ต้องอ่านครับคนกำแพงเพชร

 

ประวัติศาสตร์กําแพงเพชรในยุคสมัยต่างๆ

 

กําแพงเพชรสมัยก่อนประวัติศาสตร์
        ชุมชนดั้งเดิมชุมชนเขากะล่อน ชนยุคหินของเมืองกําแพงเพชร เขากะล่อน เป็นเทือกเขาดินและเขาลูกรังที่เป็นแนวต่อเนื่องกันสามลูก ทางทิศเหนือและ ทิศใต้อยู่ที่บ้านหาดชะอม ตําบลป่าพุทรา อําเภอขาณุวรลักษบุรี ห่างจากแม่น้ำปิงทางทิศตะวันออก ประมาณ ๒ กิโลเมตร จากการขุดค้นที่เชิงเขาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ พบโบราณวัตถุเป็นจํานวนมาก เช่น ขวานหินขัด หัวธนูหิน กําไลหิน ลูกปัดหิน และเศษภาชนะดินเผารูปทรงต่าง ๆ
        เมื่อมีการไถดินดํานาประมาณ ๑ เมตรก่อนถึงลูกรังได้พบขวานหินขัดเป็นจํานวนมาก ที่ยัง ทําไม่เสร็จหลายร้อยชิ้น พบหัวธนูหิน กําไลหิน ลูกปัดหิน ภาชนะดินเผาทรงพานที่ค่อนข้าง สมบูรณ์เป็นจํานวนมาก และยังพบหินลับมีดและจักรหินด้วย
        จากการสํารวจของกรมศิลปากรที่บ้านหนองกอง ตําบลนาบ่อคํา อําเภอเมืองฯ พบแร่ ทองคําซึ่งเป็นโลหะที่นิยมนํามาใช้เป็นเครื่องประดับ ต่อมาได้พบหลักฐานทางโบราณคดีทุกเมือง ในชุมชนแถบลุ่มน้ำปิงทั้งสองฝั่ง โบราณวัตถุที่พบในแหล่งโบราณคดี เช่น ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน ตะเกียงดินเผา เครื่องสําริด ตะกรันขี้แร่ เศษภาชนะดินเผาจํานวนมาก เป็นหลักฐานว่าเมือง กําแพงเพชรเป็นเมืองเก่าก่อนประวัติศาสตร์ เป็นที่อยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่ มีอายุอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐ - ๑,๐๐๐ ปี
กําแพงเพชรสมัยประวัติศาสตร์
        จากตํานานสิงหนวัติกุมาร มีว่าพระเจ้าพรหมโอรสพระเจ้าพังคราช ขณะพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้ยกกองทัพขับไล่ขอมดํามาถึงเมืองกําแพงเพชร อันเป็นดินแดนลวรัฐเก่า พระอินทร์ เกรงว่าผู้คนจะล้มตาย จึงเนรมิตกําแพงขวางกันไว้ ไม่ให้พระเจ้าพรหมผ่านไปได้จึงเรียกกําแพงที่ เนรมิตนั้นว่า กําแพงเพชร ต่อมาพระเจ้าชัยศิริ โอรสพระเจ้าพรหม มีข้าศึกชาวมอญจากเมืองสุ ธรรมดียกกองทัพมารุกราน พระเจ้าชัยศิริอพยพไพร่พลลงมาที่เมืองกําแพงเพชร สร้างเมือง กําแพงเพชรเป็นราชธานี
กําแพงเพชรสมัยทวาราวดี
        เมืองโบราณของกําแพงเพชรพบหลักฐานแสดงว่า เป็นเมืองเก่าในสมัยทวารวดี ต่อเนื่อง มาถึงสมัยสุโขทัยคือ
เมืองไตรตรึงษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านวังพระธาตุ ห่างจากตัวจังหวัดไปทางใต้ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ตามถนนสายเอเชีย เป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมกว้าง ๘๐๐ เมตร ยาว ๘๔๐ เมตร อยู่ติดแม่น้ำปิงฝั่งขวาตรา ข้ามเมืองเทพนคร มีกําแพงดินล้อมรอบสามชั้น จากการขุดค้นภายในบริเวณเมืองพบเศษภาชนะ ดินเผา ตะกรันขี้เหล็กจํานวนมาก พบตะเกียงดินเผาสมัยทวาราวดี จึงสันนิษฐานว่าเมืองนี้น่าจะ พัฒนามาตั้งแต่สมัยทวารวดีหรือก่อนหน้านั้น
เมืองโบราณที่บ้านคลองเมือง ตั้งอยู่ที่บ้านคลองเมือง ตําบลโกสัมพี กิ่งอําเภอโกสัมพีนคร มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ มีคูน้ำ คันดินล้อมรอบ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐๐ - ๔๐๐ เมตร พบเครื่องมือหินขัด แวดินเผา เบ้าดินเผา ลูกปัดแก้ว ลูกปัดแร่อะเกต คานีเลียน เครื่องสําริด เครื่อง มือเหล็ก ตะเกียงดินเผา ตะกรันขี้แร่และเศษภาชนะดินเผา แสดงว่าเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี
