ระบบปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intellingence : AI
ระบบปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intellingence : AI
"AI" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ AI (แก้ความกำกวม)
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) หมายถึงความฉลาดเทียมที่สร้างขึ้นให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ปัญญาประดิษฐ์เป็นสาขาหนึ่งในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นหลัก แต่ยังรวมถึงศาตร์ในด้านอื่นๆอย่างจิตวิทยา ปรัชญา หรือชีววิทยา ซึ่งสาขาปัญญาประดิษฐ์เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการการคิด การกระทำ การให้เหตุผล การปรับตัว หรือการอนุมาน และการทำงานของสมอง แม้ว่าดังเดิมนั้นเป็นสาขาหลักในวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่แนวคิดหลายๆ อย่างในศาสตร์นี้ได้มาจากการปรับปรุงเพิ่มเติมจากศาสตร์อื่นๆ เช่น
- การเรียนรู้ของเครื่อง นั้นมีเทคนิคการเรียนรู้ที่เรียกว่า การเรียนรู้ต้นไม้ตัดสินใจ ซึ่งประยุกต์เอาเทคนิคการอุปนัยของ จอห์น สจวร์ต มิลล์ นักปรัชญาชื่อดังของอังกฤษ มาใช้
- เครือข่ายประสาทเทียมก็นำเอาแนวคิดของการทำงานของสมองของมนุษย์ มาใช้ในการแก้ปัญหาการแบ่งประเภทของข้อมูล และแก้ปัญหาอื่นๆ ทางสถิติ เช่น การวิเคราะห์ความถดถอยหรือ การปรับเส้นโค้ง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันวงการปัญญาประดิษฐ์ มีการพัฒนาส่วนใหญ่โดยนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ อีกทั้งวิชาปัญญาประดิษฐ์ ก็ต้องเรียนที่ภาควิชาคอมพิวเตอร์ของคณะวิทยาศาสตร์หรือคณะวิศวกรรมศาสตร์ เราจึงถือเอาง่าย ๆ ว่า ศาสตร์นี้เป็นสาขาของวิทยาการคอมพิวเตอร์นั่นเอง
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)
ความ เจริญก้าวหน้า ของคอมพิวเตอร์ เป็นไปใน ทุกด้าน ทั้งทางด้าน ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ การที่มี พัฒนาการ เจริญก้าวหน้า จึงทำให้ นักคอมพิวเตอร์ ตั้งความหวัง ที่จะทำให้ คอมพิวเตอร์ มีความฉลาด และช่วยทำงาน ให้มนุษย์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะวิทยาการ ด้านปัญญา ประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ซึ่งเชื่อกันว่า จะเป็นวิทยาการที่ จะช่วยให้มนุษย์ใช้ คอมพิวเตอร์ แก้ปัญหาต่างๆ ที่สำคัญ เช่นการให้ คอมพิวเตอร์ เข้าใจ ภาษามนุษย์ รู้จักการ ใช้เหตุผล การเรียนรู้ ตลอดจนการ สร้างหุ่นยนต์
ปัญญาประดิษฐ์ มีความหมายถึง การสร้าง เครื่องจักร ให้สามารถ ทำงาน ได้เหมือนคน ที่ใช้ปัญญา หรืออาจ กล่าวได้ว่า เป็นการ ประดิษฐ์ปัญญา ให้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้ คอมพิวเตอร์ สามารถจำลอง การทำงานต่างๆ เลียนแบบ พฤติกรรม ของคน โดยเน้นแนวคิด ตามแบบ สมองมนุษย์ ที่มีการวาง แผนการเรียนรู้ การให้เหตุผล การตัดสินใจ การแก้ปัญหา ตลอดจน การเลือกแนวทาง ดำเนินการใน ลักษณะคล้ายมนุษย์
ความรู้ ทางด้าน ปัญญาประดิษฐ์ จึงรวมไปถึง การสร้างระบบ ที่ทำให้ คอมพิวเตอร์ สามารถ มองเห็น และจำแนกรูปภาพ หรือสิ่งต่างๆ ออกจากกัน ในด้าน การฟังเสียง ก็รับรู้ และแยกแยะเสียง และจดจำ คำพูด และเสียงต่างๆ ได้ การสัมผัส และรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร จะต้องมี กระบวนการ เก็บความรอบรู้ การถ่ายทอด การแปลความ และการนำเอา ความรู้มา ใช้ประโยชน์
