กราบสวัสดีค่ะครู

                การใช้ชีวิต ณ ทุกวันนี้เหมือนดูละครที่มีตนเองเป็นคนเล่น บางทีก็ยังเพลิดเพลินไปกับตัวละครบางทีก็พอจะนั่งดูเธอเล่นได้บ้างสลับกันไป อินเตอร์เน็ตที่บ้านพักเสียมาเป็นอาทิตย์ ทำให้หนูได้ข้ออ้างในการไม่เขียนจดหมายถึงครู จิตชั่ว ๆ ยังคอยหาช่องหลบเลี่ยง คำแนะนำของครู หนูเชื่อในการฝึกฝน แต่ก็ยังขาดวินัยในตนเอง

เมื่อวานเป็นวันหนึ่งที่หนูต้องเดินทางกับพี่ ๆ ไปลงพื้นที่นำเสนอชุดทดสอบ โดยความตั้งใจคือไปช่วยอำนวยความสะดวก และถ่ายภาพ แต่ด้วยเหตุของความไม่ลงตัวบางประการผลักดันให้หนูได้ขึ้นไปนั่งบนเวที เพื่อขึ้นไปให้กำลังใจน้องที่สาธิตชุดทดสอบและช่วยอำนวยความสะดวกทางเทคนิค

(ถามตนเองอยากขึ้นไปไหม คำตอบก็คือ “ไม่” แต่ก็ขึ้น เผื่อจะช่วยอะไรใครได้ ไม่รู้เหมือนกันค่ะครู รู้เพียงว่าทิ้งกันไม่ได้)

ก่อนเดินขึ้นเวที เห็นใจสั่นอยู่ค่ะครู เป็นอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วก็เบาลง งานนี้เหมือนโดนมัดมือชก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ พออะไรเริ่มดำเนินไปเรื่อย ๆ ลมหายใจช่วยให้เห็นอกเห็นใจทั้งน้องที่มานำเสนอ เห็นอกเห็นใจผู้ฟัง ถามตนเองว่า “ทำดีที่สุดรึยัง” ใจที่อ่อนโยนปรากฏขึ้น เอาน่าเต็มที่ หลังจากนั้น ก็ช่วยกันอธิบายสรุป รับฟังข้อเสนอแนะ งานนี้หนูได้เรียนรู้ว่า “ใจที่นิ่งเย็น สงบ” ช่วยให้พลิกสถานการณ์คับขับเป็นโอกาสได้ดี ตอนเวลาคับขันใจที่หนักแน่น ช่วยเป็นที่พึ่งให้ตนเองและผู้อื่นได้

                ตอนนี้ใจเป็นอย่างไรกับเหตุการณ์ที่ผ่านไป ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสาธิตชุดทดสอบ ทำให้เห็นว่าการก้าวขึ้นเวทีด้วยความไม่รู้เชิงลึกของชุดทดสอบ  ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะการมีสติทำให้มีโอกาสได้รับฟัง ได้ซักถาม ได้ทำความเข้าใจ เห็นศักยภาพการต่อยอด รับรู้อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตนเอง นึกย้อนถึงการไปนั่งฟังครูบรรยาย หนูแทบจะไปด้วยหัวกลวง ๆ ไม่รู้ว่า ครูทำงานยังไง ไม่รู้ว่าจะช่วยงานครูยังไง มีแต่ความคิดขยะเต็มหัวไปหมด สุดท้ายจมอยู่แต่กับความคิดด้านลบจนงานที่ออกมาไม่สำเร็จ ครั้งนี้ไม่คิดค่ะทำอย่างเดียว ทำอย่างมีลมหายใจเป็นที่พึ่ง ทำให้งานผ่านไปได้ด้วยดีและเรียนรู้ว่า การเปิดใจ เปิดโอกาสให้ตนเอง เป็นเหมือนการได้เรียนรู้

                ตัวละครตัวนี้เคลื่อนไปทำหน้าที่ อารมณ์เหมือนคลื่นที่พัดผ่าน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป พอนั่งรถกลับมาถึงที่ทำงานประมาณสี่โมงครึ่ง แล้วมีตรวจเวรตอนเย็น จึงแวะไปซื้ออุปกรณ์เล่นเพลงในรถยนต์ ทั้งรู้สึกว่าอยากได้รองเท้าเพราะคู่เก่าซ่อมจนเยินแล้ว จึงเลือกไปเดินที่ตึกคอม เดินสำรวจราคาอยู่สองสามรอบ แล้วก็ตัดสินใจซื้อ เดินเตร่ไปเรื่อย ๆเจอหนังสือชื่อ “อริยสัจ ภาคปลาย” หนูลองเปิดดูคร่าว ๆ ว่าด้วยเรื่องมรรคมีองค์แปด จึงตัดสินใจซื้อกลับ นึกทบทวนในตนเองกับของที่ซื้อมาระหว่างขับรถกลับ ทำให้หนูนึกถึงคำครูที่บอกว่า

“สมถะ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องใช้ชีวิตแบบอด ๆ อยาก ๆ ซื้ออะไรไม่ได้ มันไม่ใช่ แต่เป็นการซื้อให้สมน้ำสมเนื้อกับรายได้ และไม่ลำบากตนเอง”

ออกมาข้างนอกฝนตกหนักค่ะครู แวะตรวจเวรแล้วก็กลับบ้าน

                รู้สึกอ่อนเพลียเปิดเน็ตที่บ้านปรากฏว่ายังใช้ไม่ได้อยู่ จึงนอนอ่านหนังสือแล้วก็หลับไป