กําแพงเพชรสมัยสุโขทัย
        จารึกหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคําแหง) พ.ศ.๑๘๓๕ กล่าวถึงเมืองคนที ซึ่งอยู่ในเขต จังหวัดกําแพงเพชร ห่างลงไปทางใต้ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่ในสมัยสุโขทัย ในสมัย อยุธยาเป็นเมืองร้างและเปลี่ยนสภาพเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีผู้พบซากเจดีย์ร้างอยู่เป็นจํานวนมาก
         จารึกหลักที่ ๓ (ศิลาจารึกนครชุม) พ.ศ.๑๙๐๐ มีความตอนหนึ่งว่า พระยาฤาไท เอาพระศรีรัตนมหาธาตุมาสถาปนาใน เมืองนครชุม แสดงว่าเมืองนครชุมเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในสมัย สุโขทัย เมืองนครชุมเป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำปิง ในเขตตําบลนครชุม บริเวณ ปากคลองสวนหมาก ตรงข้ามกับเมืองกําแพงเพชรโบราณ ลักษณะตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๔๐๐ เมตร ยาว ๒,๙๐๐ เมตร ยาวไปตามลําน้ำแม่ปิง มีวัดพระมหาธาตุเป็นศูนย์กลาง เมืองนครชุมพังลงแม่น้ำปิงไปแล้วสามส่วน
       จารึกนครชุมได้กล่าวถึง เมืองบางพาน ซึ่งเป็นเมืองสําคัญอีกเมืองหนึ่งใน สุโขทัย สมเด็จฯกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า อยู่ในเขตอําเภอพรานกระต่าย ปัจจุบันมีหมู่บ้านชื่อ วังพาน ตําบลเขาคีริส อําเภอพรานกระต่าย ตัวเมืองมีลักษณะเป็นรูปเกือกกลม มีคูคันดินล้อมรอบ ภายในเมืองและนอกเมืองโดยเฉพาะบริเวณเขานางทอง พบซากโบราณสถาน และโบราณวัตถุสมัยสุโขทัยจํานวนมาก เรื่องของเมืองบางพานมีการกล่าวกถึงในศิลาจารึกหลาย ครั้ง ในสมัยสุโขทัยสันนิษฐานว่าเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างเมืองกําแพงเพชรกับสุโขทัย จากจารึกหลักที่ ๓ พ.ศ.๒๐๕๓ ได้กล่าวถึงเมืองพานว่า มีการซ่อมแซมถนนจากเมือง กําแพงเพชรไปถึงบางพาน อีกตอนหนึ่งกล่าวถึงการซ่อมแซมท่อปู่พระยาร่วงที่นําน้ำไปทํานาที่ บางพาน แสดงว่าเมืองนี้เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สําคัญ นอกจากนั้นถนนพระร่วงก็ได้ตัดผ่าน เมืองบางพาน ปัจจุบันเมืองบางพานเป็นเมืองร้างแทบไม่มีหลักฐานใดเหลืออยู่เลย
         จากจารึกหลักที่ ๘ ได้บันทึกเหตุการณ์ระหว่างปี พ.ศ.๑๙๐๒ - ๑๙๑๑ กล่าวถึงเมืองขึ้นของ กรุงสุโขทัย โดยกล่าวถึงเมืองชากังราว เมืองพระนครชุม เมืองพาน
จากหนังสือชินกาลบาลีปกรณ์ พงศาวดารโยนกและตํานานพระพุทธสิหิงค์ กล่าวไว้ตรงกัน ว่า ติปัญญาอํามาตย์ (พระยาญาณดิส) เป็นเชื้อสายพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) กับราชวงศ์ สุวรรณภูมิได้ครองเมืองกําแพงเพชร และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่เมือง กําแพงเพชร
         จากศิลาจารึกหลักที่ ๓๘ พ.ศ.๑๙๔๐ ได้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ทางการปกครองของกษัตริย์ ผู้ครองเมืองกําแพงเพชร พระนามว่าจักรพรรดิราช ผู้ทรงนําเอาหลักกฎหมายลักษณะโจรมา ประกาศไว้ท่ามกลางเมืองสุโขทัย
