ฉันเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า FTA หรือ Free Trade Area หรือรู้จักกระบวนการค้าแบบนี้มาแล้ว!

         

          แต่สำหรับกระบวนการค้าแบบ Fair Trade ล่ะ ?

         

          เพียงแค่เปลี่ยนตัวอักษรหลังตัว F ไปเพียง 3 ตัว แต่ความหมายของการค้าทั้งหมดได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

         

          ในคาบเรียนสุดท้ายของวิชา ภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ อาจารย์ได้นำเสนอบทเรียนสุดท้ายที่มีชื่อว่า “Trade” เพื่อเพิ่มพูนความรู้ภาษาอังกฤษให้พวกเรา แต่ในคาบเรียนนี้ สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นมากกว่าความรู้เรื่องการใช้ if-clause นั่นคือ การที่ได้ทำความรู้จักกับกระบวนการค้าขายระหว่างประเทศแบบใหม่ ที่เรียกว่า Fair trade หรือ การค้าโดยชอบธรรม

         

          ด้วยการแข่งขันทางธุรกิจที่เคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นตามกาลเวลา ตรงกันข้ามกับการเคลื่อนไหวด้านความเท่าเทียมของประเทศต่างๆบนโลกที่ค่อนข้างช้ากว่ามาก ทำให้ภายใต้สมรภูมิทางการค้า โลกได้แบ่งพรรคเป็น ประเทศโลกที่หนึ่ง (Developed country อันได้แก่ US, Europe, Japan) ประเทศโลกที่สอง (Developing country เช่น บราซิล จีน เกาหลี) และสุดท้าย ประเทศโลกที่สาม (ซึ่งฉันขอหลีกเลี่ยงคำว่า Underdeveloped country เป็น Third world country แทน อันได้แก่ ประเทศส่วนหนึ่ง ในทวีปแอฟริกา เอเชียใต้ และอาเซียน) ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนภายใต้สงครามนี้ คือ “ความไม่เท่าเทียมกัน”

         

         

          ใช่แล้ว ! ทางออกหนึ่งที่เรารู้จักกัน คือ การสร้างเขตการค้าเสรี หรือ Free Trade Area ระหว่างภูมิภาคต่างๆ แต่ก็นั่นแหละ FTA ยังเป็นหนทางที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก ว่าใช่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดแล้วหรือไม่ ความไม่เท่าเทียมกัน ได้หายไปจากการค้าขายแบบ FTA จริงหรือ ซึ่งภาพที่ออกมาส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า ยังไม่ชัดเจนนัก

 

          ตรงจุดนี้ฉันรู้สึกว่า สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป ในแนวความคิด FTA นั่นคือ แนวความคิด "จิตอาสา" หรือการมุ่งหมายมอบสิ่งดีๆให้สังคม ให้เกิดการพึ่งพาตนเอง สามารถสร้างความรู้และข้อได้เปรียบจากประสบการณ์ดีๆ ทำให้สามารถค้นพบจุดแข็งและโอกาส (Credit to: http://www.aithailand.org ) เนื่องจาก FTA มีหลักการเพียง เป็นการสร้างเสรีภาพและอิสระ ให้เกิดกิจกรรมทางการค้าที่กว้างและสะดวกมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ขาดไปและเป็นสิ่งที่สำคัญ คือ การสร้างความเท่าเทียมทางการค้าให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

 

