ขอบพระคุณพระอาจารย์หรรษา ที่แนะนำให้ผมนำเสนองานวิจัยกิจกรรมบำบัดความล้าและทำหน้าที่ Moderator ในงานประชุมวิสาขบูชาโลกครั้งที่ 17 (นับตั้งแต่ 2547)

งานนี้มีพิธีเปิดที่แสดงต้นไม้แห่งปัญญา เกิดลมหายใจแห่งสันติภาพ รู้ ตื่น เบิกบาน เหนือกาลเวลา ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยปัญญาและกรุณาเพื่อขจัดความทุกข์จากวิกฤติทางสังคมโลกและฟื้นคืนสภาพความสุขในมิติต่างๆ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพระสงฆ์และนักวิชาการศาสนศึกษากว่า 1,600 คน จาก 84 ประเทศ และชาวญี่ปุ่นอีก 500 คน โดยเจ้าภาพ ม.มหาจุฬาฯ วังน้อย จ.อยุธยา ร่วมกับญี่ปุ่น

ผมอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นที่นักวิชาชีพกิจกรรมบำบัดซึ่งเป็นวิชาชีพเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิต อาจมองข้ามประเด็นที่พระสงฆ์และนักวิชาการศาสนศึกษาที่ได้ทบทวนวรรณกรรมและวิจัยเชิงพรรณนา/คุณภาพจากหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วนำองค์ความรู้มาบูรณาการเชิงความคิดเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาสุขภาวะทางจิตสังคม โดยยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์เชิงทดลองทางคลินิก/เชิงปริมาณกับผู้ป่วยทางจิตสังคมมากนัก

ประเด็นหลักที่น่าสนใจและชวนให้คิดต่อยอดความรู้ ได้แก่

  • การตรวจสอบความสัมพันธ์/ความสมดุลระหว่างจิตใจและร่างกายที่มีกระบวนการพัฒนาความสุข ความมั่นใจในการใช้ชีวิต และความสำเร็จในการเป็นมนุษย์
  • การทำความเข้าใจถึงความรู้ทางการแพทย์ที่ศึกษากลไกทางจิต การบำบัดอาการทางจิตโดยการฝึกฝนความรู้ความเข้าใจ ความคิดแบบอัตโนมัติ ความคิดผ่านจิตสำนึก ความคิดที่ส่งผลต่อการปรับพฤติกรรม ความคิดผ่านสมาธิแบบต่างๆ ความคิดผ่านการสนทนาธรรม ความคิดผ่านโปรแกรมการจัดการเชาวน์อารมณ์
  • การทำความเข้าใจคนที่มีสุขภาพจิตที่ดีและไม่ดี และส่งผลถึงคุณภาพชีวิตทางร่างกาย สังคม จิตใจ และจิตวิญญาณ
  • การทบทวนความรู้สึกทุกข์สุข ความคิด/ความรู้ความเข้าใจในการจัดการความรู้สึกต่างๆ และการรับรู้สุขภาวะหรือทุกขภาวะด้วยสติ เน้นหลักคำสอนเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา รวมทั้งอริยสัจสี่ - ทุกข์ สมุทัย นิโรค มรรค และปฏิบัติหลักมรรค 8 เป็นต้น
  • การอธิบายพุทธศาสนาต่อการสร้างสุขภาวะทางจิตยังต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อเท็จจริงอย่างลึกซึ้ง และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ การศึกษา และศาสนาศึกษา ให้เห็นถึงรูปธรรมของกรอบความคิดสู่การปฏิบัติที่แท้จริงในสังคม
  • ผมเองก็ได้เรียนรู้ในการประยุกต์โปรแกรมการจัดความล้าจากการศึกษาผู้ป่วยชาวออสเตรเลียให้มาใช้ในคนไทยด้วยระยะเวลาและเนื้อหาที่เน้นพุทธปฏิบัติ การวิเคราะห์กิจกรรมบำบัด การสงวนพลังงาน และการบูรณาการจิตวิญญาณ (การสังเกตธรรมชาติพร้อมการรับรู้ความรู้สึกและประสบการณ์แห่งสุขภาวะ) ที่หลากหลายของตนเองในเวลาว่าง ภายใน 5 สัปดาห์ ในสามกรณีศึกษาที่เป็นมะเร็ง, โรคกระดูกและข้อ, และมีความเครียดและปฏิบัติธรรม ทำให้พวกเขาเหล่านี้มีความเชื่อมั่นที่สามารถจัดการความล้าด้วยตนเอง เปรียบเสมือนการเรียนรู้สภาวะจิตและกายของตนเองผ่านแรงจูงใจกับการบูรณาการจิตวิญญาณตามแนวคิดทางพุทธศาสนา (อริยสัจสี่) และกิจกรรมบำบัด
  • ผมรู้สึกว่า งานวิจัยทางคลินิกของผมอาจไม่เป็นที่คุ้นเคยกับชุมชนแห่งการเรียนรู้พุทธศาสนามากนัก แต่ก็ประทับใจที่ได้เผยแพร่มุมมองที่ผมถนัดผ่านผู้ฟังที่พิเศษอีกกลุ่มหนึ่งที่ให้คำถามผมไปต่อยอด คือ การนำธรรมะไปใช้ในผู้ป่วยอย่างสำเร็จเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้เสมอไปทุกผู้ป่วยหรือไม่ ผมตอบว่า ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับความต้องการ พื้นฐานความคิด พื้นฐานสุขภาวะทางจิตสังคม และประเภท/ลักษณะความเจ็บป่วยในกลุ่มที่ไม่ควรจัดโปรแกรมตามผู้บำบัดมากนัก และจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเชิงคลินิกในแต่ละกลุ่มเพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลและประสิทธิภาพที่แท้จริงมากกว่าการศึกษาเชิงพรรณนา/ปรัชญาอย่างเดียว 

