๖ มิถุนายน ๒๕๕๓

กราบสวัสดีค่ะครู

                เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมากลับบ้านที่กาฬสินธุ์ ถึงบ้านเย็นของวันศุกร์ เช้าวันเสาร์แม่จัดแจงกับข้าว เป็นส้มตำจากร้านข้าง ๆ บ้าน ๔ ถุงและไก่ย่าง ตอนที่เทตอนแรกเห็นส้มตำเยอะมาก ๆ ค่ะครูคิดอยู่ในใจว่า “โอ้เยอะจัง จะหมดไหมเนี่ย” (ผิดศีลข้อ ๑ เพ่งโทษ ผิดศีลข้อ ๔ คิดไม่ดี) แต่พออาหารทะยอยขึ้นยกถวายพระ จึงเข้าไปช่วยทะยอยกับข้าวที่พระท่านตักเสร็จมาวาง เห็นโถส้มตำที่เทรวมกันเหลือเพียงน้ำ แทบไม่มีเส้นส้มตำเหลืออยู่เลย รู้สึกทึ่งเกิดปีติ ประทับใจที่แม่ท่านเอาใจใส่ในอาหารถวายพระ สำนึกในตนเองว่า ตัดสินสิ่งต่าง ๆ จากการเพียงได้เห็น ชัดเจนว่าคิดไปเอง ในสิ่งที่ท่านเตรียมให้ แท้ที่จริงไม่ว่าสิ่งไหนจะน้อย จะมากก็ถือว่าสมควรแล้ว แต่ใจหนูกลับถือดี เข้าไปตัดสินว่ามาก ว่าน้อย ว่าพอ ว่าไม่พอ ว่าดี ว่าไม่ดี ยิ่งเป็นสิ่งของที่ได้รับจากแม่ เพราะได้รับจากท่านเป็นความเคยชินที่ได้รับอยู่เสมอ จึงขาดการตระหนักว่า

“ท่านมีพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่ให้ชีวิต ไม่ว่าสิ่งใดที่ท่านเมตตานั้นเป็นความงดงามจากหัวใจของแม่เสมอ”

 

อีกเหตุการณ์ที่รู้สึกผิดกับความประมาทในตนเอง แต่ก็เป็นโอกาสที่ไดรับในการสร้างกุศลใหญ่ เมื่อขับรถขึ้นไปถึงวัดตอนเช้า ๆ คุณน้าท่านเดินมาบอกว่าช่วยขับรถไปรับกับข้าวที่โรงครัวขึ้นมาศาลาหน่อย เพราะว่ารถที่รับประจำไม่อยู่ หลังจากยกกับข้าว ขึ้นกะบะหลังเรียบร้อย มีแม่ออกท่านช่วยขึ้นนั่งดูแลกับข้าว ชื่อ “แม่กาด” พอขับถึงศาลามีรถคันหนึ่งจอดขนกับข้าวขึ้นศาลาอยู่ก่อน จึงตัดสินใจถอยเอาท้ายเข้า แต่ด้วยความเป็นทางโค้ง แล้วหนูมองเพียงริมถนนฝั่งเดียว คือฝั่งซ้าย แต่ไม่ได้มองมาที่ฝั่งขวา ค่อย ๆ แต่คันเร่งเรื่อย ๆ แต่ด้วยความที่เป็นเนินจึงต้องใช้ความเร่ง “โครม” เสียงรถกระแทกบางอย่างที่ฝั่งขวา (ผิดศีลข้อ ๕ ประมาท ผิดศีลข้อ ๑ ทำให้แม่กาดตกใจกลัว ผิดศีลข้อ ๒ ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย)  สิ่งที่รู้สึกขณะนั้นคือ แรงสั่นสะเทือนของร่างกาย แรงสั่นสะเทือนของรถ ภาพเห็นการณ์ที่เคยโดนรถชน ขับรถชน ในอดีตวิ่งย้อนเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว เหมือนหนังเก่าเอามาฉายใหม่ เริ่มจากความคุ้นเคยของแรงสั่นสะเทือนที่กาย การขับรถครั้งนี้พลาดเพราะความประมาท ไม่รอบคอบ จึงดึงลมหายใจ เรียกสติกลับมา ขับใหม่เข้าจอดในตำแหน่งสะดวกในการยกสำรับ หนูหายใจ ดูใจตนเองที่สั่นไหว ภายนอกยังนิ่งแต่รู้สึกได้ถึงใจที่สั่นไหวจากอุบัติเหตุ มีชาวบ้านมาช่วยกับยกกับข้าวหลายคน  เสร็จงาน จึงเดินไปดูรอยในจุดที่รถเข้าไปกระแทกปรากฏว่าเป็นฐานของใบเสมาหลวง โชคดีที่เพียงถลอก หนูยกมีขึ้นกราบขอขมาในความผิด สำนึกถึงโทษของความประมาท  แล้วพอได้โอกาสจึงเข้าไปไหว้ขอขมาแม่กาดที่ทำให้ท่านตกใจ ครูค่ะ ความประมาทขาดสติเพียงเสี้ยววินาทีของหนู ทำให้ใครหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกตกใจ ทำให้ของฐานใบเสมามีรอยถลอก รถที่ขับที่รองกับน้ำกระเด็นล้อหน้าฝั่งขวาเผยอเล็กน้อยแต่ไม่หัก บทเรียนครั้งนี้ทำให้เห็นคุณค่าของเสี้ยววินาทีที่ย่อหย่อนการภาวนา โชคดีที่ความเสียหายไม่มาก อาจจะไม่โชคดีแบบนี้เสมอไป ที่สำคัญใบเสมาหลวงเป็นของพระราชทาน จะกลายเป็นการทำลายสมบัติของพระพุทธศาสนาโดยไม่ตั้งใจ จึงระลึกกราบขอขมาในการกระทำของตน

