ผลไม้เพื่อสุขภาพที่ดีนะ
ผลไม้เพื่อสุขภาพ
เชอรี่ ผลไม้ที่มีรสหวานหอม ลูกเชอรี่สามารภนำไปแปรสภาพได้เป็น "น้ำเชอรี่" ใช้เป็นยาได้ นอกจากจะใช้ผลเชอรี่เป็นยาแล้ว รากและใบ และเม็ดในของเชอรี่ ล้วนใช้เป็นยาได้ คุณสมบัติที่สำคัญของเชอรี่ คือ เป็นยาบำรุงกำลัง รักษาอาการชาตามแขนและขาที่เป็นอัมพาต แก้โรคไขข้ออักเสบ ปวดหลังปวดเอว แพ้อากาศเย็น และยังช่วยทำให้ออกหัดเร็วขึ้น นอกจากนี้รากเชอรี่สด สามารถนำมาขับพยาธิตัวกลม และพยาธิเข็มหมุดได้ ใบเชอรี่นำมาตำแล้วคั้นเอาน้ำดื่ม ส่วนกากยานำไปพอกแผลที่แมลงกัดต่อย
นอกจากนี้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางเนื่องจากขาตธาตุเหล็ก การรับประทานลูกเชอรี่จะมีผลดีต่อร่างกายมากเพราะว่าใน ลูกเชอรี่มีธาตุเหล็กอยู่ปริมาณสูงจึงจัดให้เป็นผลไม้ที่มีธาตุเหล็กสูงที่สุดชนิดหนึ่ง
มะนาว
มะนาวเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีน้ำมากและมีรสเปรี้ยวมาก นิยมนำมาปรุงรสชาติให้อาหาร และทำเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายได้ดีด้วย คือทำเป็นน้ำมะนาว ในน้ำมาะนาวที่มีรสเปรี้ยว เนื่องจากมีกรดหลายชนิด ทำให้มีสรรพคุณในการ ช่วยย่อยอาหาร เสริมกรดในกระเพาะอาหาร สารเคมีที่สำคัญในมะนาวคือ
มีวิตามินซีอยู่ปริมาณมากจึงใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตวิตามินซี ใช้ในการรักษาอาการขาดวิตามินซี ลักปิดลักเปิด อาการเลือดออกตามไรฟัน ในทางการแพทย์โบราณจีนจัดมะนาวเป็นยารสเปรี้ยวจัด ฤทธิ์เย็น มีสรรพคุณแก้กระหาย ขับเสมหะ ส่วนที่นำมาทำยา
รากและต้นมะนาว : ใช้เป็นยาแก้ปวด แก้อาการฟกช้ำจากการถูกตี
เปลือกมะนาว : มีสารจำพวกน้ำมันหอมระเหย มีกลิ่นที่หอม ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาขับลม ยังใช้ปรุงแต่งกลิ่นอาหาร เปลือกมะนาวยังมีวิตามินซี จึงนิยมใช้มะนาวพร้อมทั้งเปลือกแช่กับนย้ำชาเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มาก
ใบมะนาว : มีน้ำมันหอมระเหย และวิตามินซี ใช้เป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องร่วง
ใบมะนาวตากแห้ง : ต้มกำน้ำรับประทานแทนน้ำชา แก้ไอ ท้องอืดเฟ้อ ส้ม
ส้มเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ที่เรารู้จักกันดี มีขายทั่วไปเกือบตลอดทั้งปี ราคาถูก ส้มที่ขายกันอยู่ทั่วไปมีหลายพันธุ์ แต่ลักษณะที่เหมือนกันทั่วไปคือ มีวิตามินหลายชนิดอย่างมากมากมาย และ มีน้ำตาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินซี (C) จะมีอยู่ปริมาณมาก ยังมีโปรตีนและสารบำรุงต่างๆอีกหลายชนิด