หากให้ คอมพิวเตอร์ รับรู้ข่าวสาร และเหตุการณ์ ต่างๆ แล้ว ก็สามารถ นำเอา ความรู้ต่างๆ เหล่านั้น มาประมวลผล ได้ ก็จะ มีประโยชน์ได้มาก เช่น ถ้าให้ คอมพิวเตอร์ มีข้อมูล เกี่ยวกับคำศัพท์ มีความเข้าใจ ในเรื่องประโยค และความหมายแล้ว สามารถ ประมวลผล เข้าใจประโยค ที่รับเข้าไป การประมวลผล ภาษาในลักษณะ นี้จึงเรียกว่า การประมวลผล ภาษาธรรมชาติ โดยจุดมุ่งหมาย ที่จะทำให้ คอมพิวเตอร์ มีความสามารถ ในการใช้ภาษา เข้าใจภาษา และนำไปประยุกต์ งานด้านต่างๆ เช่น การตรวจสอบ ตัวสะกดใน โปรแกรมประมวลคำ ตรวจสอบการ ใช้ประโยคที่กำกวม ตรวจสอบ ไวยากรณ์ ที่อาจผิดพลาด และหากมี ความสามารถ ดีก็จะนำไปใช้ ในเรื่อง การแปลภาษาได้
ปัญญาประดิษฐ์ จึงเป็นเรื่องที่ นักวิจัย ได้พยายาม ดำเนินการ และสร้างรากฐาน ไว้สำหรับอนาคต มีการคิดค้น หลักการ ทฤษฎี และวิธีการต่างๆ เพื่อทำให้ คอมพิวเตอร์ สามารถทำงาน อย่างมีเหตุผล มีการพัฒนา โครงสร้างฐาน ความรอบรู้
ปัญญาประดิษฐ์ เป็นวิชาการ ที่มีหลักการต่างๆ มากมาย และมีการนำออกไป ใช้บ้างแล้ว เช่น การแทน ความรอบรู้ ด้วยโครงสร้าง ข้อมูล ลักษณะพิเศษ การคิดหาเหตุผล เพื่อนำข้อสรุป ไปใช้งาน การค้นหา เปรียบเทียบ รูปแบบ ตลอดจน กระบวนการเรียนรู้ ที่เป็นประโยชน์ อย่างมีขั้นตอน เพื่อให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ สะสมความรู้ได้เอง
ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems-ES)
ES ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแก้ผู้ใช้ในการให้คำแนะนำที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ในบางสาขา ES เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เก็บข้อมูลและกฎเกณฑ์ของความรู้ ซึ่งรวบรวมมาจากสาขาวิชาที่ต้องการความเชี่ยวชาญไว้ในฐานความรู้ (knowledge base) และโปรแกรมจะดำเนินการเมื่อมีการป้อนข้อมูลโดยผู้ใช้ ในลักษณะการถามตอบและประมวลผล คำตอบจากที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไปเพื่อหาข้อสรุปหรือคำแนะนำที่ต้องการ
ES เป็นสาขาหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence-AI) ซึ่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ การพัฒนา ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการเลียนแบบการเรียนรู้และพฤติกรรมการให้เหตุผลของมนุษย์
ES
1) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความรู้หรือความชำนาญแก่ผู้ใช้โดยทั่วไป เช่น การให้คำแนะนำสำหรับคนที่ได้รับพิษทางปากว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร
2) การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เชี่ยวชาญ ในการศึกษาสถานการณ์ โดยการรวบรวมสารสนเทศ การสังเกตหรือประเมินสถานการณ์ รวมทั้งการแนะนำในการจัดการ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เชี่ยวชาญนี้เป็นการตรวจสอบซ้ำ (double check) ว่าข้อมูลที่สำคัญ ไม่ได้ถูกละเลยไปในการพิจารณาปัญหาต่าง ๆ เช่น หมอใช้ ES เพื่อวินิจฉัยว่าคนไข้ป่วย ด้วยโรคหัวใจ หรือเป็นเพราะปัญหา Cardiac malfunction
3) ทดแทนผู้เชี่ยวชาญ โดยการใช้ฐานความรู้และความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อประเมินสถานการณ์ในกรณีที่ไม่สามารถหาผู้เชี่ยวชาญได้ เช่น ผู้ช่วยหมอใช้ ES ในการตรวจสอบผลการตรวจคลื่นหัวใจ (electro-cardigram printout) เพื่อดูว่าหัวใจของคนไข้ทำงานปกติหรือไม่
ตัวอย่างของ ES ที่นำไปใช้ในงานด้านต่างๆ
