ความเป็นเพศหญิง ความเป็นเพศชาย บทบาทหญิงชาย

ความเป็นเพศหญิงและความเป็นเพศชาย 

(feminity and masculity)

เย็นจิตร  ถิ่นขาม[1]

 

บทนำ 

เมื่อกล่าวถึง  เพศ (sex)  แน่นอนว่าหลายคนคงนึกถึงหญิงและชาย  ซึ่งนั่นหมายถึงลักษณะทางสรีระหรือชีวภาพแบ่งชายและหญิงออกจากกัน  และด้วยการแบ่งนี้เองเกี่ยวพันถึง  ความเป็นเพศชายและความเป็นเพศหญิง (feminity and masculity)  หรือ ความเป็นเพศ / เพศสภาวะ (Gender)  ในสังคมที่ “เพศ”  มีสัญญะมากกว่าความแตกต่างทางร่างกายนั้น  ทำให้แนวคิดการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นเพศ / เพศสภาวะ  ตระหนักถึงต้นตอของความเป็นเพศชายและความเป็นเพศหญิง (Feminity and masculity)  ที่ถูกสร้างและผลิตซ้ำในทุกๆ  ยุค

คำว่า Sex ให้หมายถึงเพศที่กำหนดขึ้นโดยธรรมชาติและเป็นข้อกำหนดทางสภาวะชีววิทยาซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นตัวกำหนดบทบาทหน้าที่ให้เพศหญิงและเพศชายมีบทบาทมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน เช่น มนุษย์ผู้หญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร มนุษย์เพศชายจะมีส่วนในการให้กำเนิดโดยเป็นผู้ผลิตอสุจิที่จะผสมกับไข่จากหญิงในการก่อกำเนิดทารก ส่วนคำว่า Gender หมายถึง เพศที่ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางสังคมหรือวัฒนธรรม    ให้แสดงบทบาทหญิงหรือบทบาทชาย ดังนั้น เพศที่ถูกกำหนดโดยสังคมนี้จึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวการณ์และเงื่อนไขของความเป็นเพศชายในอีกยุคสมัยหนึ่งก็ได้ คุณลักษณะของแต่ละเพศที่ปรากฏไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนทางสังคม ดังนั้นความเป็นเพศจึงเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวตน ทักษะและความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่นของคนในแต่ละเพศ (เมทินี พงษ์เวช, 2544 : 10-11 , ภัสสร  สิมานนท์, 2542 : 1 , วารุณี ภูริสินสิทธิ์. [มปป].)  (ดูเพิ่มเติ่ม “เพศ”  ในภัสสร  สิมานนท์ (2542) บทบาทเพศ  สถานภาพสตรี  กับการพัฒนา ,  กาญจนา  แก้วเทพ  & สมสุข  หินพิมาน (2551) สายธารแห่งนักคิดทฤษฎี เศรษฐศาสตร์การเมืองกับสื่อสารการศึกษา )

แนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์เรื่องเพศมีพัฒนาการเรื่อยมา ตั้งแต่ยุคแรกที่เป็นการศึกษาสตรีนิยมยุควางรากฐาน  ต่อมาเป็นการศึกษาสตรีนิยมแนววิพากษ์  และในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับสตรีนิยมกับการสื่อสาร  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการศึกษาในทุกพัฒนาการให้ความสำคัญกับความเป็นเพศชายและเป็นเพศหญิง

                เนื่องจากลักษณะทางเพศสภาวะ (Gender)  เป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างขึ้น  (Constructed)  ดังนั้น  ทั้งความเป็นเพศหญิง (feminity) และความเป็นเพศชาย (masculity)  ต่างก็เป็นสิ่งที่สังคมได้ประกอบสร้างขึ้นด้วยเช่นกัน  และไม่เพียงเท่านั้น  สังคมยังมีกระบวนการทำให้ความเป็นเพศหญิง/ชาย  ถูกทำให้ดูราวกับเป็นธรรมชาติ  (naturalized/taken-for-granted)  โดยผ่านพื้นที่ของสื่อประเภทต่างๆ  เช่น  ภาพของผู้หญิงที่อยู่ในเพลง  มักจะได้รับการสร้างให้เป็น “ผู้ถูกกระทำทางความรัก”  (ดังปรากฏในเพลงที่ว่า “ยอมฉันยอมเจ็บปวด”  “กักขังฉันเถิด กักขังไป”  “ถึงร้ายก็รักแม้รักจะร้าย”  หรือ  “ได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด”)  หรือภาพของผู้หญิงที่เป็นนางเอกภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดสมัยก่อน  มักต้องสวย  หวาน  และมีเสน่ห์เย้ายวนใจ  (ดังกรณีของนางแบบ  อลิซาเบธ  เทย์เลอร์  เกรซ  เคลลี  หรืออิงกริด  เบิร์กแมน)