ส้มยังมีผลการรักษาต่อโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง คนสูงอายุไอหอบ อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะเรื้อรัง ส้มทำให้ปลอดชุ่มชื่น แก้ไอ ละลายเสมหะ ทำให้เลือดลมเดินสะดวก แก้กระหายเหมาะที่จะใช้กับผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ
ส้มทั้งต้น ล้วนใช้เป็นยาและมีประโยชน์แทบทุกส่วน เช่น เปลือกส้ม เมล็ดส้ม ใบ ล้วนเป็นยาได้ ที่มีคุณค่าทางยามากคือ เปลือกส้ม ใช้เป็นยาปรับเลือดลม ละลายเสมหะ แก้ไอ ช่วยเจริญอาหาร เปลือกส้มจีนที่ขูดเยื่อในสีขาวออกไป เหลือเฉพาะเปลือกนอก มีสรรพคุณในการปรับลมปราณของปอด ละลายเสมหะ แก้ไอ คลื่นไส้ อาเจียน
ส่วนที่นำมาทำยา
น้ำส้มคั้น : คั้นเอาน้ำส้มทาบริเวณแผลที่ติดเชื้อ หรือไฟลวก ผิวหนังอักเสบ ในน้ำส้มมีสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
เปลือกส้ม : เปลือกส้มแช่ในน้ำ ที่จะใช้ล้างหน้าหรืออาบน้ำ ใช้ล้างหน้าหรืออาบน้ำ ช่วยบรรเทาผิวหนังที่หนา หยาบกร้าน
เปลือกส้มแห้ง : เปลือกส้มแห้งแช่ดองในเหล้าขาว ดื่มยาดองเหล้าสจำนวนพอเหมาะ ช่วยบำรุงปอด ละลายเสมหะ มะม่วง
มะม่วงนอกจากรับประทานสดแล้ว ยังสามารำนำมาประกอบเป็น มะม่วงดอง มะม่วงเค็ม มะม่วงกวน มะม่วงแช่อิ่มได้ มะม่วงเป็นผลไม้ที่มี เนื้อหวาน มัน เปรี้ยวหวาน กลิ่นหอมน่ารับประทาน มีทั้งชนิดกินผลดิบและผลสุก นอกจากจะใช้เนื้อมะม่วงเป็นยาแล้ว เมล็ดในมะม่วง เปลือกหุ้มลำต้น และใบมะม่วง ก็ล้วนเป็นยาได้
มะม่วงมีสารอาหารหลายชนิดเช่น วิตามิน น้ำตาล และกรดอินทรีย์อีกหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณทางยาที่วิเศษนัก เนื้อมะม่วงใช้เป็นยาแก้ไอ แก้อการคลื่นไส้อาเจียน ดับกระหาย ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ เป็นยาปรับเลือดลม ทำให้เลือดลมเป็นปรกติ และยังสามารถแก้อาการแ้ต่างๆ และอาการอับเสบได้ด้วย สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตอักเสบ ไม่ควรรับประทานมะม่วงมาก เพราะอาจทำให้โรคที่เป็นอยู่เป็นมากยิ่งขึ้น
ส่วนที่นำมาทำยา
มะม่วงสด : รับประทานมะม่วงสดทั้งเปลือกและเนื้อ ป้องกันเลือดออกตามเหงือกโดยรับประทานวันละ 1 ครั้ง และ ไอ หอบ เสมหะมาก รับประทานวันละ 3 ครั้ง จะช่วยรักษาอาการได้
ใบมะม่วง : นำใบมะม่วงต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ต้มได้ไปล้างแผล หรือใช้ใบที่ล้างสะอาดตำให้แหลกพอกที่แผล จะช่วยให้สมานแผลได้เร็วยิ่งขึ้น แอปเปิ้ล
แอปเปิ้ลมีเกลือแร่ที่มีวิตามิน ที่เป็นประโยชน์หลายอย่างต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังมีเกลือโปตัสเซี่ยมอยู่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้นถ้ารับประทานแอปเปิ้ลช่วยขับเกลือที่ทีมากเกินไปออกจากร่างกาย มีผลทำให้ความดันเลือดลดลง และถ้ารับประทานแอปเปิ้ลเป็นประจำจะเป็นการเพิ่มปริมาณของเกลือโปตัสเซียมในร่างกาย ทั้งกระตุ้นการขับเกลือโซเดี่ยมออกจากร่างกายด้วยแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่มีรสอร่อยมีหลายชนิดเช่น ชนิดเปลือกแดง เปลือกเขียวและกลิ่นกล้วยหอม เป็นต้น ปัจจุบันยังต้องสั่งเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนมาก
แอปเปิ้ลเป็นยาระบายและแก้โรคท้องร่วง เพราะแอปเปิ้ลมีวิตตามินอยู่จำนวนมาก ทำให้อุจจาระอ่อนตัว จึงระบายออกได้ง่ายขึ้น องุ่น
องุ่นเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน เปรี้ยว มีขายทั่วไป เป็นอาหารบำรุงร่างกายอีกชนิดหนึ่ง นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารยังมีสรรพคุณทางยาที่ดีหลายชนิด สารอาหารที่สำคัญคือ น้ำตาล
และสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์อีกประมาณ 7-8 ชนิด น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโคส วิตามินซี นอกจากนี้ยังมีเหล็ก และ แคลเซี่ยมองุ่นยังสามารถนำไปทำเป็นเหล้าองุ่น ซึ่งเป็นเหล้าบำรุง ส่วนเครือและราก ใช้เป็นยา ขับลม ขับปัสสาวะ รักษาโรคไขข้ออักเสบ ปวดเอ็น ปวดกระดูก และมีฤทธิ์ ระงับประสาท แก้ปวด แก้อาเจียนอีกด้วย
การรับประทานองุ่นเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง คนที่ร่างกายผอมแห้งแรงน้อย แก่ก่อนวัย ไม่มีเรี่ยวแรง ถ้ารับประทานองุ่นเป็นประจำ จะช่วยเสริมทำให้ร่างกายค่อยๆแข็งแรงขึ้นได้ มะละกอ
มะละกอเป็นพืชที่มีปลูกทั่วไป ปลูกมากทางภาคอีสาน ผลสุกนำไปรับประทานเป็นผลไม้ หรือของว่าง ส่วนผลดิบสามารถนำไปประกอบอาหารชนิดต่างๆ สารประกอบในผลมะละกอ มีหลายชนิดเช่น จำพวกกรดอินทรีย์ โปรตีน ไขมัน น้ำตาล วิตามิน B, C จากากรทดลองทางเภสัชวิทยา พบว่า สาร Carpine มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และจากการทดลองในหลอดทดลองพบว่าสาร Carpine นี้มีฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคและเชื้ออามีบ้า ส่วนเอ็นไซม์ Papain สามารถทำให็ดปรตีนแตกตัว เป็นกรดอมิโน จึงช่วยในการย่อยโปรตีน แก้อาการอาหารไม่ย่อย
ส่วนที่นำมาทำยา
เนื้อมะละกอดิบ : เนื้อมะละกอดิบตากแห้งบดเป็นผงละเอียดโรยบริเวณผิวหนัง รักษาเด็กผิวหนังอักเสบ มีผื่นแดง เป็นตุ่มพุพอง แสบคัน และมะละกอดิบตากแห้งนำมาบดเป็นผง รับประทานตอนเช้าขณะที่ท้องว่าง สามารถขับพยาธิตัวตืด และพยาธิตัวกลมได้
เนื้อมะละกอสด : หรือต้มกินเป็นอาหาร ช่วยทำให้หายปวดท้อง และอาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย ส้บปะรด
