ช่วงที่ผ่านมานี้ได้มีคนมากหน้าหลายตามาเล่าข่าวบ้านข่าวเมืองให้ข้าพเจ้าฟังทั้งแง่โน่น แง่นี้ แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสะดุดใจมากเมื่อได้ยินคำบอกเล่าว่า เดี๋ยวนี้เขามีการใช้คนหมู่มากเข้าไปล้อมและปลดอาวุธเจ้าหน้าตำรวจได้...
จากจุดเล็ก ๆ ของข่าวเพียงแค่นั้น ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงภาพของ “ประชาธิปไตย” ขึ้นมาอย่างเด่นชัด เพราะประชาธิปไตยที่ข้าพเจ้ารับรู้มานั้นคือการใช้พลังของ “เสียงข้างมาก” ซึ่งการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงที่ผ่านมาก็ใช้หลักง่าย ๆ ของประชาธิปไตยนี้ที่คือ “เสียงข้างมาก” กระทำการอุกอาจต่อ “เสียงข้างน้อย...”
ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในทุกหย่อมหญ้า หย่อมหญ้าใดเจ้าหน้าที่เป็นเสียงข้างน้อย หย่อมหญ้านั้นเจ้าหน้าที่จะแพ้
การระดมพลให้มากขึ้น มากขึ้นในแต่ละจุด ก็เปรียบเสมือนการสร้างประชาธิปไตยย่อม ๆ ในแต่ละย่อมหญ้านั้น
หากที่ใดอีกฝ่ายรู้ว่าเขาเป็นเสียงข้างน้อย เขาจะไม่แสดงพลังแห่งประชาธิปไตยให้คนไทยได้รู้จัก
แต่หากที่ใดเขารู้ว่าเขาเป็นเสียงข้างมาก เขาจะยืนทะนงองอาจประกาศความเป็น “ประชาธิปไตย”
อธิปไตยที่ว่าโดยประชาชน ประชาชนแต่ละคนที่มีหนึ่งเสียง และที่นั้นประชาชนฝากใดมีเสียงเยอะกว่า ผู้นั้นย่อมถือความชอบธรรมของคำว่า “ประชาธิปไตย”
ประเทศไทย เมืองไทย โดยเฉพาะคนไทยเป็นคนที่ “รักสงบ” แต่ความสงบนั้นขัดต่อประชาธิปไตยของคนไทยที่ใช้เพื่อหาผลประโยชน์ในทุกวันนี้
กลุ่มคนเพียงหลักหมื่น หรือกระทั่งหลักแสนที่เข้ามาชุมชนกันในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เป็นกลุ่มคนเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ แต่นั่นก็สามารถพลิกหน้าของประเทศได้ เพราะเขารู้จักใช้เสียงเรียกร้องนั้นให้กลายเป็นเสียงข้างมากของกลุ่มคน
กลุ่มคนผู้รักสงบ ถูกตัดสิทธิที่จะเข้ามาร่วมในวงจรแห่งประชาธิปไตยนี้ได้ ก็คงเหลือเพียง 2 สองกลุ่มเท่านั้นที่ใช้วัดประชาธิปไตยในเมืองไทย คือ เจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมประท้วง
จากเหตุการณ์หลาย ๆ ครั้งที่มีการบุกเข้ายึดสถานที่สำคัญทั้งทางราชการและทางเศรษฐกิจ เราจะเห็นการวัดเสียงของประชาธิปไตยโดยผู้ชุมนุมเคลื่อนพลจำนวนมากกว่าเข้าไปเจ้าหน้าที่แล้วประกาศคำว่า “ประชาธิปไตย”
ฉันคือประชาชน ฉันคือประชาชน อย่าทำร้ายประชาชน เสียงกู่ก้องของประชาชนที่เป็นเสียงข้างมากที่คืบคลานเข้ายึดสถานที่ต่าง ๆ ที่ถูกปกป้องด้วยกลุ่มคนเสียงข้างน้อยที่ไม่มีโอกาสต่อสู้
และในวันนี้ เวลานี้ เมืองไทยแห่งนี้ ถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ย่อย ๆ พื้นที่ที่ผู้คนต่างรู้จักใช้ประชาธิปไตยเข้ายึดและขับไล่เจ้าหน้าที่ไทยเสียงข้างน้อย
