๑ มิถุนายน ๒๕๕๓
กราบสวัสดีค่ะครู
เมื่อเช้าตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเบาขึ้นกว่าเมื่อวาน ลุกขึ้นทำกิจวัตร หุงข้าว เดินขึ้นไปทำวัตรเช้า สวดมนต์วันนี้สวดบทมรรคมีองค์แปด แล้วระลึกถึง วิถีที่ครูเคยชี้แนะไว้ว่า ให้ลองเอา มรรคมาเทียบกับการใช้ชีวิต นั่งทำสมาธิแล้วก้มลงกราบระลึกถึงพระคุณของครู ออกมาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า หนูถามตัวเองว่า หนูใช้ชีวิตตามกิจวัตรเหล่านี้ทำไม บางวันก็ยังกระพร่องกระแพร่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้คืออะไร เหมือนได้นิสัย เมื่อถึงเวลาใจจะระลึกว่าต้องทำตามกิจวัตร ก่อนหน้านี้ที่ครูสอน รู้สึกไม่ค่อยเชื่อค่ะ หนูขอสารภาพ แต่ตอนนี้พอจะเข้าใจสิ่งที่ครูแนะขึ้นมาบ้าง การทำวัตร บทสวดมนต์ สะกิดความรู้สึก เหมือนมีความรู้สึกว่า “ใช่” เป็นอย่างที่บทสวดเอ่ยไว้ไม่มีผิดเพี้ยน อย่างนี้ใช่ไหมค่ะครูที่ครูพูดเสมอ ๆ ว่า อย่างสักแต่สวด ให้ทำความเข้าใจด้วย ออกกำลังกายเสร็จเดินลงสวนหลังบ้าน เตรียมกะละมัง แล้วลากสายยางจะมารดน้ำ แต่พอเดินถึงต้นไม้ที่ปลูกไว้ มีร่องรอยของการรดน้ำ รู้สึกปีติค่ะครู ประทับใจที่พี่ ๆ ให้การช่วยเหลือแบบร่วมด้วยช่วยกัน สักพักเดินขึ้นมาทอดปลาทู จัดผลไม้เตรียมไปวัด อาบน้ำแต่งตัว ไปวัด กลับจากวัดไปที่ทำงาน เอกสารคุณภาพตั้งมานั่งทำข้อมูลย้อนหลัง ในช่วงที่ไม่อยู่หนึ่งปี นั่งทำนานรู้สึกเบื่อค่ะ (ผิดศีลข้อ ๑ เบียนเบียนตนเอง) จึงเปลี่ยนบรรยากาศลงมาเก็บเสลดพังพอน ที่เฝ้ารอดอกบานมาหลายวัน ได้โอกาสตัดมาทำ Herbarium จัดแจงผึ่งแดด แล้วค่อยกลับไปทำงานต่อ พอได้เปลี่ยนอิริยาบท เปลี่ยนอารมณ์ ก็มาทำงานได้โล่งสบายมากขึ้นค่ะ
พอเที่ยง ๆ พี่ ๆ ซื้อกับข้าวมานั่งทานร่วมกัน เป็นช่วงเวลาแห่งการสื่อสารและรับฟัง แลกเปลี่ยน แบ่งเบาทางอารมณ์
บ่าย ๆ มีประชุมรับฟังนโยบาย มีภารกิจที่ต้องทำเพิ่มเพื่อพัฒนางานด้านคุณภาพ หลังประชุม พี่หัวหน้าขอคุยเรื่องงานโครงการต่อ ครูค่ะ หัวหมุนติ้ว ๆ โชคดีที่มีลมหายใจ ประคับประคอง อดทนกับความบีบคั้น (ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง ผิดศีลข้อ ๔และ๑ สื่อสารให้คนฟังเข้าใจไม่ได้ บางคำพูดดูเหมือนเป็นการเบียดเบียนผู้ฟัง) เพราะงานที่หนูวางแผนจะทำเป็นงานที่ ไม่ดัง มีคนทำน้อย ในปัจจุบันค่อย ๆหดลง ต้องตั้งทำ ใช้ทักษะและความพยายามมาก ท่านมองไม่เห็นอนาคต แม้ว่าปีนี้จะมีเงินมาหล่อเลี้ยงด้วยระบบ HiPPs บ้าง แต่ปีถัด ๆ ไป อาจจะหาช่องทางได้ยาก หรือต้องพยายามดึงจุดเด่นขึ้นมาให้เห็นและนำไปใช้ประโยชน์ได้แบบทันเหตุการณ์ คุยกันสองชั่วโมงกว่า ๆ หาเหตุผล อธิบาย ทำความเข้าใจ เหนื่อยทั้งหนูและพี่เขา สิ่งที่หนูเห็นคือ นิ่งเย็นมากขึ้น กระฟัดกระเฟียดน้อยลง แต่เหตุผลที่ให้ยังไม่ดีพอ แต่ก็รู้สึกว่า เห็นช่องทางแว๊บ ๆชัดเจนขึ้น ในช่องทางที่เห็น นั่นหมายถึงว่า ต้องทำงานเพิ่มขึ้นจากแผนอีกสองเท่าค่ะครู หนูถามตนเอง ทำได้ไหม ทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วได้อะไร ยังไม่ได้ลงไปในคำตอบแต่ถามตนเอง เพื่อเตือนสติ ทบทวนในสิ่งที่ทำ
พอจะเลิกงานพี่วิไลเดินมาหาด้วยแววตามีความหวัง ชวนไปสวดมนต์ที่วัด ครูขาหนูอยากไปวิ่ง (ผิดศีลข้อ ๓ อยากทำตามใจตนเอง) เพราะรู้สึกว่าหัวหนัก ๆ แบบนี้ เหงื่อออกแล้วจะผ่อนคลาย แต่พอสบตาที่เต็มไปด้วยความหวังใจหนูอ่อนยวบ (ผิดศีลข้อ ๔ ที่ไม่เอ่ยไปให้ตรงกับใจ) จึงขอกลับบ้านก่อนแล้วค่อยไปวัดมีเวลาให้ออกกำลังกายประมาณครึ่งชั่วโมง พอมาถึงบ้านหนูออกวิ่งรู้สึกผ่อนคลายบ้าง อาบน้ำ แล้วก็ขับรถไปวัด รู้ทั้งรู้ว่าอาบน้ำตอนที่ร่างกายร้อน ๆ ไม่ดี (ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง) แต่ก็ยังทำค่ะครู แท้ที่จริงหนูแค่ตอบปฏิเสธก็ได้ แต่ด้วยความติดดีทำให้ลำบาก พอขับรถไปวัดนั่งลงสวดมนต์ จดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์รู้สึกผ่อนคลาย หลังสวดมนต์ท่านก็ให้ทำสมาธิภาวนา หนูตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ รู้สึกเบาผ่อนคลายเหมือนได้พัก กลับจากวัดแวะไปบิ๊กซี เพื่อโอนเงินที่ธนาคาร กลับมาถึงบ้านก็ประมาณสองทุ่มค่ะครู