทราบเขามีหลักสูตรปฏิบัติธรรมสำหรับเด็กบ้างหรือเปล่า    คิดว่าถ้าเราปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็กจะดีกับตัวเด็กเองมากกว่าเพื่อเราลาจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร เขาจะได้มีที่พึ่งทางใจนะครับ 

 

อนุโมทนาบุญด้วยที่มีใจสู่ธรรมะ ไปเถอะครับแล้วจะพบความสุขที่แท้จริง สำหรับเด็กจะมีหลักสูตรสำหรับเด็กด้วย สนใจรายละเอียดทุกเรื่องก็เปิดเว็บ gloogle แล้วพิมพ์คำว่า "ศูนย์ธรรมกมลา" ก็จะได้รายละเอียดทุกเรื่องพร้อมใบสมัครได้ทุกศูนย์

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านในทางสายธรรมะ



พึ่งกลับจากปราจีนมาเมื่อวันที่ 21 เม.ย.56 นี้ค่ะ กลับมาก็ยังปฏิบัติทุก เช้า-เย็น วันละ 1 ชม.ค่ะ รู้ธรรมะ ไม่เท่าได้ปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตนเอง จริงๆค่ะ อยากให้คนที่เรารักได้ไปปฏิบัติทุกคนค่ะ

อนุโมทนาด้วยครับ ขอให้ปฏิบัติให้ต่อเนื่องนะครับ

ผมอยู่ในสหรัฐอเมริกา คิดตั้งใจไว้ว่าจะไปปฏิบัติอบรมในหลักสูตรของท่าน Goenka ที่มีศูนย์ปฏิบัติในเมืองใกล้ๆในวันที่ Apr 15-Apr 28 นี้แต่มีความกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะกิจการงานที่ทำ(ร้านอาหาร)ไม่สามารถวางมือ หรือหาคนมาทำแทนให้ได้ ประกอบกับการบรรยายที่อาจจะเป็นในภาษาอังกฤษ เลยเกรงว่าจะไม่ได้รับความสงบหรือผลจากปฏิบัติ เท่าที่ควร เลยอยากจะรบกวนสอบถามคุณธเนศ ว่าหลักสูตรนี้แตกต่างหรือเหมือนกับหลักการเจริญกรรมฐานของเราชาวพุทธ ดีกว่าหรือด้อยกว่าอย่างไรเพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจ เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

ผมบันทึกบล็อกนี้ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วครับ ปัจจุบันก็ยังคงปฏิบัติและไปอบรมต่อเนื่อง แต่เน้นหลักสูตรสติปัฏฐาน ตามคำถามที่ถามมาผมว่าไม่น่ากังวลใดใด เพราะหลักสูตรนี้เน้นความสงบอยู่แล้วจะสอนโดยท่านโกเอ็นก้าเป็นลำดับขั้นตอน เท่าที่จำเป็นเน้นให้เราปฏิบัติมากกว่า วันละประมาณ 12 ชั่วโมง และจะมีธรรมะบรรยายที่เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าล้วนๆที่เป็นวิทยาศาสตร์ ก้าวข้ามศาสนา ที่ทุกเชื้อชาติศาสนาปฏิบัติได้ เป็นหลักสูตรและสอนเหมือนกันทั่วโลก ที่อเมริกาก็มีหลายศูนย์ จัดสรรเวลาไปปฏิบัติเถอะครับแล้วจะรู้ด้วยตนเองถึความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร เป็นวิทยาศาสตร์ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่การเพ้อฝันครับ