ซึ่งก็มิแตกต่างอะไรกับการประชุมสภาฯ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ากฎหมายอันนี้ไม่ดี ร่างฯ อะไรต่าง ๆ นี้ไม่ดี ไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง มีการอภิปรายถ่ายทอดสดในทีวี พูดแล้ว พูดอีก ฟังแล้ว ฟังอีก แต่สุดท้ายฝ่ายรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากก็ต้องชนะอยู่วันยังค่ำ
โล่ กระบอง ปืน ระเบิด ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำว่าประชาธิปไตย
มือของคนไทยฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเท่านั้นคือตัวแทนของคำว่า “ประชาธิปไตย”
วันนี้คนส่วนใหญ่นำมือแนบไว้ข้างลำตัวเพราะยึดคำมั่นใจในว่า “ไทยนี้รักสงบ”
คนส่วนน้อยเพียงหยิบมือยกมือขึ้นเหนือหัวแล้วตะโกนกู่ก้องว่า “ประชาธิปไตย”
คนที่รักความสงบในสายตาของนักเรียกร้องประชาธิปไตยแบบนี้เขาตีค่าเท่ากับ “ศูนย์”
ใคร ผู้ใด คนใด กล้า เสียสละ ตั้งมั่นที่จะยกมือชูขึ้นเหนือหัวแล้วตะโกนคำว่า “ประชาธิปไตย” ได้บ้าง เขาถึงจะนับรวมและตีค่าตามฝ่าย ตามฝั่ง
วันนี้คนส่วนใหญ่สงบมาก คนส่วนน้อยเสียงดังมาก ก็มิต่างอะไรกับห้องประชุมตามหน่วยงานราชการที่มักจะมีผู้พูดขาประจำอยู่เพียงไม่กี่คน และขาประจำเหล่านั้นก็มีสิทธิ มีเสียงในการออกนโยบาย
คนส่วนใหญ่ผู้รักสงบ ไม่ชอบพูด ชอบเถียงในห้องเวที ในห้องประชุม ก็ต่างออกมาซุบซิบ นินทา ฉันไม่ชอบนโยบายนี้เลย ไม่เห็นจะดี อ้าว... แล้วทำไมในเวทีไม่รู้จักพูด
ในวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ต่างตั้งสภากาแฟ ถกเถียงกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ก็ได้แต่ถกเถียงกันแบบ “คอเป็นเอ็น” เท่านั้น ถกเถียงไปแต่ก็ไม่ได้ไปส่งเสียงให้ใครเขาได้ยินอย่างเป็นจริงไปจัง
สภากาแฟที่เกิดตามร้านขายปาท่องโก๋ทุกเช้า ไม่ถูกนับรวมเข้าฝ่ายขาว ฝ่ายชมพูฉันใด ประชาธิปไตยของประเทศไทยก็ย่อมต้องอยู่ในอุ้งมือของนักการเมืองไทยที่รู้จักใช้เสียงข้างมากของประชาธิปไตยฉันนั้น...
ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ
๒๒ เมษายน ๒๕๕๓
รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย จะเกิดภาคไหนก็ไทยด้วย
สถานการณ์การเมืองเลวร้ายลงทุกวัน หยุดเถอะพี่น้อง คนไทยรักกันใชไหม
ตอนนี้ สส บางส่วนทำตัวเป็นหัวหน้าม๊อบ
คำถาม
มีทางที่แก้ปัญหาได้ครับ
การผูกขาดของบริษัทต่าง ๆ การผูกขาดของเครือข่ายธุรกิจการเมือง คือความเห็นแก่ตัวของชนชั้นนายทุน ทำให้รายได้และโอกาสทางสังคมของคนต่างกันมากยิ่งขึ้น
1.ด้านเศรษฐกิจคนรวย 20 เปอร์เซ็นต์ แบ่งกำไรสู่สังคมให้มากขึ้น
1.1.แบ่งปันเงินกำไรสินค้าเกษตรส่งออกมาให้เกษตรกรราคาอ้อย ข้าว ทำให้ประชาชนมีรายมั่นคงได้โดยไม่ต้องมาทำงานกรุงเทพฯ
1.2.สนับสนุนสหกรณ์ชุมชนให้เข้มแข็ง มีความสามารถสร้างทรัพย์สินชุมชนได้ จนสามารถส่งออกด้วยตนเองได้
1.3.ควบคุมบริษัทจัดส่งแรงงานไปนอกประเทศให้ขูดรีดและหลอกลวงน้อยที่สุด
1.4.สงเสริมการค้าขายกับจีน พม่า ลาว เวียดนาม ใช้เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานีเป็นฐานผลิตสินค้า สร้างงานให้จริงจัง คนที่จบการศึกษาแล้วไม่ต้องมาหางานกรุงเทพฯ
