ที่นี่กาฬสินธุ์ หลายวันของเดือนเมษายน2553เป็นวันที่มีอากาศร้อนอบอ้าวมากสุดโดยเฉพาะในวันที่ 22เม.ย.ที่ผ่านมา หลายคนพยายามปรับสิ่งแวดล้อมเข้าหาตนเอง โดยหาเครื่องมือสร้างความเย็นมาช่วยระบายความร้อนของร่างกาย เปิดพัดลม เปิดแอร์ แช่น้ำตู้เย็น (ล้วนสิ้นเปลืองทรัพยากรทั้งสิ้น)

     จำได้เมื่อตอนบวช 16-22 พ.ค.45 อากาศร้อนไม่แตกต่างกันมากนัก ต้องอาศัยห้องแอร์ในกุฏิหลวงปู่ที่อาพาธเอาความเย็นสบาย แต่เมื่อออกนอกกุฏิก็ร้อนมหาโหดเช่นเคย จึงกัดฟันนั่งม้าหินอ่อนคิดหาวิธีคลายร้อนอยู่พักใหญ่ พร้อมกับบ่นในใจว่าทำไมสิ่งแวดล้อมจึงช่างโหดร้ายกับสิ่งมีชีวิตบนโลกได้ขนาดนี้ อากาศยังร้อนเหมือนเดิม คิดไม่ออกก็เลยไปหาไม้กวาดทางมะพร้าวมากวาดใบไม้บนลานวัด หาอย่างอื่นทำหลีกหนีการหมกมุ่นกับความทรมานจากอากาศร้อน

     สักพักที่กวาดใบไม้เหงื่อโซก และร้อนยิ่งเป็นทวีคูณ จึงกลับมานั่งพักบนที่นั่งม้าหินอ่อนตัวเดิม ทันทีที่นั่งลงกลับพบว่าร่างกายมีความรู้สึกว่ามันเย็นกว่านั่งในตอนแรกก่อนกวาดลานวัด ทั้งที่บรรยากาศองศาความร้อนยังเท่าเดิม มันทำให้ถึงบางอ้อทันทีว่าทำไมใครต่อใครจึงบอกว่า "เมื่อท่านเป็นทุกข์ จงมองคนที่ทุกข์กว่าท่าน แล้วท่านจะรู้สึกว่าท่านสบาย และสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขทั้งที่ท่านยังมีทุกข์เท่าเดิม"