สับปะรดเป็นพืชที่รสชาติดี ใช้กินเป็นผลไม้ หรือปรุงเป็นอาหาร เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป นิยมนำไปทำเป็นสับปะรดกระป๋อง และสับปะรดกวน ส่วนใบมีเส้นใยยาวเหนียวนำไปเป็นเชือก หรือ ทำเป็นกระดาษ สับปะรดมีรสหวานฝาดเล็กน้อย มีสารอาหารที่มีประโยชน์จำนวนมาก คุณค่าทางยาสูง มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหารจำพวกเนื้อ เสริมการดูดซึมอาหาร ดับร้อนอก้กระหาย สับปะรดยังมีสารจำพวก น้ำตาล กรด วิตามิน อยู่หลายชนิด การรับประทานสับปะรดเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรค ไตอักเสบ ความดันโลหิตสูง หลอดลมอักเสบ
สับปะรดที่เริ่มนิ่ม มีน้ำเหนียวๆ ไหลออกมา แสดงว่าสุกมากเกินไปและเริ่มเน่า ไม่ควรจะใช้รับประทาน วิธีการรับประทานที่ถูกวิธีคือ ใช้มีดใหญ่เฉือนเปลือกออกจนหมด จากนั้นจึงใช้มีดตัดส่วนตาออกเป็นร่องเฉียงเป็นแถวๆ เอาส่วนตาออกแล้วตัดเป็นชิ้นออก แล้วเอาเกลือแกงทาให้ทั่วหรือมิฉะนั้นก็แช่ในน้ำเกลือบางๆ แช่ไว้ประมาณ 2-3 นาที การทาเกลือหรรือแช่ในน้ำเกลือนอกจากจะทำให้รสชาติดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำลายสารจำพวก Glycoalkaoid และ เอ็มไซม์ บางชนิด ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หลังรับประทาน ทับทิม
ทับทิมเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่มีอยู่ทั่วไป รสชาติ หวาน เปรี้ยว อุ่น ฝาด ไม่มีพิษ เป็นพืชสำคัญอีกชนิดหนึ่งเพราะเปลือกหุ้มราก และ
เปลือกหุ้มผล เป็นยาที่สรรพคุณดีในผลทับทิมมีสารจำพวก tannin น้ำตาลหลายชนิด เปลือกหุ้มรากมีอัลคาลอยด์ น้ำตาล และ ยางเรชินส่วนที่นำมาทำยา
เปลือกหุ้มราก : ใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืดเปลือกหุ้มผลเป็นยาดีในการรักษาโรคบิด และต้านเชื้อได้อีกหลายชนิด
เปลือกหุ้มผล : (คั่วจนกรอบแล้วบดเป็นผง) แก้ท้องร่วง ถ่ายไม่หยุด สตรีมีประจำเดือนมามากกว่าปกติ
เนื้อทับทอมสด : (1-2 ผล สับละเอียด เติมน้ำร้อนเดือดและแช่ไว้พออุ่นแล้วกรองเอากากยาออก) ใช้บ้วนปาก หลายครั้งต่อวัน รักษาอาการเจ็บคอ มีแผลร้อนในปาก ต่อมทอมซิลอักเสบ
ใบทับทิมอ่อน(สด) : ต้มทิ้งไว้จนเหลือครึ่งถ้วย กรองเอาน้ำที่ได้ ทำเป็นยาหยอดตา หรือยาล้างตา
ดอกทับทิม : นำมาคั่วจนแห้งแล้วบดให้เป็นผง ผสมการะบูร เป่าเข้าหู รักษาอากรหูน้ำหนวก มะขาม
มะขามเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอีกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดีเพราะนอกจากจะรับประทานเป็นผลไม้แล้ว ยังนำไปเป็นเครื่องปรุงอาหารได้หลายอย่าง ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารรสเปรี้ยวหลายชนิด มะขามเป็นผลไม้ ที่มีรสหวาน เปรี้ยว เย็น ช่วยดับร้อน ช่วยย่อยอาหาร เบื่ออาหาร สตรีแพ้ท้อง เด็กผอมแห้ง แรงน้อย นอกจากนี้ยังพบว่าเนื้อมะขามมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เปลือกหุ้มเมล็ดชาวอัฟริกาใช้รักษาโรคบิด
