ยามที่ลมหนาวโชยมาเช่นวันนี้ เหมือนพัดพาภาพเก่า ๆ เหล่านั้นกลับมาเยี่ยมเยือนฉันท์มิตรเก่า

เมื่อลมหนาวเยือน

โสภณ  เปียสนิท

 


                ลมหนาวที่หมู่บ้านท่ามะนาวตำบลวังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรีเมื่อวัยเยาว์ของผม หนาวเหน็บเข้ากระดูกดำ และความหนาวก็เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำแห่งชีวิตที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งในใจ ยามที่ลมหนาวโชยมาเช่นวันนี้ เหมือนพัดพาภาพเก่า ๆ เหล่านั้นกลับมาเยี่ยมเยือนฉันท์มิตรเก่า แม้จะจากลากันนานเพียงใด ภาพแห่งความหนาวเหล่านั้นยังใหม่สดคล้ายดังเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวันวาน 


                ผมจำวันเก่า ๆ ที่เหน็บหนาวเหล่านั้นได้อย่างดี เมื่อครั้งที่ยังอาศัยอยู่บนเรือต่อลำใหญ่กับครอบครัวริมฝั่งน้ำแควใหญ่ หน้าท่าน้ำของหมู่บ้าน ยามเช้าผมชอบนั่งท้ายเรือมองตามลำน้ำยาวไกลคดโค้ง ไอน้ำสีขาวเหมือนกลุ่มควันลอยอยู่เหนือลำน้ำ บนหาดทรายเปียกชื้นด้วยน้ำค้างที่พร่างพรมตลอดคืนที่ผ่านมา เปลี่ยนทรายสีขาวให้เป็นสีน้ำตาลทรายแดง นานนานจะมีเรือสักลำผ่านมา ล่องตามน้ำมาบ้าง สวนน้ำขึ้นไปสู่หมู่บ้านอื่น ๆ ที่ห่างไกลออกไปบ้าง


                บางครั้งที่หนาวจัด พ่อมักลงจากเรือเพื่อก่อกองไฟเล็ก ๆ ขึ้นที่ริมฝั่ง ผมและพี่น้องชอบพากันตามลงไปนั่งเอาผ้าห่มคลุมตัวและผิงไฟในแดดอุ่นยามเช้า ใครตื่นที่หลังจะรู้สึกเสียดายว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการก่อกองไฟ จำได้ว่าการได้มีส่วนร่วมกิจกรรมข้างกองไฟนี้เป็นความสุข ตามความรู้สึกสมัยนั้นผมว่า ดวงอาทิตย์เกียจคร้านไม่อยากทำงาน ตื่นก็สาย ความร้อนก็ไม่ยอมมาแจกจ่ายให้เหมือนที่เคยให้ในหน้าแล้ง


             แม่ชอบปลูกมันเทศไว้ที่ชายหาดหลังน้ำลด และหัวมันจะโตพอทันกินในฤดูหนาวทุกปี แม่มักปลูกทีละหลาย ๆ แปลง บางแปลงก็อยู่ใกล้เรือต่ออันเป็นเหมือนบ้านของเรา บางแปลงก็อยู่ไกลออกไป ซึ่งไม่ค่อยจะได้กินเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไร เพราะจะมีคนมาช่วยขุดเอาไปกินบ้างบางส่วน โดยไม่ต้องการทราบว่าใครมาปลูกไว้ แต่ริมกองไฟในยามเช้าอย่างนี้ หัวมันเทศเผาไฟเป็นสิ่งมีค่าที่พวกเราเด็ก ๆ แย่งกันเอาเป็นเอาตาย ใครได้ก่อนเหมือนเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ ใครได้ทีหลังเป็นต้องร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเหมือนกับสูญเสียญาติผู้ใหญ่ก็ไม่ปาน แต่ถ้ามีพ่ออยู่เป็นกรรมการการแย่งชิงจะเป็นระเบียบมากหน่อย เพราะหากใครเอะอะโวยวายโทษสถานเบาคืออดกันทั้งพี่ทั้งน้อง หรือไม่ก็โดนหัวมันเคาะหัวเอาง่าย ๆ วิธีการของพ่อทำให้เราเรียนรู้คำว่า “อดทน”