สันนิษฐานว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๙๔๐ เป็นต้นมา อํานาจทั้งทางการปกครองและการพระศาสนา ได้มาอยูที่เมืองกําแพงพชรเพียงแห่งเดียว อํานาจของเมืองกําแพงเพชรน่าจะหมดไปเมื่ออาณาจักร สุโขทัยถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๑๙๕๒
กําแพงเพชรสมัยอยุธยา
        จากพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐฯได้มีเรื่องของเมืองกําแพงเพชรในห้วงเวลานี้ ไว้ว่า
        พ.ศ.๑๙๑๖ สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จไปเมืองชากังราว พระยาใสแก้วและพระยา คําแหง เจ้าเมืองชากังราวออกรบ พระยาใสแก้วตาย พระยาคําแหงหนีเข้าเมืองได้ ทัพหลวงเสด็จ กลับคืน
        พ.ศ.๑๙๑๙ เสด็จไปเอาเมืองชากังราวครั้งนั้นพระรามคําแหงและท้าวผาคองคิดด้วยกันว่า จะยอทัพหลวงและจะทํามิได้ ท้าวผาคองเลิกทัพหนี จึงเสด็จยกทัพหลวงตาม ท้าวผาคองนั้นแตก และจับได้ตัวท้าวพระยาและเสนาขุนหมื่นเป็นอันมาก และทัพหลวงเสด็จกลับคืน
        พ.ศ.๑๙๓๑ เสด็จไปเอาเมืองชากังราวอีกครั้ง สมเด็จพระบรมราชาไม่สามารถเข้าเมืองชา กังราวได้ เพราะประชวรหนักและเสด็จสวรรคตกลางทาง
        พ.ศ.๑๙๙๓ มหาราชมาเอาเมืองชากังราวได้แล้วจึงมาเอาเมืองสุโขทัย เข้าปล้นเมืองมิได้ ก็เลิกทัพกลับคืน
        พ.ศ.๒๐๘๘ สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จไปเชียงใหม่ให้พระยาพิษณุโลกเป็นทัพหน้า ยกทัพหลวงไปกําแพงเพชรตั้งทัพชัย ณ เมืองกําแพงเพชร สมเด็จพระไชยราชาฯเสด็จยกทัพไปรบ เชียงใหม่สองครั้ง มาประทับเมืองกําแพงเพชรทุกครั้ง
จากกฎหมายตราสามดวงในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้บันทึกไว้ว่า กําแพงเพชรได้เป็น เมืองพระยามหานคร ซึ่งในเวลานั้นมีอยู่ ๘ เมืองคือเมืองพิษณุโลก เมืองสัชนาไล เมืองสุโขทัย เมืองกําแพงเพชร เมืองนครศรีธรรม เมืองทวาย และเป็นเมืองลูกหลวง ซึ่งมีอยู่ห้า เมืองคือเมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองกําแพงเพชร เมืองลพบุรี เมืองสิงห์บุรี
         พ.ศ.๒๐๕๑ จากกฏหมายตราสามดวง กําแพงเพชรถูกลดฐานะเป็นหัวเมืองชั้นโท เจ้าเมือง กําแพงเพชรได้รับนามว่าออกญารามรณรงค์สงคราม ฯ ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ขึ้นประแดงเสนาฏขวา
         พ.ศ.๒๐๕๓ จากศิลาจารึกฐานพระอิศวร กล่าวถึงการขุดแม่ไตรบางพร้อ ซ่อมถนนไปบาง พาน และซ่อมท่อปู่พระยาร่วงไปถึงบางพาน
         พ.ศ.๒๐๕๘ จากตํานานรัตนพิมพวงศ์กล่าวไว้ว่าเจ้าเมืองกําแพงเพชรทูลขอพระแก้วมรกต จากกรุงศรีอยุธยามาไว้ที่เมืองกําแพงเพชร
         พ.ศ.๒๐๕๘ จากตํานานสิงหนวัตวติกุมาร หมื่นมาลาแห่งนครลําปางเข้าปล้นเมือง กําแพงเพชร แต่ไม่สําเร็จ
         พ.ศ.๒๐๘๑ จากจดหมายเหตุสมัยอยุธยา เมืองกําแพงเพชรตั้งตัวเป็นอิสระ แต่ไม่สําเร็จ สมเด็จพระไชยราชายกกองทัพมาปราบปราม และยึดเมืองกําแพงเพชรได้
         พ.ศ.๒๐๙๗ จากพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สมเด็จพระมหินทราธิราชกราบทูล สมเด็จพระมหาจักรพรรดิว่า เมืองกําแพงเพชรเป็นทางกําลังข้าศึกจะขอทําลายเมืองกําแพงเพชร และกวาดเอาครอบครัวอพยพไปไว้ ณ กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นด้วย ทัพหลวงจึงตั้งยั้งอยู่ที่นครสวรรค์ สมเด็จพระมหินทราธิราชยกกองทัพไปยังเมืองกําแพงเพชร ทัพหลวงตั้งคjายอยู่ท้ายเมือง พระยาศรีเป็นกองหน้า ตั้งค่ายแทบคูเมือง แต่งพลออกหักค่ายพระยา ศรีพ่ายแพ้แก่ชาวเมืองกําแพงเพชร ในครั้งแรกพระยาศรีเข้าปล้นเมืองอยู่ ๓ วัน ไม่สําเร็จ สมเด็จ พระมหินทราธิราชจึงยกกองทัพกลับพระนครศรีอยุธยา