ส่วนที่นำมาทำยา
มะขามสดหรือแห้ง : ต้มรับประทานน้ำ ใช้ดับร้อน แก้อาการเบื่ออาหาร สตรีแพ้ท้อง ท้องผูก เด็กขาดอาหาร ผอมแห้งแรงน้อย
เมล็ดในที่มีสีขาวต้มกับน้ำ : คั่วให้เนื้อในเหลือง ใส่เกลือเล็กน้อย กะเทาะเปลือกออกแล้วแช่น้ำให้นิ่มเคี้ยวกินเช่นถั่ว ใช้ขับพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย
มะขามต้มกับอาหาร: กินเป็นประจำ ลดความดันได้เป็นอย่างดี ฝรั่ง
ฝรั่งเป็นผลไม้ รสหวาน เปรี้ยว ฝาด ฤทธิ์ปานกลาง เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีวิตามินซี อยู่ปริมาณมาก โดยทั่วไปแล้วจะใช้ผลฝรั่งที่ยังโตเต็มที่แล้วแต่ยังไม่สุก เป็นยา นอกจากนี้ รากต้นฝรั่งเปลือกหุ้มลำต้น และ ใบฝรั่งก็ล้วนมีสรรพคุณทางยา ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีให้รับประทานเกือบตลอดปี นิยมรับประทาน ผลที่ยังดิบ หรือสุกไม่เต็มที่ อาจทำเป็นฝรั่งดองมีขายทั่วไป
ฝรั่ง ใช้เป็นยาแก้โรคบิด ท้องร่วง ห้ามเลือด สมานแผล ลำไส้อักเสบ
ส่วนที่นำมาทำยา
ใบฝรั่ง : จำนวนพอเหมาะ ต้มเอาส่วนน้ำที่ได้ ล้างผิวหนังบริเวณที่เป็นแผล วันละหลายครั้ง รักษาโรคผิวหนังอักเสบ มีผื่นแดง มีตุ่มพุพอง แสบคัน
ใบฝรั่งแห้ง : ต้มดื่มส่วนน้ำ ดื่มวันละ 2-3 ครั้ง รักษาโรคบิด และ ลำไส้อักเสบ
ผลฝรั่งที่ยังไม่สุก : หรือ เปลือกหุ้มลำต้นไปตากแห้ง แล้วบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้ง ปิดแผล ห้ามเลือดจากบาดแผลมีดบาด ถูกตีฟกช้ำดำเขียวเอา เปลี่ยนยาวันละ 2-3 ครั้ง
ผลฝรั่ง : รับประทานเป็นผลไม้ เป็นประจำ ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
ใบ: ใช้เคี้ยวและคายกากออกจะช่วยระงับกลิ่นในปากได้ มะเขือเทศ
มะเขือเทศ เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบอเมริกาใต้ จากนั้นจึงแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย ปัจจุบันมีปลูกกันทั่วไป เป็นผลไม้ หรือ นำไปปรุงเป็นอาหาร คั้นเป็นน้ำมะเขือเทศ ทำเป็นสลัด และทำซอสมะเขือเทศ เป็นต้น
มะเขือเทศ มี วิตามินหลายชนิดเช่น วิตามิน A, C, B1 รสเปรี้ยวของมะเขือเทศเกิดจากการที่มีกรดชิตริค นอกจากนี้ยังมีเกลือแร่อีกหลายชนิด
วิตามิน B1 เป็นสารอาหารที่สำคัญในการพัฒนาการของสมองซึ่งวิตามินนี้มีในมะเขือปริมาณมาก ดังนั้นการที่ให้เด็ก ๆ รับประทานมะเขือเทศให้มาก จะช่วยทำให้ความจำดีขี้น ลดอาการอ่อนล้าของสมอง