1) ด้านการแพทย์ : การให้คำแนะนำแก่หมอในการสั่งยาปฏิชีวนะให้คนไข้ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ หลายประการ เช่น ประวัติการเจ็บป่วยของคนไข้ แหล่งติดเชื้อ ราคาของยา
2) ด้านการผลิต : การให้คำแนะนำแก่โรงงานในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ชิ้นส่วนเครื่องบิน
3) ด้านธรณีวิทยา : ให้คำแนะนำแก่นักธรณีวิทยาในการวิเคราะห์ดินและน้ำมัน เพื่อพิจารณาในการขุดเจาะน้ำมัน
4) ด้านกระบวนการผลิต : ให้คำแนะนำในการกำหนดตารางเวลาในกระบวนการผลิต (Expert Systems Scheduling) ซึ่งทำให้บริษัทสามารถปรับตารางเวลาการการผลิต ให้สอดคล้องกับความต้องการในการเปลี่ยนแปลงการผลิตหรือเงื่อนไขของโรงงานที่เปลี่ยนไป อย่างรวดเร็วดังที่บริษัท General Motors ได้นำมาใช้
5) ด้านกระบวนการทำงานของบริษัทบัตรเครดิต : ใช้ ES ช่วยในกระบวนการทำงานตั้งแต่การประมวลการสมัครของลูกค้า การอนุมัติเครดิต การรวมบัญชีที่ค้างชำระเกินกำหนด ES ที่ใช้ระบบนี้เรียกว่า Authorization Assistant และทำให้บริษัทประหยัดเงินได้หลายล้านดอลล่าร์ในแต่ละปี (Haag et al.,2000)
6) ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ : การออกแบบ ES มาสำหรับช่วยบริษัทที่ทำธุรกิจต่างประเทศในการทำสัญญากับประเทศต่างๆ และใช้เป็นเครื่องมืออบรมพนักงานให้มีความรู้และทักษะในความซับซ้อนของการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น (Haag et al.,2000)
7) ด้านการค้าระหว่างประเทศ : บริษัทที่ติดต่อกับกลุ่มประเทศ NAFTA ต้องเผชิญปัญหากับภาษีและกฎระเบียบที่สลับซับซ้อนสำหรับสินค้าต่างๆ ตลอดจน ความเข้มงวดในเรื่องพิธีศุลกากร และการกำหนดโทษของการฝ่าฝืนค่อนข้างรุนแรง ดังนั้น ความเสี่ยงในการทำการค้ากลุ่มประเทศดังกล่าวจึงค่อนข้างสูง บริษัทต่างๆ จึงได้อาศัย ES สำเร็จรูปที่ชื่อว่า “Origin” เป็นเครื่องมือช่วยในการให้คำแนะนำในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ
องค์ประกอบของ ES
องค์ประกอบที่สำคัญของ ES ได้แก่ (Stairs & Reynolds, 1999)
1) ฐานความรู้ (Knowledge base) ซึ่งเก็บรวบรวมกฎเกณฑ์ต่างๆ (rules) ที่เกี่ยวข้องกับความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กฎเกณฑ์นี้จะช่วยให้ ES สามารถให้ข้อสรุปในเรื่องที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ใช้
2) โปรแกรมที่จะนำฐานความรู้ไปใช้เพื่อพิจารณาเสนอแนะแก้ปัญหาหรือโครงสร้างการตัดสินใจ (Inference engine) โดย Inference engine จะทำหน้าที่ในการจัดระบบและควบคุมกฎเกณฑ์ โดยจะให้เหตุผลต่างๆ เพื่อจะนำไปสู่ข้อสรุปหรือ ข้อเสนอแนะแก่ผู้ใช้
3) อุปกรณ์ช่วยในการอธิบาย (Explanation facility) อุปกรณ์ช่วยในการอธิบายช่วยทำให้ผู้ใช้เข้าใจกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินใจ
4) อุปกรณ์ในการหาความรู้ (Knowledge acquisition facility) เป็นอุปกรณ์ในการรวบรวมและเก็บความรู้ที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ
5) การเชื่อมโยงกับผู้ใช้ (User interface) เป็นการทำให้การพัฒนาและการใช้ ES ทำได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ซึ่งผู้ใช้สามารถนำไปช่วยในการสร้าง ES โดยใช้รูปภาพที่ผู้ใช้ต้องการ (เช่น จะใช้เมนูฟอร์ม)
ข้อจำกัดของ ES
ES มีข้อจำกัดดังนี้ (Haag et al.,2000)
1) การนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาใช้ใน ES ในบางครั้งอาจทำได้ยากเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญอาจจะไม่สามารถอธิบายได้ว่าตนเองรู้อะไรบ้าง และบางครั้งก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลของความรู้ได้อย่างชัดเจน
2) แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะสามารถอธิบายองค์ความรู้และกระบวนการการให้เหตุผลอย่างชัดเจน แต่กระบวนการในการสร้างกฎเกณฑ์อาจจะสลับซับซ้อนมากเกินไป จนไม่สามารถเสนอแนะคำตอบได้อย่างแน่ชัด
3) การใช้ ES จะใช้แก้ปัญหาที่ได้รับการออกแบบและใส่ข้อมูลในโปรแกรมแล้วเท่านั้น ดังนั้น ES จึงไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ นอกจากนี้ ES ไม่สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและไม่สามารถใช้ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่เพื่อจัดการกับปัญหาใหม่ๆ แบบที่มนุษย์ทำได้
4) ES ไม่มีวิจารณญาณในการเสนอแนะ ดังนั้นในบางกรณีอาจจะนำไปสู่อันตรายได้
ลักษณะความแตกต่างระหว่าง DSS และ ES
ผู้ใช้ DSS จะต้องมีความรู้ หรือความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่ตนเองเผชิญอยู่และต้องจัดการกับสถานการณ์นั้น แม้ว่า DSS จะช่วยสนับสนุนในการตัดสินใจแต่ผู้ใช้ต้องทราบว่าควรจะตั้งคำถามอย่างไร เพื่อจะได้คำตอบในการช่วยการตัดสินใจ และจะหาคำตอบได้อย่างไร รวมทั้งจะต้องดำเนินการต่ออย่างไร ส่วนระบบ ES ผู้ใช้เพียงแต่ให้ข้อเท็จจริงหรืออาการของปัญหาที่ต้องการคำตอบ ส่วนความรู้และความเชี่ยวชาญที่จะช่วยในการแก้ปัญหาจะมาจากระบบ ES
การวางแผนระบบสำนักงานอัตโนมัติ
ความหมายและความสำคัญของการวางแผนระบบสำนักงานอัตโนมัติ
1. ความหมายของการวางแผนระบบสำนักงานอัตโนมัติ
การวางแผนระบบสำนักงานอัตโนมัติ คือ การศึกษารายละเอียดทั้งหมดของระบบสำนักงานปัจจุบันเพื่อนำไปประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจสำหรับกำหนดทิศทางหรือแนวทางในการปฏิบัติที่เหมาะสม
2. ความสำคัญของการวางแผนระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- ช่วยกำหนดทิศทางขององค์การให้มีจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ที่แน่นอนชัดเจน
- ทำให้การดำเนินงานมีระเบียบแบบแผนและมีระบบ
- องค์การสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
- ผู้บริหารมีการตัดสินใจได้ดีขึ้น
- ทำให้การวิเคราะห์ปัญหาต่างๆเป็นไปโดยรอบคอบระมัดระวัง
- ทำให้การประสานงานระหว่างบุคลากรดีขึ้นลดการขัดแย้ง
- สามารถควบคุม ติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของระบบงานได้
- ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และแนวความคิดใหม่ๆ
3. คุณสมบัติของการวางแผนที่ดี
- การครอบคลุมงาน
- การประมาณ
- การยอมรับ
- การนำไปใช้
- การเปลี่ยนแปลง
องค์ประกอบของการวางแผนระบบสำนักงานอัตโนมัติ
1. บุคลากรหรือทีมงานวางแผน ประกอบด้วย ผู้บริหาร ผู้ชำนาญการ ผู้ใช้ระบบ และผู้ดำเนินการ
2. ข้อมูลรายละเอียดประกอบการวางแผน ซึ่งเป็นเอกสาร และวิธีการดำเนินงานในปัจจุบัน
3. วัตถุประสงค์ของการวางแผน ซึ่งพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้
- วัตถุประสงค์ของระบบ
- ขอบเขตของงาน
- งานที่ต้องดำเนินการ
- ขั้นตอนการดำเนินการ
- เวลา กำลังคน และทรัพยากรต่างๆ
4. วิธีการหรือกระบวนการที่จะทำให้แผนบรรลุวัตถุประสงค์
- เครื่องมือหรือเทคนิคในการวางแผน
- ทรัพยากรอื่นๆที่จำเป็น เช่น เงิน เวลา อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ
กระบวนการในการวางแผนพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