         สิ่งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ FAIR TRADE หรือ การค้าโดยชอบธรรม เมื่อผู้บริโภคชาว Dutch ตกลงทำการค้าโดยชอบธรรมกับเกษตรกรในประเทศนิการากัว โดยมีหลักการว่า เกษตรกรผู้ผลิตสินค้า จะต้องผลิตสินค้าภายใต้มาตรฐานการค้าที่ชอบธรรม (ในที่นี้หมายถึง กระบวนการผลิตที่ชอบธรรมแก่ผู้บริโภค เช่น ผลิตภัณฑ์ต้องสดใหม่ ไม่เน่าเสีย ไม่ปลอมปน) และประเทศผู้บริโภค จะยินดีทำสัญญารับซื้อสินค้าจากเกษตรกรในจำนวนที่แน่นอน ในราคาที่แน่นอน (ซึ่งตรงจุดนี้ต่างจาก FTA ที่เน้นการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี ลองตัดภาพไปยังความเป็นจริงแล้ว เมื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศโลกที่หนึ่ง กับ ประเทศโลกที่สาม 100 ทั้งเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่สินค้า เทคโนโลยี ราคา การจัดการทางการค้า ของประเทศโลกที่หนึ่ง ย่อมเหนือกว่า ประเทศโลกที่สาม ซึ่งประเทศโลกที่สามมักจะตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบทางการค้าเสมอ) แต่ด้วยหลักการ Fair trade ประเทศผู้ผลิต (ซึ่งล้วนเป็นประเทศโลกที่สาม) จะไม่อยู่ในกลไกการแข่งขันแบบไม่เท่าเทียม และจะได้รับการการันตีว่า จะสามารถขายผลผลิตได้จำนวนและราคาที่แน่นอน นำไปสู่รายได้ที่แน่นอน

 

          รายได้ที่แน่นอนของเกษตรกรผู้ผลิต จะได้จากส่วนเพิ่ม (Added Premium) ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มในราคาสินค้า เช่น ราคาแพงขึ้น 1 เพนนีสำหรับกาแฟ 1 แก้ว (เทียบเป็นเงินไทย ก็หน่วยสตางค์นู่นค่ะ ^^) หรือ 2-3 เพนนี สำหรับกล้วย 1 หวี ซึ่งส่วนเพิ่มนี้เมื่อรวมๆแล้วจะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้เพิ่มรายได้จากเดิมมากถึงเกือบ 100% เลยล่ะค่ะ

 

          แนวความคิด Fair trade นี้ได้แพร่หลายมากในประเทศแถบยุโรป เรียกว่าเติบโต 25%-100% ต่อปีเลยค่ะ ซึ่งประเทศสวิสแลนด์ ถือเป็นประเทศที่มีตลาดสินค้า Fair trade มากที่สุดในโลก รองมาคือ สหราชอาณาจักรอังกฤษค่ะ

 

          สำหรับความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของ Fair trade จะเห็นได้จาก แบรนด์ดังๆอย่าง Starbucks หรือ คาร์ฟูร์ ที่มีการนำสินค้าติดฉลาก Fair trade เข้ามาจำหน่ายในห้างร้าน โดยสลากสินค้า Fair trade มีหน้าตาดังรูปข้างล่างค่ะ ซึ่งหากสังเกตให้ดี ฉลากสินค้า Fair trade จะเป็นรูปคนโบกมือ ซึ่งคนโบกมือนี้จะหมายถึงทั้งผู้ผลิตหรือผู้บริโภคก็ได้ค่ะ

          สำหรับสินค้าของไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของสินค้า Fair trade ก็มีตัวอย่างหนึ่งค่ะ นั่นคือ กาแฟม่วนใจ๋ เบลนด์ ที่ทาง Starbucks ได้สั่งซื้อจากเกษตรกรชาวไทยภูเขาในภาคเหนือของประเทศไทย เพิ่มขึ้นจาก 3 ตัน เป็น 33 ตัน และเตรียมส่งออกไปยัง 5 ประเทศทั่วเอเชียในเร็วๆนี้

          จากโครงการ Fair Trade นี้ เป็นอีกตัวอย่างที่ดีของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยหลักการ “จิตอาสา” อย่างแท้จริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เราทุกคนสามารถร่วมกันสร้างแนวทางใหม่ๆร่วมกันได้ หากเราทุกคนกล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าตกลงยอมรับ และกล้าลงมือกระทำร่วมกัน ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ หากมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะใดๆ ร่วมแบ่งปันกันได้นะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ ^^

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลดีๆจาก

http://www.fairtrade.net/

http://th.wikipedia.org/wiki/การค้าโดยชอบธรรม

Market Leader new edition by David Cotton, David falvey andSimon Kent (page 79)