วิตามิน C ที่มีในมะเขือเทศชื่อว่า มีสรรพคุณในการเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยในการห้ามเลือด ปัจจุบันมีการทดลองพบว่ามะเขือเทศ มีฤทธิ์ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และมีสารช่วยย่อยอาหารอีกด้วยในทางการแพทย์แผนโบราณจีนถือว่า มะเขือเทศมีรสหวานเปรี้ยว เย็นเล็กน้อย มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร แก้แผลร้อนในในช่องปาก ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดับกระหาย เป็นยาดับร้อนถอนพิษ ทำให้เลือดเย็น ลดความดันเลือด เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นอาหารของผู้ป่วยโรคความดัน โรคหัวใจ และโรคตับอักเสบ ถ้ารับประทานมะเขือเทศเป็นประจำวันละ 1 - 2 ผล จะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย แตงโม
เป็นผลไม้ที่ปลูกได้ในเขตร้อน มีปลูกมากในเขตภาคอีสานของประเทศไทย เนื้อ น้ำจากผล เมล็ด และเปลือกแตงโมล้วนใช้เป็นยาได้
เนื้อของแตงโมใช้กิน เป็นผลไม้ เมล็ดนำไปคั่วทานเป็นอาหารว่าง เปลือกแตงโมก็ยังสามารถนำไปปรุง อาหารได้เช่นกันแตงโม มีสรรพคุณ 4 ชนิดใหญ่ คือ เป็นยาบำรุง ทำให้เจริญอาหาร เป็นยาช่วยย่อย และเป็นยาขับปัสสาวะ นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ลดความดันเลือด จึงกล่าววได้ว่า แตงโม ไม่เพียงแต่เป็นยาเย็นดับร้อนเท่านั้นยังเป็นยาที่รักษาโรคอื่น ๆ ได้ด้วย
สารประกอบในแตงโมนั้นส่วนมากเป็นน้ำ ซึ่งมีอยู่ถึง 94% จัดเป็นผลไม้ที่มีน้ำมาก นอกจากนี้ยังมีไขมัน น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลฟลุโตส วิตามิน B1, B2, C และเกลือแร่ หลายชนิด ส่วนที่นำมาทำยา
เปลือกแตงโม รักษาโรคไตอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
เปลือกแตงโมแห้ง รักษา ริมฝีปากแตก เจ็บคอ
ปลือกแตงโมตากแห้ง บดผสมกับเกล็ดการบูร ทาบริเวณ ฟันที่ปวด รักษาอาการปวดฟัน
ดื่มน้ำคั้นจากแตงโมแช่เย็น บรรเทาอาการเป็นหวัด เหงื่อออกมากและกระหายน้ำ มะพร้าว
มะพร้าว เป็นพืชเขตร้อน ปลูกได้ทั่วไปในประเทศไทย แต่ปลูกมากทางภาคใต้ และ เมืองทางชายทะเล เนื้อมะพร้าวกินสด ๆ ได้เลย หรือ นำไปคั้นเป็นกะทิใช้ในการปรุงอาหารต่าง ๆ ได้หลายชนิด มะพร้าว มีรสหวาน อุ่น กลิ่นหอม ในเนื้อมะพร้าวมีน้ำมันอยู่ถึง 60 - 65% ส่วนในน้ำมะพร้าวมี น้ำตาลหลายชนิดเช่น น้ำตาลซูโคส น้ำตาลกูลโคส เป็นต้น ส่วนที่สำคัญของมะพร้าวคือ ส่วนเนื้อ มีฤทธิ์ บำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย น้ำมะพร้าว ใช้แก้กระหาย ดับร้อน และยังใช้ขับพยาธิได้ด้วย จาวมะพร้าว (หมายถึงต้นอ่อน ในผลมะพร้าวที่ยังไม่งอกออกมา) ยังอาจใช้เป็นยาขับพยาธิได้เช่นกัน ส่วนที่นำมาทำยา
มะพร้าว : ครั้งละ ครึ่งลูก ถึง 1 ลูก ช่วยขับพยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด โดยกินน้ำมะพร้าวเสียให้หมดก่อนจากนั้นจึงกินเนื้อ ให้กินตอนเช้าขณะท้องว่าง กินครั้งเดียวให้หมด ( กินเช่นนี้แล้วไม่จำเป็นต้องกินยาถ่ายร่วมด้วยก็มีฤทธิ์ถ่ายพยาธิออกได้เลย ) หลังจากนั้นอีก 3 ชั่วโมง จึงรับประทานอาหารได้ตามปกติ ฤทธิ์การขับพยาธิของมะพร้าวนั้นใกล้เคียงกับหมากแต่ไม่มีผลข้างเคียง และใช้ได้ปลอดภัยกว่ามาก