                แต่ถึงกระนั้น  ด้วยอิทธิพลของทฤษฎีแนวหลังสมัยใหม่ (postmodernism)  หากความเป็นหญิง/ชายเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาแล้วนั้น  ในเวลาเดียวกัน  ความเป็นเพศดังกล่าว  ก็สามารถถูกรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่  (Deconstructed  and  reconstructed)  ได้ด้วยเช่นกัน  ดังเช่น  ภาพของผู้หญิงในเพลงร่วมสมัย  ที่อาจไม่ได้ถูกกระทำจากความรักเสมอไป  แต่เป็นผู้หญิงที่  ‘Sexy, naughty, bitchy’  แบบนักร้องทาทา  ยัง  หรือภาพนางเอกฮอลลีวู้ดยุคใหม่ที่เริ่มีลักษณะแข็งแกร่งแบบผู้ชายมากขึ้นอย่าง ซิเกอร์นีย์  วีเวอร์  ในภาพยนตร์เรื่อง  Aliens  หรือแองเจลิน่า  โจลี่  ในภาพยนตร์เรื่อง  Tomb Raiders   หรือเป็นตัวละครผู้หญิงแนว road movie  อย่าง  จีน่า  เดวิส  และซูซาน  ซาแรนดอน  ในเรื่อง Thelma & Louise  เป็นต้น (กาญจนา  แก้วเทพ  , สมสุข  หินพิมาน, 2551 : 594)

 

กระบวนการสร้างความเป็นเพศชายและความเป็นเพศหญิง (feminity and masculity)

                คุณลักษณะของแต่ละเพศที่ปรากฏไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่ซับซ้อน และซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนของคนในสังคม ความเป็นเพศเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวตน ทักษะ และความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่นของคนในแต่ละเพศ   ในสังคมปัจจุบันการขัดเกลาทางเพศที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าครอบครัว โรงเรียน หรือกลุ่มเพื่อน คือ สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย โฆษณา ภาพยนตร์ ล้วนสร้างและเสริมความเป็นหญิงความเป็นชายตามประเพณีนิยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณค่าของสาวบริสุทธิ์ ความเป็นแม่บ้านแม่เรือน ผู้หญิงกับความสวย ความสาว ในขณะที่ผู้ชายถูกสะท้อนควบคู่กับการทำงาน การเป็นผู้นำ ความเป็นผู้กล้า ในสังคมที่เป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกที่คนในสังคมไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชายยังมีคุณลักษณะที่ดูแตกต่างกัน และยังมีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้  (วารุณี ภูริสินสิทธิ์. [มปป].)

                พัฒนาการของบทบาททางเพศของเด็กหญิงในสมัยใหม่ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น  ในด้านหนึ่งเด็กหญิงจะไปโรงเรียนเพื่อเตรียมตัวอยู่ในสังคมและวิทยาการที่ซับซ้อน  แต่สิ่งที่ยังอยู่ในจิตไร้สำนึกของเด็กหญิงที่ได้รับการสอนจากแม่คือ  ความเป็นผู้หญิง  การรักสวย  รักงาม  ความเป็นแม่บ้านแม่เรือน  ผู้หญิงที่ดีคือเพศที่อ่อนแอ  ที่สามารถใช้น้ำตาลบล้างความผิดหรือความรู้สึกผิด  นอกจากนั้นความเป็นเมียและเป็นแม่ยังพันธนาการผู้หญิงให้แสดงบทบาทเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก  ในขณะที่การดำเนินชีวิตของเด็กชายก็ไม่ต่างกันคือการไปโรงเรียน  เพื่อออกสู่สังคม  แต่เด็กชายจะสามารถสร้างบทบาทของตัวเอง  หรือสามารถกลายเป็นชายหนุ่มที่มีพื้นที่ของตัวเอง  โดยที่ไม่ได้ผูกโยงหรือยึดติดกับบทบาทของความเป็นพ่อ  หรือสามี  เหมือนที่ผู้หญิงถูกตรึงด้วยวัฒนธรรม (ปรานี  วงษ์เทศ. (2544) :72-73)

                กระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socializations)  ที่สร้างความเป็นเพศชายและเพศหญิงสะท้อนออกมาในทุกพื้นที่ของชีวิตประจำวันและพื้นที่สาธารณะ   ในพื้นที่ของชีวิตประจำวัน  เช่น  การทำอาหาร  ในครัวเรือนนั้นการทำอาหารเป็นหน้าที่และบทบาทของผู้หญิง  ในขณะที่การทำอาหารในโรงแรมหรือร้านอาหาร (เชฟ)  เป็นหน้าที่ของผู้ชาย   ผู้ชายมีบทบาทในพื้นที่สาธารณะที่สร้างรายได้เสมอ (กาญจนา แก้วเทพ & สมสุข หินพิมาน, 2551 : 592)    ในพื้นที่สาธารณะที่เป็นเรื่องของการเมือง   ผู้หญิงถูกกีดกันออกจากพื้นที่เหล่านั้นด้วยหน้าที่ของความเป็นแม่  และภรรยาที่ดี  หากภรรยาที่ไม่ดูแลสามี  และลูก  ถือเป็นภรรยาที่บกพร่องต่อหน้าที่  ดังนั้นผู้หญิงเหล่านี้ต้องต่อสู้อย่างมากกับแรงกดดันจากสังคมรอบข้างที่คาดหวังกับบทบาทที่เธอต้องแสดงตามสถานภาพที่เธอเป็นอยู่  ซึ่งเป็นเรื่องที่รบกวนและทำลายศักยภาพที่เธอมีเท่าเทียมกับผู้ชาย ดังนั้นจารีตและประเพณีจึงมีความขลังที่สามารถสร้างให้ผู้หญิงยุคแล้วยุคเล่าอยู่ภายใต้กรอบอันเดียวกันนี้

                ผู้หญิงส่วนหนึ่งพยายามจะก้าวข้ามพื้นที่ของการถูกกักขังด้วยจารีตและประเพณีเดิม  แต่พวกเธอเหล่านั้นจะถูกบทลงโทษด้วยวิถีประชา  เช่น  ผู้หญิงอาจจะไม่แต่งงานเพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจ  หรือการต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน  แต่เธอจะถูกกล่าวหาว่าเพราะเธอต้องบกพร่องอะไรสักอย่างทำให้เธอหาสามีไม่ได้   หรือหากไม่ได้แต่งงานก่อนอายุ  30  ผู้หญิงเหล่านี้จะถูกหาว่า  “ขึ้นคาน”  หรือหากผู้หญิงบางคนที่เก่งมาก  เข้ามาเล่นการเมืองเธอก็จะถูกกล่าวหาว่า   “เก่งเกินงาม”  ซึ่งน่าแปลกด้วยซ้ำที่วิถีประชาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงผู้ชายเท่านั้น  ผู้หญิงเกือบทั้งหมดก็ทำเช่นเดียวกันกับผู้หญิงด้วยกัน  ด้วยเพราะเธอถูกหลอมจนฝึกลึก  ด้วยแนวคิดและจารีตของสังคมที่พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ของผู้ชาย  และความเป็นเพศชายคือความเป็นหญิง  ยิ่งโดยเฉพาะในสังคมที่ชายเป็นใหญ่  (Patriarchy)  ผู้หญิงจะถูกกีดกันจากพื้นที่นี้มากยิ่งขึ้น

