ความคิดที่มีการพัฒนา

วันนี้ขอพูดถึงเรื่องความคิดที่มีการพัฒนาจากบทความที่อ่านเจอในเว็บของท่านอาจารย์  ดร.สังคม    ภูมิพันธ์  อาจารย์จาก  มมส.  มีดังนี้

          พุทธศาสนากำหนดให้มนุษย์เกิดมาเป็นผู้ "พร่อง" เหมือนหม้อที่รั่วซึม  เมื่อเราเทน้ำเข้าไปก็จะเกิดการรั่วไหลไม่มีวันเต็ม  นั่นคือมนุษย์มีลักษณะที่ "ถมไม่เต็ม"  ไม่รู้จักอิ่ม  เหมือนไฟที่ไม่อิ่มด้วยเชื้อ  ฉะนั้นโลกนี้จึงพร่องอยู่เป็นนิจไม่อิ่มและเป็นทาสแห่งตัณหา  ทำไมมนุษย์จึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  นั่นเป็นเพราะอุปาทาน  อุปาทานคือความยึดถืออันเหนียวแน่น  เมื่ออุปาทานเกิดขึ้นก็จะครอบงำขันธ์ห้า  ที่ประกอบด้วย  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และ วิญญาณ  มนุษย์จะหลงติดอยู่ในสภาพที่เรียกว่า "สิ่งสมมุติ"  การยึดถือนั้นก่อให้เกิดความงมงาย  ดื้อรั้น  โดยไม่ยอมเผชิญกับความรู้  ความจริงที่ยังไม่เคยทราบมาก่อน  ซึ่งจะทำให้ติดจมอยู่กับความมืดมิด  ไม่สามารถลืมตารับแสงสว่างจากทางอื่น  อุปาทานในความรู้และในทิฐิต่างๆ  ก่อให้เกิดโทษภัย  ซึ่งเรียกว่าอุปาทานในความรู้นั้น  แล้วกลายเป็นอุปาทานในความไม่รู้หรืออุปาทานในความรู้ผิดก็ได้  ตัวอุปาทานเป็นสิ่งขวางกั้นบุคคลมิให้พบความถูกต้องและล่อให้ติดจมอยู่กับความรู้ผิดตลอดไป  หากเราได้หยุดพิจารณาตัวเราเองจะพบว่า  ความคิดเห็นของเราจะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไป  อาจเป็นด้วยความสำนึก  หรือด้วยความไม่สำนึกทั้งสองประการ  ความคิดเห็นของเราวันนี้  เมื่อเรานำไปเปรียบเทียบกับความคิดเห็นในอดีต  อาจแตกต่างกันมากจนไม่น่าเชื่อ  และอาจสร้างความประหลาดใจก็ได้ว่าทำไมในอดีตเราจึงคิดเห็นเช่นนั้นทั้งๆ ที่เป็นความคิดที่งมงมยเหลือเกิน