              วิธีการเผาหัวมันก็ไม่ยาก เขี่ยทรายใต้กองไฟออกให้เป็นหลุมลึกพอมิดหัวมันตามจำนานที่ต้องการจะเผา เสร็จแล้วกลบด้วยทรายแล้วเกลี่ยให้เรียบเขี่ยกองไฟไว้เหนือพื้นทรายตรงนั้นให้นานพอประมาณ คะเนว่าสุกดีแล้วค่อยเขี่ยทรายออก หัวมันยามปลอกเปลือกออกสีเหลืองอ่อนมีควันคลุ้งลอยขึ้นเหมือนภาพแอบสแทรกไร้รูปทรง ก่อนจะกระจายหายไปกับลมหนาว ค่อย ๆ เป่าให้เย็นเฉพาะส่วนที่ต้องการกิน แล้วค่อย ๆ กินบ้างเป่าบ้าง อร่อยไม้แพ้อาหารในภัตตาคารหรู ๆ กลางเมืองใหญ่


          ความหนาวมักมาเยือนพร้อม ๆ กับรอยแตกบนผิวหนังตามเขนและขาของเด็กตามชนบท ผมไม่รู้จักคำว่าครีมหรือโลชั่นมาก่อนเลยตลอดวัยเด็ก กว่าจะได้รู้จักก็ตอนโต ผิวหนังของผมและเพื่อนรุ่นเดียวกันจะออกลายเหมือนหนังงูเหลือม เจ็บ ๆ คัน ๆ สนุกไปอีกแบบ บางเราเอากิ่งไม้มาขีดบนผิวของเราเองเป็นรูปนกบ้างเต่าบ้างตามอารมณ์ศิลปิน เสร็จแล้วค่อยหาน้ำมาลูบเพื่อลบรอยทิ้ง


                การนวดข้าวเป็นกิจกรรมแห่งท้องทุ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมที่เกี่ยวกับหน้าหนาว เริ่มจากผู้เป็นเจ้าของข้าวเตรียมปักเสาลงตรงกลางลานกว้าง เรียกกันว่าเสาเกียด ถากหญ้าปรับพื้นที่รอบบริเวณเป็นวงกลมผสมขี้วัวสดกับน้ำในอัตราที่พอเหมาะ อัตราส่วนเท่าใดผมบอกไม่ได้ บอกได้แต่ว่าพอขี้วัวเหลวได้ที่ (อัตราส่วนเท่าใด ถือเป็นความลับผมไม่กล้าบอกกลัวจะละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา) จึงนำไปลาดลงบนลานแล้วเกลี่ยให้ทั่วเสร็จแล้วตากแดดไว้ให้แห้ง แห้งแล้วจึงถือว่าการเตรียมลานนวดข้าวพร้อม


               พื้นที่ลาดด้วยขี้วัวสดผสมน้ำแน่นเหนียวกดทับฝุ่นดินไว้เบื้องล่างอย่างดี ขั้นต่อมาจึงเชิญเพื่อนบ้านมาช่วยกัน “ลงแขก” ผมหมายถึงการลงแรงแลกกันในหมู่บ้าน ยามบ้านหนึ่งมีงานเพื่อนบ้านที่เหลือก็มาช่วยกันทำ วนเวียนกันไปอย่างนี้ทุกหลังคาเรือน เป็นอันว่าทุกคนในหมู่บ้านต้องรู้จักกันช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมือนเพื่อนเสมือนญาติ เงินที่สมมติกันว่ามีค่าหมดความหมายไปชั่วขณะ ผมจำไม่ได้ว่ากิจกรรมเสริมความสามัคคีแห่งหมู่บ้านที่สืบทอดจากบรรพกาลหายไปไหนและตั้งแต่เมื่อใด


               แดดล่มร่มตก ทุกคนเสร็จจากภารกิจส่วนตน ต่างทยอยมาถึงบ้านงาน (บ้านเจ้าภาพ) เมื่อทุกคนมาพร้อม พิธีกรรมนวดข้าวจึงเริ่มขึ้น ฟ่อนข้าวที่เจ้าของบ้านเก็บไว้ ถูกนำมาเรียงรายลงบนลานขี้วัวเป็นวงกลม วัดรัศมีโดยใช้เสาเกียดเป็นจุดศูนย์กลาง โดยใช้ไม้ไผ่ หรือไม้รวกเสี่ยมปลายแหลมทั้งสองด้านแทนคานหามจากที่เก็บไปสู่ลาน แม้ว่างานจะเหนื่อยและคันแต่ทุกคนก็มีรอยยิ้ม มีการกระเซ้าเย้าแหย่กันเป็นที่สนุกสนาน คนหนุ่มสาวก็ถือโอกาสได้พูดจาเกี้ยวพาราสี ด้วยความหวังหวานหาช่องทางแก้หนาว ไม่ได้ปีนี้ก็ปีต่อ ๆ ไป เด็ก ๆ ก็ได้โอกาสจับกลุ่มเล่นกันตามประสา ตาก็คอยมองว่าเมื่อไรจะถึงเวลาเลี้ยงข้าวต้ม และขนมหวาน ซึ่งเป็นธรรมเนียมของเจ้าของบ้าน