1. ขั้นตอนของการวางแผนพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- การจัดเตรียมทีมงานวางแผน
- การศึกษาความเป็นไปได้ ทั้ง 5 ด้าน คือ เทคโนโลยี เงินลงทุน การปฏิบัติงาน เวลา และกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ
- การนำเสนอผลการศึกษาความเป็นไปได้
- การปรึกษากับผู้บริหารระดับสูง
- การศึกษาสำรวจเบื้องต้น 3 ประการ คือ ระบบปัจจุบัน ความต้องการของบุคลากร และเทคโนโลยีใหม่ๆ
- การจัดทำแผน
2. ปัจจัยที่ควรคำนึงในการวางแผนพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- ข้อจำกัดอื่นๆ เช่น สภาวะแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และปริมาณทรัพยากรต่างๆ
- ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน
- บทบาทขององค์การ
การพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
องค์ประกอบในการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
1. ทีมงานพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- คณะกรรมการบริหารโครงการ มีหน้าที่ กำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ ขอบเขตการทำงาน จัดตั้งคณะทำงาน ฯลฯ
- กลุ่มที่ปรึกษา มีหน้าที่ ให้คำปรึกษาแนะนำ ให้ข้อมูลรายละเอียด
- กลุ่มผู้สนับสนุน มีหน้าที่ และข้อเสนอแนะและแนวทาง ให้การสนับสนุนด้านต่างๆ
- กลุ่มคณะทำงาน ซึ่งเป็นบุคลากรผู้ใช้และเจ้าของระบบสำนักงานอัตโนมัติ
2. แผนงานการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- แผนกลยุทธ์ เป็นแผนงานระยะยาวครอบคลุมระยะเวลา 3-5 ปี
แผนดำเนินการ แผนระยะสั้นใช้ระยะเวลา 1 ปี โดยกำหนดรายละเอียดของสิ่งเหล่านี้
- เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และโครงสร้างขององค์การ
+ รายละเอียดความสามารถของระบบปัจจุบัน
+ การคาดการณ์ถึงเทคโนโลยีและวิทยาการที่จะมีผลกระทบต่อแผน
+ รายละเอียดกิจกรรมที่ต้องทำทั้งแผนระยะยาวและระยะสั้น
3. ข้อมูลรายละเอียดประกอบการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น ขั้นตอนการศึกษาและวิเคราะห์ระบบ มักจะใช้จากรายงานการศึกษาความเป็นไปได้มาประกอบการดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ระบบฯ
4. เครื่องมือหรือเทคนิคในการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- การเขียนโฟลว์ขาร์ต เป็นเทคนิคการเขียนแผนภาพแสดงขั้นตอนการทำงานของระบบสำนักงาน ช่วยทำให้ทีมงานพัฒนาระบบฯ เกิดความเข้าใจในขั้นตอนการทำงานได้ดีขึ้น
- การประมาณการ มีอยู่ 4 ชนิดคือ การมองภาพรวม การต่อรอง การใช้ประสบการณ์ และการระดมความคิด
- การทำระบบต้นแบบ เป็นเทคนิคที่ใช้ช่วยในการออกแบบระบบฯ โดยการสร้างระบบต้นแบบหรือระบบจำลองขึ้นมา เพื่อตรวจหาข้อบกพร่องและปัญหาต่างๆ
- การทำระบบเพื่อนำร่อง เป็นเทคนิคที่ค่อยๆสร้างระบบสำนักงานอัตโนมัติจริงๆขึ้นมาทีละส่วน
- การเขียนแบบแปลน
5. วิธีการหรือกระบวนการในการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- กลยุทธ์ทรีพี มี 3 ขั้นตอนย่อย การทำต้นแบบ การติดตั้งระบบเพื่อนำร่อง และการจัดทำระบบจริง
- วัฏจักรพัฒนาระบบ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนย่อยดังนี้
+ การศึกษาและวิเคราะห์ระบบ
+ การออกแบบระบบ
+ การพัฒนาระบบและจัดเตรียมบุคลากร
+ การดำเนินการติดตั้งเพื่อใช้งานระบบ
+ การทดสอบระบบ
+ การประเมินผลและบำรุงรักษาระบบ
6. ทรัพยากรอื่นๆ เช่น เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในระบบ ค่าใช้จ่ายหรือเงินลงทุน
วิธีการในการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
1. วัฏจักรพัฒนาระบบ
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ระบบ
1.1 การสัมภาษณ์ จากกลุ่มผู้บริหาร กลุ่มพนักงานปฏิบัติการ
1.2 การตอบแบบสอบถาม
1.3 การสังเกตการณ์
1.4 การสำรวจ
1.5 การจัดทำรายงาน
ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบระบบ
2.1 การศึกษาเอกสารรายงานวิเคราะห์ระบบปัจจุบัน
2.2 การดำเนินการออกแบบระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- รูปแบบของสำนักงานอัตโนมัติ
- ประเภทของสำนักงานอัตโนมัติ
- อุปกรณ์ที่จำเป็น
- ระบบสื่อสารเครือข่าย
- ระเบียบวิธีปฏิบัติ
- ระบบรักษาความปลอดภัย
2.3 จัดทำรายงานออกแบบระบบ
ขั้นตอนที่ 3 การพัฒนาระบบและจัดเตรียมบุคลากร
3.1 การสำรวจและศึกษาข้อมูลเพื่อจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยี
3.2 การดำเนินการจัดซื้อ จัดหา หรือจัดจ้าง
3.3 การจัดเตรียมสถานที่
3.4 การจัดฝึกอบรมบุคลากร
- การฝึกอบรมก่อนการทำงาน
- การฝึกอบรมแบบชี้แจงแนะนำ
- การฝึกอบรมระหว่างทำงาน
- การฝึกอบรมงานเฉพาะอย่าง
- การฝึกอบรมในชั้นเรียน
- การฝึกอบรมโดยบริษัทผู้แทนจำหน่าย
ขั้นตอนที่ 4 การทดสอบระบบ
4.1 การทำงานของระบบ
4.2 การปฏิบัติงานของบุคลากร
4.3 ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ
ขั้นตอนที่ 5 การติดตั้งเพื่อใช้งานระบบ
5.1 ติดตั้งฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์
5.2 ติดตั้งระบบซอฟต์แวร์
5.3 ติดตั้งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ขั้นตอนที่ 6 การปรับเปลี่ยนระบบ มีหลายวิธี แบบคู่ขนาน แบบทันทีทันใด และแบบทีละส่วนงาน
6.1 การกำหนดขั้นตอนในการปรับเปลี่ยนระบบ
6.2 การซักซ้อมความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง
6.3 การควบคุม กำกับ ติดตามปรับเปลี่ยนระบบ
6.4 การแปลงเอกสารข้อมูล
ขั้นตอนที่ 7 การประเมินผล ปรับปรุง และบำรุงรักษาระบบ
7.1 การประเมินผลระบบ 3 ด้าน คือ การปฏิบัติงาน เศรษฐกิจ และผลกระทบ
7.2 การปรับปรุงระบบ
7.3 การบำรุงรักษาระบบ
2. ประโยชน์ของการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- มีคุณภาพและมาตรฐาน
- ได้รับการอำนวยความสะดวก
- ลดค่าใช้จ่าย
- ประหยัดเวลา
- ลดความผิดพลาด
- มีความยืดหยุ่น
- มีการควบคุม ดูแล และบำรุงรักษาอุปกรณ์
- มีภาพพจน์ที่ดี
เออร์กอนอมิกส์ในสำนักงานอัตโนมัติ
ความหมายและประโยชน์ของเออร์กอนอมิกส์
1. ความหมายของเออร์กอนอมิกส์
เออร์กอนอมิกส์ เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับปัจจัยและสิ่งแวดล้อมต่างๆภายในสำนักงาน เช่น เครื่องมืออุปกรณ์ เทคโนโลยี อุณหภูมิ แสง สี เสียง ฯลฯ ว่ามีผลกระทบต่อผู้ใช้ไปในทางบวกหรือลบ การออกแบบหรือจัดรูปแบบสำนักงานอัตโนมัติให้เป็นสถานที่ที่สะดวก สบายน่าอยู่ และปลอดภัยจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญที่หน่วยงานหรือองค์การจะต้องดำเนินการ
2. ประโยชน์ของเออร์กอนอมิกส์
- พนักงานรู้สึกสะดวกสบายและพึงพอใจในการทำงาน
- ลดปัญหาสุขภาพต่างๆของพนักงาน
- มีความยืดหยุ่นสูงในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
- ประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ
- เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน
- สร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับองค์การ
