การเริ่มเข้าค่ายเรียนวิปัสสนานี้ เขาให้เราไปก่อนหนึ่งวันของการเริ่มเรียน ดังนั้นเราจึงไปถึงในช่วงบ่าย หลังจากลงทะเบียนและเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับตารางเรียนหรือกำหนดการ ตลอดจนกฏระเบียบที่พึงกระทำตลอดการใช้ชีวิตอยู่ในสิบวันนี้ พอหัวค่ำเราก็ได้รับแจ้งให้ไปรับประทานอาหารที่โรงทาน พอไปถึงพบว่าเป็นอาหารเบาๆ และเป็นอาหารมังสาวิรัติ เพราะทราบว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าฝึกนี้ไม่ทานมื้อเย็น เพราะถือศีลแปด(ก็มี)

       หลังจากที่เดินดูอาหารที่มี ก็จะเป็นข้าวต้ม อาหารมังสาวิรัติ  และที่เหลือก็จะเป็นน้ำปานะ ดิฉันเลือกไม่ทานและเลือกดื่มน้ำปานะแทน ซึ่งเป็นน้ำสมุนไพร อาจดูหาญกล้ามากที่เป็นวันแรกที่เริ่มไม่แตะอาหารมื้อเย็น แล้วจะอยู่รอดไหมนี่(เป็นคำถามที่ผลุดมา) อย่างไรก็ตามในตอนนั้นดิฉันรู้สึกว่าตนเองแน่วแน่และมุ่งมั่นมากกับการฝึกฝนครั้งนี้ อาจเพราะว่าดูเหมือนเป็นการท้าทายในชีวิตอย่างหนึ่งก็อาจเป็นได้และเพื่อไม่เสียเวลาประมาณหกโมงเย็นทางครูฝึกก็เรียกเราไปรวมกันที่ห้องโถงใหญ่ ซึ่งใช้เป็นห้องฝึกในห้องจะมีเบาะนั่งกับพื้น และมีเก้าอี้ จากนั้นอาจารย์ซึ่งท่านเป็นผู้สอน ก็ได้ให้เราฟังเทปบรรยายเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติตลอดสิบวัน การนั่งฟังนี้ใครใคร่นั่งนั่ง ใครใคร่เอนหลัง หรือนั่งเก้าอี้ก็ได้ ดิฉันสังเกตว่าในรุ่นของดิฉันนี้มีพระภิกษุเข้าร่วมด้วย 5 รูป มีผู้สูงวัยจำนวนหนึ่งและผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าก็นั่งบนเก้าอี้ บางคนที่นั่งพื้นก็นั่งเหยียดขาก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็นั่งขัดสมาธิ ที่มีแปลกที่สุด คือ นั่งยองยอง ดิฉันจำได้ว่าท่านเป็นจิตแพทย์ และเป็นอาจารย์ที่คณะแพทย์ฯ มข. และสำหรับดิฉันเองเลือกนั่งขัดสมาธิและหลับตาฟังเพื่อให้ตนมีสมาธิในการฟังอย่างที่สุด

       ประมาณสี่ทุ่ม เราก็แยกย้ายเข้าที่พัก...วันแรกนี้ดูเหมือนเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อฝึกเข้มตลอดสิบวันที่อยู่สถานฝึกวิปัสสนานี้ เมื่อเดินมาถึงห้องนอน อาการที่กังวลเริ่มสำแดงขึ้นภายในร่างกายตนเสียแล้ว...นั่นคือ หิวข้าวอย่างหนัก จะบอกจะเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้เพราะเขาห้ามพูดกัน เป็นอันว่าในค่ำคืนนั้นดิฉันก็ต้องนอน..หลับไปด้วยความหิว...