1. คว้า ความสุข ทุกข์โยนทิ้ง

 

                         
       เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนเราถึงร้องไห้ และการร้องไห้มีประโยชน์ต่อสุขภาพบ้างหรือไม่ อย่างไร
       
       การร้องไห้เป็นการแสดงอารมณ์ของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ตามประวัติศาสตร์ในทุกวัฒนธรรม พบว่า มนุษย์ร้องไห้ในช่วงเวลาที่รู้สึกอึดอัด คับข้องใจ พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ตื้นตัน เสียใจ หรือแม้แต่ดีใจ การร้องไห้ยังเป็นการหนีจากสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดอีกด้วย
       
       นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การร้องไห้เป็นพฤติกรรมที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่รอด เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ความเครียดเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับสุขภาพ ทั้งต่อสมอง หัวใจ และอวัยวะต่างๆ และการร้องไห้นี่เองที่ทำให้มนุษย์คลายความเครียดลงไปได้ ไม่ต้องเก็บอัดอั้นเอาไว้
       
       นักวิทยาศาสตร์ยังพบด้วยว่า การร้องไห้เป็นการระบายสารพิษออกจากร่างกายทางหนึ่งด้วย เหมือนกับกลไกของการขับปัสสาวะหรือการหายใจออก
       
       มีการทดลองทางเคมีกับน้ำตาที่หลั่งออกมา พบว่า 98% ของน้ำตา ที่เกิดจากเอาหัวหอมไปทาตา คือน้ำ และอารมณ์ความรู้สึกของคนเราจะดีขึ้นหลังจากที่ได้ร้องไห้ออกมา เพราะไม่เพียงแต่ได้ผ่อนคลายทางจิตใจ แต่ยังเป็นการถ่ายเทพิษที่สะสมไว้ในร่างกายออกมาด้วย
       
       นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่า การร้องไห้เป็นเรื่องธรรมชาติและดีต่อสุขภาพของมนุษย์ เพราะฉะนั้น หากคุณรู้สึกอัดอั้นตันใจ อย่ามัวฝืนทนเก็บน้ำตาเอาไว้เลย ร้องไห้ออกมาเถอะค่ะ
       
       ร้องไห้คลายทุกข์กันแล้ว ต้องเพิ่มความสุขให้กับชีวิตด้วยค่ะ
       
       ดร.แดน เบเกอร์ นักจิตวิทยาทางการแพทย์ที่ศึกษาเรื่องความสุขของมนุษย์บอกว่า คนที่มีความสุข คือคนที่รู้จักยืดหยุ่น ไม่มีใครที่จะมีความสุขอยู่ได้ตลอดเวลา แต่คนที่มีความสุขจะเป็นคนที่รู้จักชื่นชมช่วงเวลาเล็กๆ น้อยๆ ที่ยิ่งใหญ่ อิ่มเอมในชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เห็นคุณค่าความมหัศจรรย์ของเรื่องน้อยนิด และมีความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้าง
       
       นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ความคิดเกี่ยวกับความสุขของคนเรานั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบประสาทด้วยไม่มากก็น้อย นั่นก็หมายความว่า คนเราจะมีความสุขหรือไม่ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพันธุกรรมด้วย
       
       มีการทดลองสแกนสมองของอาสาสมัครขณะที่พวกเขารู้สึกมีความสุข แล้วก็พบว่าเมื่อใดก็ตามที่คนเรามีความสุข บริเวณเปลือกสมองส่วนที่ใกล้กับสมองส่วนหน้าด้านซ้ายจะมีปฏิกิริยาขึ้นมา ถ้าสมองส่วนนี้ตื่นตัวอยู่เป็นประจำก็แสดงว่า เราเป็นคนมีความสุข
       
       แต่พันธุกรรมก็ไม่ใช่ส่วนสำคัญเพียงส่วนเดียวที่เป็นตัวกำหนดความสุข ของคนเรา เพราะความสุขของคนเราจะมีมากหรือน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการกำหนดด้วยความคิดของเราเอง
       
       ดร.เบเกอร์ เปรียบเทียบว่า ก็คล้ายๆ กับการที่พันธุกรรมของเรากำหนดให้เราเป็นคนที่มีระดับไขมันในเลือดสูง แม้ว่าไขมันจะสูง แต่ถ้าเรารู้จักควบคุมด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือหมั่นออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ เราก็สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้
       
       การสร้างความสุขก็อยู่ที่ความคิดของเรา ที่จะไปกระตุ้นให้สมองเกิดปฏิกิริยาแห่งความสุขและความพึงพอใจขึ้นมาได้


       
       การหาความสุขให้กับตัวเองง่ายๆ อย่างหนึ่ง ก็คือ การมองโลกในแง่ดี
       
       การมองโลกในแง่ดีนอกจากจะทำให้ใจเป็นสุขแล้ว ยังช่วยให้ชีวิตยืนยาวอีกด้วย นักจิตวิทยาอธิบายเหตุผลไว้ว่า
       
       - คนที่มองโลกในแง่ดี มีแนวโน้มที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นมากกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ดีกว่า
       
       - คนที่มองโลกในแง่ดีจะรู้สึกและมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย ซึ่งการซึมเศร้านี้ก็เกี่ยวข้องกับการมีอายุยืนด้วย
       
       - คนที่มองโลกในแง่ดีมีแนวโน้มที่จะระวังรักษาสุขภาพมากกว่าคนที่มองโลกในแง่ร ้าย เพราะเขาเชื่อว่าจะสามารถฟื้นฟูสุขภาพได้ด้วยพฤติกรรมของตนเอง
       
       - คนที่มองโลกในแง่ดีจะมีพื้นฐานชีวิตแข็งแรงกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย
       
       เมื่อเจ็บป่วย คนมองโลกในแง่ดี มักตั้งคำถามว่า เมื่อไรเขาจะสามารถกลับไปดำเนินกิจกรรมตามปกติได้ อีกนานแค่ไหนที่โรคจะหาย และเขาจะรับมือกับผลข้างเคียงจากการรักษาได้อย่างไร ขณะที่คนมองโลกในแง่ร้ายจะมัวกังวลและพร่ำพรรณนาแต่ว่าเขาทุกข์ทรมานกับโรคเ กินกว่าจะรับมือได้
       
       ถ้า 1 ปีที่ผ่านมา คุณมีความสุขกับชีวิตน้อยเกินไป ปีใหม่ปีนี้ เริ่มกันใหม่ก็ยังไม่สายค่ะ