                ฟ่อนข้าวเรียงรายพร้อมแล้ว วัวลานถูกจูงเข้าประจำที่ ผูกเรียงหน้ากระดานจากตัวที่ใกล้เสาเกียดไปจนตัวที่อยู่นอกสุด สุดรัศมีข้าวที่วางเรียงไว้พอดี ถึงตอนนี้เด็ก ๆ หยุดวิ่งเล่นกันชั่วคราวหันมาดูวัวลานเริ่มเดินไปบนฟ่อนข้าวอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เร็วขึ้นเรื่อย ๆ วิ่งกันพอเหนื่อยถึงเวลาพัก ผู้มาช่วยงานต่างช่วยกันเกลี่ยกลับข้าวเอาบนลงล่างเอาส่วนที่อยู่ล่างขึ้นข้างบน นำวัวตัวอยู่นอกไปไว้ในสุดเพื่อความเสมอภาค ในที่สุดแล้ว ข้าวเปลือกถูกแยกส่วนไปกองไว้อีกกองหนึ่ง ฟางข้าวถูกเขี่ยไปไว้เป็นกองต่างหาก โดยมีไม้ไผ่ลำสูงใหญ่ปักเป็นแกนกลาง กองนี่แหละที่เด็ก ๆ ชอบใช้เป็นที่เล่นล้มกลิ้งล้มหงาย หกคะเมนตีลังกาและปิดแอบ แม้จะรู้สึกคันคะเยอบ้าง แต่ความสนุกทำให้เด็ก ๆ ลืมไปเสียสิ้น


                ภาพที่นึกได้ในขณะนี้ผมเห็นกองฟางค่อย ๆ เพิ่มพูนสูงขึ้นจนเป็นกองสูงใหญ่ เด็ก ๆ วิ่งเล่นไล่ปล้ำรำมวยกอดรัดฟัดเหวี่ยง บางคนนั่งดูเพื่อน ๆ เนื่องจากหมดแรงอ่อนล้า เพื่อนบ้านบางคนเริ่มทยอยกลับบ้าน ส่วนมากนั่งจับกลุ่มข้างกองไฟพูดคุยสนทนา  หลายคนกำลังพยายามทำข้าวเปลือกที่ได้จากการนวดให้เป็นกอง ด้วยการใช้ไม้กระดานผูกเชือกหัวท้าย คนหนึ่งจับไม้กระดานตั้งขึ้นตามแนวนอน อีกคนจับปลายเชือกสองเส้นรวมกันแล้วลาก หลายคนใช้กระด้งโบกกระพือไล่ไล่เศษฟางให้พ้นจากกองข้าวเปลือก บางคนนั่งกินขนมหรือไม่ก็ข้าวต้มที่ยังคงเหลืออยู่


             วัวถูกนำไปเข้าคอกรวมกับตัวอื่น ๆ เรียบร้อยแล้ว ตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนไว้ที่ปลายเสาสูงบางดวงถูกหรี่ดับลง เด็กบางคนหลับในร่มข้างกองฟางที่ผู้ใหญ่ได้จัดเตรียมไว้ให้ บางคนถูกปลุกและงัวเงียกลับบ้านไป สุดท้ายเหลือกองฟาง กองข้าว คอกวัว วัว เสาเกียด ตะเกียงเจ้าพายุดวงสุดท้าย และคณะเจ้าของบ้านสองสามคนนั่งปรึกษาหารือถึงงานในวันรุ่งขึ้น


                 ความหนาวคราวนี้กับคราวนั้นแม้จะหนาวเหมือนกันแต่กับไม่เหมือนกันในความครุ่นคำนึง ความหนาวกับผมลืมเลือนกันไปหลายปี อาจเป็นเพราะเห็นว่าผมยุ่งกับชีวิตมากเกินไปจึงไม่ได้ทักทายเหมือนดังเคย แต่ปีนี้ความหนาวกลับมาเยือนอีกครั้ง พร้อมกับนำพาความทรงจำเก่า ๆ ของผมกลับคืนมาด้วย ใจหนึ่งผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกมีความสุขกับความทรงจำเหล่านั้น แต่อีกใจหนึ่งผมอดไม่ได้ที่จะหม่นหมองใจว่าไม่นานนักความหนาวก็จะจากไป จากไปเหมือนดังเคย