- ช่วยเอื้อประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน
- เอื้อให้องค์การไปสู่ผลสำเร็จ บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
สิ่งแวดล้อมในสำนักงานอัตโนมัติ
1. ตัวอาคาร
- มีการวางแผนการใช้พื้นที่อย่างละเอียดรอบคอบ คุ้มค่าและเป็นประโยชน์
- มีระบบป้องกันและรักษาความปลอดภัยจากวินาศภัยต่างๆ
- เป็นการใช้พื้นที่ที่ประหยัดพลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- การออกแบบตัวอาคารมีความยืดหยุ่นมากที่สุด
2. พื้นที่ทำงาน
ควรได้รับการออกแบบให้มีลักษณะที่เหมาะสมต่อประโยชน์การใช้สอยและมีความปลอดภัยมากที่สุด และส่งผลเสียหรือผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้ทำงาน หลักการออกแบบพื้นที่ทำงานที่ดี คือ
- มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและปราศจากกลิ่นรบกวน
- ไม่มีเสียงดังทำลายสมาธิ ก่อให้เกิดความน่ารำคาญ
- จัดสัดส่วนของพื้นที่กับจำนวนผู้ทำงานเหมาะสม
- จัดพื้นที่ให้โปร่งสบายตา มีการจัดวางของเป็นระเบียบเรียบร้อย
- มีการจัดระบบสายไฟต่างๆเท่าที่จำเป็น
- อุปกรณ์ต่างๆที่ผู้ทำงานทุกคนจำเป็นต้องใช้งานร่วมกัน ควรจัดไว้ในบริเวณพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลาง สะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้สอย
- ควรแบ่งพื้นที่ของหน่วยงานแต่ละหน่วยงานแยกออกจากกันเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกัน
3. อุณหภูมิและความชื้น
มีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานของระบบปรับอากาศ ฟอกอากาศและระบายอากาศแบบอัตโนมัติ โดยอาจมีการปรับการทำงานของระบบเองในกรณีที่ระดับอุณหภูมิ คุณภาพอากาศ และปริมาณความชื้น มีค่าแตกต่างไปจากโปรแกรมที่ตั้งไว้
4. สี ควรจัดโทนสีให้เกิดความรู้สึกเย็นสบาย ผ่อนคลาย เช่น สีฟ้าหรือเขียว ในขณะที่ห้องที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดความกระฉับกระเฉง ควรจัดสีโทนน้ำตาล ส้ม และเหลืองเพราะเป็นสีที่เร่งเร้า
5. เสียง
- ควรเป็นห้องที่มีการจัดสภาพแวดล้อมห่างแหล่งกำเนิดเสียงรบกวนอย่างต่อเนื่อง
- ควรเลือกใช้วัสดุบุดูดซับเสียง
- ควรแยกเครื่องมืออุปกรณ์ที่ส่งเสียงรบกวนหรือน่ารำคาญแยกไปไว้ในอีกบริเวณต่างหาก เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น
- มีการลดระดับเสียง
- มีเครื่องมือป้องกันเสียง
6. แสงสว่าง
- การจัดแสงสว่างในสำนักงานที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ เช่น ดวงไฟทุกดวงควรมีฝาครอบ ไม่ติดไฟในบริเวณที่แสงสว่างไปถึงเพียงพอ เป็นต้น
- การจัดแสงสว่างในสำนักงานที่มีคอมพิวเตอร์ เช่น พยายามจัดวางตำแหน่งจอภาพไม่ให้เกิดแสงสะท้อนของหน้าต่าง ดวงไฟ หรือสิ่งอื่นๆที่มีผิวสว่าง ตำแหน่งหน้าต่างควรจัดอยู่ด้านขวามือของพนักงาน ตำแหน่งดวงไฟ ควรส่องลงมาที่ทำมุม 45 องศากับแนวตั้ง เป็นต้น
เฟอร์นิเจอร์และเครื่องมืออุปกรณ์ในระบบสำนักงานอัตโนมัติ
1. โต๊ะ
-โต๊ะทำงาน ควรมีความสูงพอเหมาะกับรูปร่าง ไม่มีปัญหาในการวางพักเท้า เป็นต้น
- โต๊ะประชุม ควรมีพื้นที่เหมาะสมกับปริมาณผู้เข้าร่วมประชุม มีความสูงพอเหมาะ จัดระยะห่างระหว่างผู้เข้าประชุมให้สบายไม่อึดอัด
2. เก้าอี้ ควรให้ความรู้สึกสบายแก่ผู้นั่ง พนักเว้าแนบแผ่นหลังผู้นั่ง มีความสูงพอเหมาะและมีที่พักวางแขน
3. การดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ในสำนักงานอัตโนมัติ
คอมพิวเตอร์
+ ไม่ตั้งในที่ที่ถูกแสงแดดส่องถึง
+ ไม่ตั้งในบริเวณที่มีฝุ่นละอองหรือควันไฟ