         พ.ศ.๒๑๐๗ จากหนังสือไทยรบพม่า พระเจ้าหงสาวดีรับสั่งให้นันทสูกับราชสังครําคุมพล พม่ากับไทยใหญ่นําทางมาจากเขตแดน และมาตั้งยุ้งฉางที่เมืองกําแพงเพชร
         พ.ศ.๒๑๐๘ จากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชใช้ กําลังขับไล่พม่าที่มาตั้งทํานาอยู่ที่เมืองกําแพงเพชร
         พ.ศ.๒๑๐๙ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้เทครัวอพยพชาวเมืองเหนือ ตลอดทั้งเมือง พิษณุโลก กําแพงเพชร สุโขทัย พิชัย พิจิตร ลงมารวมกันตั้งทัพรับพม่าที่กรุงศรีอยุธยา ทําให้เรื่อง ราวของเมืองกําแพงเพชรหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เป็นเวลานาน
         พ.ศ.๒๓๐๙ พระยาตาก (สิน) ได้เลื่อนเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกําแพงเพชร แต่ยัง ไม่ทันได้ไปรับตําแหน่งได้ไปทัพที่อยุธยา
ในสมัยอยุธยา กําแพงเพชรทําหน้าที่เป็นเมืองพระยามหานคร เมืองหน้าด่าน เมืองที่ใช้ สะสมเสบียงอาหารทั้งฝ่ายไทยและพม่า ทางฝั่งตะวันออกของเมืองกําแพงเพชรปัจจุบันยังมีชื่อ นาพม่า นามอญ ปรากฏอยู่ กําแพงเพชรพยายามตั้งตัวเป็นอิสระหลายครั้งแต่ไม่สําเร็จ
กําแพงเพชรสมัยธนบุรี
         พ.ศ.๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดเกล้าฯให้ตั้งพระยาสุรบดินทร์ ข้าหลวง เดิมเป็นพระยากําแพงเพชร
         พ.ศ.๒๓๑๘ ทัพพม่ายกมาตีเมืองกําแพงเพชร ทางเมืองกําแพงเพชรเห็นเหลือกําลังจึงพา กันหนีเข้าป่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกกองทัพมาช่วยขับไล่พม่าแตกพ่ายกลับไป
เมืองเก่ากําแพงเพชรน่าจะเริ่มร้างเมื่อประมาณต้นสมัยรัตนโกสินทร์
กําแพงเพชรสมัยรัตนโกสินทร์
        พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยากําแพง (นุช) เป็นแม่ทัพไปราชการที่ เมืองตานี ตีบ้านตานีแตกได้รับชัยชนะ ได้รับพระราชทานชาวปัตตานีมา เป็นเชลย ๑๐๐ ครอบครัว ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ เกาะแขก ท้ายเมืองกําแพงเพชร แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้ไปเป็นเจ้าเมืองกําแพงเพชรแทนบิดาที่ถึงแก่อนิจกรรม
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยากําแพง (เถื่อน) ขณะที่มี บรรดาศักดิ์เป็นพระยาสวรรคโลกไปราชการทัพที่เวียงจันทน์ มีความชอบได้รับพระราชทานชาว ลาว ๑๐๐ ครอบครัว ให้มาตั้งถิ่นฐาน ณ คลองสวนหมาก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการทําทางสายโทรเลข ไปยังเมือง กําแพงเพชร เกณฑ์กองทัพจากเมืองกําแพงเพชรไปตีเมืองพิชัย ทําทะเบียนคนจีนในเมือง กําแพงเพชร ชาวพม่าขอทําไม้ขอนสักที่คลองขลุง ให้ทําบัญชีวัดในเมืองกําแพงเพชร โดยรวม จํานวนพระสงฆ์ สามเณร และฆราวาสที่เรียนหนังสือกับพระ ให้เก็บเงินผูกข้อมือจีนในเขตเมือง กําแพงเพชรนําส่งกรุงเทพ ฯ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ.๒๔๖๐ บริษัทล่ำซําขออนุญาต ทําไม้ขอนสักในป่าคลองขลุง พ.ศ.๒๔๖๕ ขอยกเว้นการเก็บภาษีบางแห่งในเขตอําเภอเมือง ฯ และอําเภออุ้มผาง


ที่มา : http://www.kamphaengphet.go.th