 

ตอนกลางวันลงไปช่วยพี่สาวส่งของหน้าที่ ๆ ทำเป็นประจำช่วงกลับบ้านคือขับรถส่งของที่ลูกค้าโทรมาสั่ง จากการที่ทำผิด ๆ ถูก ๆ ไม่ค่อยรู้จักร้านของลูกค้าต้องไปกับหลาน ๆ เดี๋ยวนี้พอทราบว่าจะต้องไปส่งที่ไหน ภาพของตำแหน่งเป้าหมายจะปรากฏขึ้นมา แล้วก็จะค่อย ๆเห็นเส้นทางที่จะไปตามมาเลยค่ะครู เหมือนธรรมชาติจะเป็นเช่นนนี้คือ มุ่งเป้าหมาย แล้วเส้นทางนั้นมาทีหลัง แล้วเส้นทางที่ปรากฏมีมากกว่าหนึ่งทาง อยู่ที่ตัดสินใจว่าจะไปทางไหน เพราะบางครั้งส่งมากกว่าหนึ่งร้าน ต้องจัดลำดับในการจัดเรียงของ วางแผนเดินทาง ด้วยความที่เป็นฤดูฝน ออกจากบ้านฝนอาจจะไม่ตกแต่พอใกล้ ๆ ถึงบ้านลูกค้าตกลงมาก็มี หรือบางที เจอฝนตกกลางทางแต่ถึงบ้านลูกค้า ไม่มีฝนสักเม็ดจนลูกค้าทักว่า “อ้าวฝนตกรึ” เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนของธรรมชาติค่ะ ยิ่งได้ช่วยงานพี่สาว ยิ่งเห็นว่าการรู้เป้าหมาย และเข้าใจในเส้นทางเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีค่ะ

 

เย็น ๆ แม่เดินมาเตือนว่า “พอแล้ว” อาบน้ำขึ้นไปวัดได้แล้วเดี๋ยวจะเย็น เดี๋ยวนี้มีคนคอยเตือนสติช่วยค่ะครูเห็นความเปลี่ยนเปลงชัดเจน แต่หนูก็ขอทำงานทั้งหมดให้เสร็จก่อนเพื่อลดภาระคนที่บ้านให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยอาบน้ำขับรถขึ้นไปวัด วันนี้เป็นวันพระหลวงปู่จะเทศน์สอนและพาภาวนา หนูมาเร็วภายในวัดยังปิดไฟมืดอยู่ แปลกที่ไม่รู้สึกกลัว กลับรู้สึกอบอุ่นสบายร่มเย็น ไฟค่อย ๆ ถูกเปิดไปทีละจุด เสียงระฆังดัง เตือนให้มารวมกันที่ศาลา พระประมาณยี่สิบรูปค่อย ๆ ทะยอยเข้ามานั่งในศาลาอย่างสงบ โยมประมาณสิบกว่าคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่กระจายนั่ง ตามเสื่อที่จัดไว้ให้ คนจำนวนไม่น้อยเลยค่ะครู นั่งอยู่ในที่เดียวกับ แต่ก็ไม่มีใครทำลายความสงบ แม้อยู่กันหลายคนก็เหมือนอยู่คนเดียว ดังที่ครูบาอาจารย์กล่าวไว้  พอหลวงปู่เข้ามาท่านก็นำสวดมนต์ทำวัตรเย็น หลังทำวัตรเย็นหลวงปู่จะถามสารทุกข์สุกดิบของญาติโยม และเมตตาสอนไปด้วย ระหว่างนั่งฟังลมหายใจชัดเจนโล่ง รู้สึกผ่อนคลายค่ะครู เหมือนตื่นเต็มที่ไม่งัวเงีย พอหลวงปู่หันมาถาม ก็ตอบด้วยสติที่มั่นคง แบบรู้ได้ในตนเอง รู้สึกได้ถึงความอ่อนน้อมและมั่นคง อย่างที่ครูเคยสอนไว้ การพูดความจริงอย่างมีสติและจิตใจที่มันคงเป็นความอาจหาญที่อ่อนน้อม แล้วท่านก็ให้นั่งสมาธิภาวนา ประมาณสี่ทุ่มกว่า ๆ ท่านจึงให้แยกย้ายกลับที่พัก หนูเดินเข้าไปในกุฏิพร้อม ๆกับท่านแม่ชี เพราะไฟฉายหนูไม่สว่างนัก แต่ก็พอมองได้ค่ะครู พอถึงกุฏิทำกิจธุระแล้วก็เข้าสู่ทางจงกรม

วันเสาร์เป็นเหมือนวันทำงาน วันแห่งการเรียนรู้ เพราะได้รับโอกาสในการปฏิบัติต่อผู้คนมากมาย แต่ตอนนี้ดึกแล้ว หนูขอโอกาสเข้านอนก่อนนะคะคุณครู พอดีวันนี้แม่มาด้วย จะขอเข้านอนกับแม่ก่อน

ราตรีสวัสดีนะคะครู