น้ำมะพร้าว : รับประทานน้ำมะพร้าวจำนวนพอเหมาะ เป็นประจำ รักษา โรคหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure) บวมน้ำ
เปลือกหุ้มรากมะพร้าว : นำเอาไปตากให้แห้ง เติมน้ำตาลทรายขาว ต้มรับประทานน้ำทุกวัน ประมาณ 1 อาทิตย์ จึงได้ผล ถ้าอาการไม่มาก 2 - 3 วันอาจหายได้ น้ำมันที่ได้จากกะลามะพร้าว ใช้เป็นยาทารักษาโรคผิวหนังขี้กลากตามตัว ตามเท้า ทั้งผลการรักษายังดีกว่าใช้ยาจำพวกกรดซาลิคไซริค (Salicylic acid) เสียอีก กล้วยหอม
มีปลูกอยู่ทั่วไปในประเทศไทย มีรสหวานหอม เป็นกล้วยชนิดหนึ่ง ที่ชอบอากาศร้อน
นอกจากจะนำมาใช้รับประทานเป็นผลไม้แล้วยังสามารถนำมาสกัดเอาส่วนที่เป็นกลิ่นหอมไปผสมในอาหาร หรือขนมอย่างอื่นด้วย สารอาหารที่สำคัญในกล้วยหอมได้แก่ แป้ง โปรตีน ไขมัน น้ำตาล วิตามินหลายชนิด กล้วยหอมเป็นผลไม้ รส หวาน เย็น ไม่มีพิษ จัดเป็นผลไม้ บำรุงร่างกายที่ดีชนิดหนึ่ง กล้วยหอมยังสามารถใช้รักษาโรคได้หลายชนิด เป็นยาทำให้ปอดชุ่มชื้น แก้กระหาย ถอนพิษ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีฤทธิ์ลดความดันเลือดด้วยสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตอักเสบเฉียบพลัน หรือไตอักเสบเรื้อรังที่กลับเป็นแบบเฉียบพลันรวมทั้งสมรรถภาพของไตไม่สมบูรณ์ ไม่ควรรับประทานกล้วยหอม เพราะจะทำให้โรคเป็นมากยิ่งขึ้น สรรพคุณ
กล้วยหอม นำส่วนต่างๆ มารักษาโรค เช่น
โรคความดันโลหิตสูง เอาเปลือกกล้วยหอมสดต้มรับประทานน้ำ นอกจากนี้ ถ้าเอาปลีกกล้วย (ดอกกล้วย) ต้มรับประทานน้ำเป็นประจำจะป้องกัน เส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งทำให้มีเลือดคลั่งในสมอง
ริดสีดวงทวาร เลือดออก ท้องผูก รับประทานกลัวยหอมตอนเช้าขณะท้องว่าง วันละ 1-2 ผลเป็นประจำทุกวัน มีไข้ตัวร้อน กระหายน้ำ กระสับกระส่าย คอแห้ง เจ็บคอ : รับประทานกล้วยหอมครั้งละ 1-2 ผล วันละ 3 ครั้ง
มือเท้าแตก เอากล้วยหอมที่สุกงอมเต็มที่ ถ้าเปลือกกล้วยสีดำยิ่งได้ผลดี) บีบเอากล้วยที่สุกแล้วนี้ออกมา ทากล้วยหอมที่ได้นี้ที่มือ เท้าที่แตก หลังจากแห้งแล้วจะมีความรู้สึกลื่นเย็นสบาย และทาทิ้งไว้เช่นนั้นหลายชั่วโมงจึงล้างออก ให้ทำเช่นนี้ตอนก่อนนอนหลังจาก ล้างมือล้างเท้าสะอาดแล้ว ทำติดต่อกันหลายครั้งจะค่อยๆ ดีขึ้น
ไอเรื้อรัง กล้วยหอม 1-2 ผล ใช้เนื้อของกล้วยหอมที่ปอกเปลือกออกแล้วผสมกับน้ำตาลทรายขาวพอเหมาะ และนำไปตุ๋น ใช้ไฟอ่อนๆ จนสุก รับประทานวันละ 1-2 ครั้ง กินติดต่อกันหลายวัน
ฝีบวม เอาใบกล้วย หรือก้านใบกล้วย ตำให้แหลก ทาพอกบริเวณที่เป็นแผล
