3. ไมเกรน..ไม่หาย แต่เลี่ยงได้ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       ก่อน จะมีอาการปวดศีรษะไมเกรน มักจะมีอาการอื่นนำมาก่อน เช่น เห็นแสงวาบคล้ายแสงแฟลช ตามองไม่เห็นชั่วครู่ มีอาการชาที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย อาการนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 5-30 นาที ก่อนที่ไมเกรนจะออกอาการ ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ที่เป็นไมเกรนจะมีอาการนำเช่นนี้เสมอ
       
       สาเหตุของไมเกรน
       ไมเกรน เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเส้นเลือดและเส้นประสาทรอบๆ สมอง ระบบประสาทของผู้ป่วยไมเกรนจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสิ่งแวดล้อม มากกว่าคนปกติ ระบบประสาทจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดอาการอักเสบดังกล่าวขึ้น และมีอาการปวดอย่างรุนแรงตามมา
       
       แพทย์ ไม่สามารถตรวจโดยใช้ห้องปฏิบัติการเพื่อบอกว่าอาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นคือ ไมเกรนหรือไม่ แต่จะวินิจฉัยโรคโดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยจะถามถึงลักษณะการปวด ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรงของอาการปวด อาการนำหรืออาการเตือนก่อนปวด อาการร่วม ระยะเวลาที่ปวดในแต่ละครั้ง และความถี่ของการปวด เป็นต้น
       
       การรักษาไมเกรน
       ไมเกรน ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีวิธีที่ช่วยให้ความถี่และความรุนแรงลดน้อยลง โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และการใช้ยา
       
       ยาไมเกรน แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ยาแก้ปวดไมเกรน และยาป้องกันไมเกรน ยาแก้ปวดไมเกรน คือยาที่ใช้เมื่อมีอาการปวด ส่วนยาป้องกันไมเกรน ใช้เพื่อทำให้ความถี่และความรุนแรงของการปวดลดลง จะใช้ในกรณีที่มีอาการปวดมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน ยาทั้งสองกลุ่มมีหลายชนิด จะเลือกใช้ชนิดใด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
       
       ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรน
       1.อาหาร การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา และการรับประทานอาหารบางประเภท ซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดต่อไป
       
       2.การนอนหลับ การนอนหลับมากหรือน้อยเกินไป
       
       3.ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายมีความสัมพันธ์กับการเกิดไมเกรน ผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นไมเกรนมักจะมีอาการปวดในช่วงที่มีประจำเดือน ความรุนแรงและระยะเวลาในการปวดมักจะมากกว่าในช่วงอื่น นอกจากนี้การตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ ก็มักจะทำให้ปวดไมเกรนมากขึ้น
       
       4.สิ่งแวดล้อม อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง เช่น อากาศร้อน หรือการอยู่กลางแดด กลิ่นบางอย่าง เช่น น้ำหอม ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
       
       5.ความเครียด ทางการแพทย์มีข้อยืนยันว่าความเครียดก็เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

       แม้ จะไม่มีคำตอบชัดเจนว่าอาหารประเภทใดบ้างที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดไมเกรน แต่นักวิจัยก็เชื่อว่าอาหารหลายประเภทต่อไปนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดไมเกรน ได้
       
       1.ช็อกโกแลต พบว่าในช็อกโกแลตมีสารชนิดหนึ่งที่มีผลต่อการลดระดับสารเซโรโทนินในสมอง สารเซโรโทนินทำหน้าที่ควบคุมเสียงกับความปวด และการหดหรือการขยายตัวของหลอดเลือดในสมอง จึงเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวข้องกับการเป็นไมเกรน อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด
       
       2.กาเฟอีน พบในชา กาแฟ และเครื่องดื่มบางประเภทที่มีการผสมกาเฟอีน สำหรับคนที่ไม่เคยดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน ถ้าได้รับกาเฟอีนมาก หรือคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนเป็นประจำ เมื่อดื่มน้อยลง ก็จะทำให้ร่างกายได้รับกาเฟอีนน้อยกว่าที่เคยได้รับเป็นปกติ ทั้งสองกรณีดังกล่าวอาจทำให้เกิดไมเกรนได้
       
       วิธีแก้ไข ก็คือค่อยๆ ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน แต่อย่าหยุดโดยทันที ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ แล้วจึงงดดื่มในที่สุด วิธีนี้จะทำให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวได้
       
       3.สารแทนนินและไทรามีน สารแทนนินเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในอาหาร เช่น ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ไวน์แดง ส่วนสารไทรามีนเป็นสารลดระดับเซโรโทนินในร่างกาย ซึ่งมีอยู่ในกล้วยสุกงอม ช็อกโกแลต เบียร์ เนยที่เก็บไว้นานๆ เมล็ดพืชบางประเภท และถั่วต่างๆ อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนเกี่ยวกับการกระตุ้นให้เกิดไมเกรน
       
       4.ไวน์แดงและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในไวน์แดงมีสารไทรามีนและฟลาโวนอยด์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้
       
       เครื่อง ดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทก็สามารถก่อให้เกิดไมเกรนได้เช่นกัน คนที่เป็นไมเกรนอยู่แล้ว แค่จิบเบียร์ วิสกี้ หรือไวน์ เพียงเล็กน้อยก็กระตุ้นให้เกิดอาการได้ เพราะในเครื่องดื่มเหล่านั้นมีสารลดระดับเซโรโทนิน แต่ต้องแยกให้ออกว่าเป็นไมเกรนหรือเป็นอาการปวดหัวจากการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์มากๆ (hang over) ซึ่งเกิดจากร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะบริเวณสมอง
       
       5.น้ำตาลเทียม ผงชูรส และสารเจือปนอาหารอื่นๆ ก็สามารถก่อให้เกิดไมเกรนได้
       
       อย่าง ไรก็ตาม อาหารที่ช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของไมเกรนก็มีเหมือนกัน ได้แก่ อาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม เนยแข็ง หรือเสริมวิตามินบี 12 (400 มิลลิกรัมต่อวัน)
       
       แม้จะ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาหารประเภทใดที่ทำให้เกิดไมเกรน แต่ก็มีแนวโน้มว่าอาหารมีส่วนทำให้เกิดไมเกรนได้ ซึ่งแต่ละคนอาจตอบสนองต่ออาหารที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงควรหมั่นสังเกต อาจใช้วิธีจดบันทึกอาหารและเครื่องดื่มที่รับประทานแล้วทำให้เกิดไมเกรน เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านั้น