สาเหตุที่ผู้หญิงเหล่านั้นไม่สามารถก้าวข้ามพื้นที่เหล่านั้นออกมาได้  ไม่ใช่เพราะ ความเป็นหญิงและความเป็นชายที่เป็นผลลัพธ์ทางวัฒนธรรมเท่านั้น  ในความเป็นจริงนักวิชาการกลุ่มหนึ่งบอกว่ามันไม่ใช่อีกต่อไป  นั่นเพราะผู้หญิงเหล่านั้นถูกตรึงด้วย “อำนาจ”   บทความใน ผู้หญิง  ประสบการณ์  และการเมืองว่าด้วยเพศภาวะ (ปิ่นแก้ว  เหลืองอร่ามศรี, 2549) ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่าขบวนการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศชายขอบจะเกิดขึ้นแต่มโนทัศน์ความเป็นเพศที่มีขอบเขตแน่นอนตายตัวได้หยั่งรากลึกลงไปในวิธีคิด  ซึ่งไม่อาจช่วยทำความเข้าใจความเป็นเพศที่เลื่อนไหล  ซับซ้อนได้  ขณะเดียวกันเพศภาวะที่ถูกกดดันให้อยู่ชายขอบก็ได้มีการตอบโต้ต่อพลังอำนาจที่กดลงมาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป  และแม้ว่าในสถานการณ์ที่ผู้หญิงมีทางเลือก  หรือเสรีภาพแต่เสรีภาพนั้นมีเงื่อนไข  มีความซับซ้อน  และแฝงอยู่ในความในความสัมพันธ์อันไม่เท่าเทียมในสังคม  เช่น  การเลือกที่จะเป็นโสเภณีเพื่อความกตัญญูของผู้หญิงลาว เป็นต้น  นอกจากนั้นยังได้นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของเพศที่รับรู้และปฏิบัติตามวาทกรรมความสวยของสังคม  ผู้หญิงมีสิทธิที่จะเลือกรับและปฏิเสธ หรือสร้างวาทกรรมความงามมาตรฐาน  สตรีนิยมมักเชื่อว่าบุคคลและประสบการณ์ของบุคคลโดยตัวของมันเองเป็นนัยยะทางการเมือง  โดยลืมไปว่า  บ่อยครั้งที่การเมืองนั้นๆ  ถูกสร้างอยู่บนบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่นอกเหนือตัวประสบการณ์นั้นๆ  เอง  เพศภาวะและการเมืองของเพศภาวะจึงไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถจำกัดนิยมและจำกัดความได้อย่างคงที่และถาวรในบริบทสังคมและวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง

                ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเพศสภาพ (Gender) ของชาย-หญิงเป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมา  ทั้งจาก “วัฒนธรรม”  และ  “อำนาจ” ในการที่จะรักษาสภาพความแตกต่างนั้น  ซึ่งนั้นหมายถึงว่า เพศสภาพดังที่เป็นอยู่ก็มิได้เป็นสิ่งที่สถิตย์ ไม่เปลี่ยน แปลง และ "เป็นธรรมชาติ" ดังนั้นชาย-หญิง ก็อาจจะมีเพศสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปได้  ความเป็นเพศชายและความเป็นเพศหญิงจะเป็นวาทกรรมที่ถูกรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่  (Deconstructed  and  reconstructed)  ได้ตลอดเวลา  นอกจากนั้นวาทกรรมนี้ยังเลื่อนไหลตามพื้นที่  (Space)  และเวลา (Time) ที่ต่างไปออก  ขึ้นอยู่กับว่าผู้หญิงในศตวรรษที่  21 จะเข้าใจถึงความแตกต่างอันเกิดมาจากการสร้างทางสังคม (Socializations)  และสร้างความหมายใหม่ของตัวเธอภายใต้สถานการณ์แห่งความเป็นจริงได้เพียงใด  ซึ่งนั้นมันรวมไปถึงความพร้อมทางความคิด  ความรู้  และการเปิดพื้นที่ของการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างสังคม  ซึ่งหากไม่เป็นความฝันจนเกินไปคงมีโอกาสได้เห็นผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะที่ความสามารถไม่ถูกจำกัดแค่เพศสภาพ

 

อ้างอิง

 

กาญจนา  แก้วเทพ & สมสุข หินวิมาน. (2551).  สายธารแห่งนักคิดทฤษฎี เศรษฐศาสตร์การเมืองกับสื่อสารการศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์.

ปรานี  วงษ์เทศ. (2544). เพศและวัฒนธรรม.  กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์

ปิ่นแก้ว  เหลืองอร่ามศรี. (2549). บทบรรณาธิการ-ผู้หญิง  ประสบการณ์  และการเมืองว่าด้วยเพศภาวะ  ใน วารสารสังคมศาสตร์  ฉบับที่ 2 / 2549

ภัสสร  สิมานนท์. (2542). บทบาทเพศ  สถานภาพสตรี  กับการพัฒนา. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เมทินี พงษ์เวช. (2544 ) . มิติหญิงชายและประสิทธิภาพของการบริหารและดำเนินงาน.กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ.

วารุณี ภูริสินสิทธิ์. [มปป]. ความเป็นเพศ (GENDER).  ค้นเมื่อ  18  มกราคม 2550. บทความจากhttp://www.midnightuniv.org/midnightuniv/newpage91.htm

 

 

 


[1] สาขาสังคมวิทยาการพัฒนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น