+ ทำความสะอาดฟลอปปี้ดิสก์ไดร์ฟด้วยน้ำยาและแผ่นทำความสะอาด
+ ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำยาทำความสะอาดแป้นพิมพ์
+ ใช้ผ้าสะอาดนุ่มๆและน้ำยาเช็ดกระจกเช็ดจอภาพ
+ มีระบบอนุรักษ์จอภาพ
เครื่องพิมพ์
+ ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานให้เข้าใจ
+ หมั่นทำความสะอาดให้ปราศจากฝุ่นละออง
+ เลือกใช้กระดาษให้เหมาะสมกับชนิดเครื่องพิมพ์
โทรสาร
+ หมั่นทำความสะอาดหัวอ่านและหัวพิมพ์ของเครื่อง
+ ตั้งไว้ในที่ไม่มีฝุ่นและมีอากาศถ่ายเทสะดวก
เครื่องถ่ายเอกสาร
+ อย่าตั้งในที่ที่แสงสว่างส่องถึง
+ ควรควบคุมอุณหภูมิความชื้นในห้อง
+ พยายามตั้งเครื่องให้ได้ระดับระนาบ
ระบบเครือข่าย
ผู้จัดการระบบเครือข่ายจะต้องหมั่นตรวจสอบปริมาณงานที่วิ่งอยู่บนระบบเครือข่ายว่า มีความหนาแน่นเกินไปและส่งผลกระทบต่อความเร็วในการทำงานหรือไม่ อีกสิ่งที่สำคัญก็คือ ระบบรักษาความปลอดภัยจากบุคคลภายนอกและจากไวรัสคอมพิวเตอร์
AI คืออะไร?
AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดเองได้ หรือมีปัญญานั่นเอง ปัญญานี้มนุษย์เป็นผู้สร้างให้คอมพิวเตอร์ จึงเรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ มุมมองต่อ AI ที่แต่ละคนมีอาจไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการความฉลาดโดย คำนึงถึงพฤติกรรมที่มีต่อสิ่งแวดล้อมหรือคำนึงการคิดได้ของผลผลิต AI ดังนั้นจึงมีคำนิยาม AI ตามความสามารถที่มนุษย์ต้องการให้มันแบ่งได้ 4 กลุ่ม ดังนี้
Acting Humanly : การกระทำคล้ายมนุษย์ เช่น
- สื่อสารกับมนุษย์ได้ด้วยภาษาที่มนุษย์ใช้ เช่น ภาษาอังกฤษ เป็นการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (natural language processing) อย่างหนึ่ง เช่น เพื่อน ๆ ใช้เสียงสั่งให้คอมพิวเตอร์พิมพ์เอกสารให้
- มีประสาทรับสัมผัสคล้ายมนุษย์ เช่นคอมพิวเตอร์วิทัศน์ (computer vision) คอมพิวเตอร์มองเห็น รับภาพได้โดยใช้อุปกรณ์รับสัญญาณภาพ (sensor)
- หุ่นยนต์ช่วยงานต่าง ๆ เช่น ดูดฝุ่น เคลื่อนย้ายสิ่งของ
- machine learning หรือคอมพิวเตอร์เกิดการเรียนรู้ได้ โดยสามาถตรวจจับรูปแบบการเกิดของเหตุการณ์ใด ๆ แล้วปรับตัวสู่สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้
Thinking Humanly : การคิดคล้ายมนุษย์ ก่อนที่จะทำให้เครื่องคิดอย่างมนุษย์ได้ ต้องรู้ก่อนว่ามนุษย์มีกระบวนการคิดอย่างไร ซึ่งการวิเคราะห์ลักษณะการคิดของมนุษย์เป็นศาสตร์ด้าน cognitive science เช่น ศึกษาโครงสร้างสามมิติของเซลล์สมอง การแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้าระหว่างเซลล์สมอง วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางเคมีไฟฟ้าในร่างกายระหว่างการคิด ซึ่งจนถึงปัจจุบันเราก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่า มนุษย์เรา คิดได้อย่างไร
Thinking rationally : คิดอย่างมีเหตุผล หรือคิดถูกต้อง โดยใช้หลักตรรกศาสตร์ในการคิดหาคำตอบอย่างมีเหตุผล เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญ
Acting rationally : กระทำอย่างมีเหตุผล เช่น agent (agent เป็นโปรแกรมที่มีความสามารถในการกระทำ หรือเป็นตัวแทนในระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ) สามารถกระทำอย่างมีเหตุผลคือ agent ที่กระทำการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ เช่น agent ในระบบขับรถอัตโนมัติที่มีเป้าหมายว่าต้องไปถึงเป้าหมายในระยะทางที่สั้นที่สุ