 

เมื่อวานผมได้เข้าร่วมฟังบทสรุปปฏิญญากรุงเทพมหานครว่าด้วย "พุทธศาสนาจะฟื้นสภาพวิกฤตทางธรรมชาติ นิเวศวิทยา และจิตสังคมอย่างไรเพื่อสุขภาวะทางจิตและความกลมกลืนของการมีส่วนร่วมของชาวพุทธทั่วโลก"

ผมเพิ่งทราบว่าพุทธศาสนาแบ่งเป็นสามนิกายหลักๆ ได้แก่ Theravada, Mahayana, Vajayana แต่ได้เน้นถึงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น สัมมาฐิติ เพื่อ

1. สื่อสารและสร้างสัมพันธภาพระหว่างคนที่มีวัฒนธรรมและการศึกษาอันหลากหลายให้เกิดการพัฒนาสุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณ (ความคิดที่มีสติและรู้คุณค่าในการกระทำเพื่อแก้ไขปัญญา/ลดความขัดแย้งในตนเอง-ผู้อื่น)

2. สร้างสมดุลย์แห่งความรู้ความเข้าใจทางจิตใจและปัญหาสุขภาพจิตในสังคม โดยเฉพาะการจัดการอารมณ์แห่งความทุกข์ เช่น โกรธ กลัว เกียจ หลง โลภ รัก เป็นต้น ซึ่งเราควรพิจารณาจากการสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวให้เข้าใจความจริง คุณธรรม และความรัก ที่ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ ความคิดอัตโนมัติ จิตวิเคราะห์ที่มีหรือไม่มีการประเมินตนเองในแต่ละสถานการณ์ชีวิต เช่น การจัดการความขัดแย้งเพื่อลดความเห็นแก่ตัวแล้วยอมรับความหลากหลายของคน-สิ่งแวดล้อม ตลอดจนนำพลังมวลชนเพื่อมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาทางสังคมอย่างจริงจังและจริงใจ

3. สร้างกลไกทางการศึกษาเพื่อให้ทุกคนเห็นคุณค่าของการฝึกคุณธรรมและจริยธรรมในตนเอง สอนตนเองให้เข้าใจชีวิตกับการปรับตัวต่อธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันจนส่งผลกระทบต่อปัญหาทางสังคม

4. ความกลมกลืนและความยั้งยืนแห่งพุทธศาสนาช่วยนำความสุขและความสงบในการเพิ่มแรงจูงใจและการปฏิรูปกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพและสังคม ทั้งนี้ชาวพุทธควรมีส่วนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือช่วยเหลือสังคมโดยกิจกรรมสอนพุทธศาสนาเพื่อสร้างสรรค์ธรรมชาติ อาหาร อากาศ เทคโนโลยี และอื่นๆ