1.5.ควบคุมสินค้าต้นทุนการเกษตรไม่ให้แพงเกินกำลังประชาชนชาวนาชาวสวน เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การเกษตร
1.6เก็บภาษีคนรวยมากขึ้น ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน นำมาสร้างระบบประกันสุขภาพ การว่างงาน คนแก่และเด็ก ไม่ต้องมาออกโทรทัศนืบริจาค ไม่ต้องออกรายการช่อง 7 ตอนค่า รัฐมีข้อมูลและจัดการเลย
2.ด้านการเมือง องค์กรปกครองของท้องถิ่นเป็นเครือข่ายผู้รับเหมา ผู้มีอาชีพหัวคะแนนไม่ใช่คนอาสามาทำงานเพื่อชาติ นาทุนกรุงเทพ ฯ เป็นผู้กำหนด ภายใต้เครือข่ายที่หลอกลวง ทุกภาคส่วน การสร้างประชาธิปไตยในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง จะมีผลต่อการเมืองระดับชาติ
2.1 กระจายอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้กลุ่มผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรงเป็นพรรคหรือหน่วยทางการเมือง
ขจัดกลุ่มผู้รับเหมาออกจากการเมืองท้องถิ่น
2.2 ปฏิรูปการทำงานขององค์กรส่วนท้องถิ่นให้คนมีการศึกษาและเสียสละเข้าสู่การเลือกตั้งมากขึ้น ตัวแทนของประชาชน ต้องมีความรู้ที่จะต่อรองกับข้าราชการ มาเฟีย เจ้าพ่อในท้องถิ่น หัวคะแนนนักการเมืองเดิม
2.3 เปิดโอกาสให้ตัวแทนกลุ่มชน ทุกกลุ่มได้แสดงความเห็นจากสื่อเสรี ไม่ใช่ผูกขาดรายการโทรทัศน์โดยกลุ่มคนที่โฆษณาชวนเชื่ออย่างไร้ศีลธรรม บริษัทธุรกิจ บันเทิงชี้นำความคิดไปสู่ความไร้สาระและกระตุ้นการขาย
3.ด้านสังคม
3.1 การสร้างความเข้าใจของคนทุกภาคให้ยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน ส่งเสริมให้มีโทรทัศน์ของทุกภาคจริง ๆ
ที่สร้างความมั่นใจภูมิใจในตนเอง ไม่ดูถูกคนอื่นว่าโง่ ว่าต่ำต้อย ปัจจุบันสื่อกรุงเทพ ผูกขาดความคิดความรู้สึกของคนทั้งชาติ
เช่น เกมโชวื ละคร ที่ไม่ส่งผลดี ต่อการสร้างชาติ
3.2สวัสดิการคนสูง เด็ก คนว่างงาน ไม่มีรายได้แต่ให้มีครบปัจจัยสี่
3.3.ปฏิรูปการศึกษา ให้คนคิดวิเคราะห์เป็นอ่านหนังสือมากขึ้น เข้าถึงข้อมูลหลากหลายมากขึ้น นักการเมืองเลวไม่อาจใช้ความไม่รู้มาปลุกระดมเรื่องโกหกได้ รู้จักเลือกเสพข่าวสาร
3.4 หากข้อ 1 และ ข้อ 2 ดีขึ้น สถาบันครอบครัวจะเข้มแข็ง เป็นหน่วยแรกที่ช่วยให้ประเทศไทยร่มเย็น
3.5.ควบคุมสื่อที่กล่าวเท็จ ใส่ร้ายและเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยเคร่งครัด จัดอบรม ใบอนุญาตวิทยุชุมชน ให้อยู่ในกรอบกำหมาย
สุดท้ายสนับสนุนให้ศาลและองค์กรอิสระลงโทษนักการเมืองคอร์รัปชั่นอย่างหนัก มีมาตรฐานเดียวกัน ลงโทษอย่างเฉียบขาด เช่น จีน เวียดนามและเกาหลีใต้ สิงคโปร์
ประชาธิปไตย ควรอยู่บนพื้นฐานคุณธรรม ความถูกต้อง และประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ
ถึงเวลาต้องปรับเลือกตัวแทนที่มีกึ๊น ที่สำคัญสร้าง พลเมือง ให้ดี คิด พินิจ รู้ผิด ถูก ชั่ว ดี ก่อนค่ะ
คห. ๓ ตอบโจทย์ได้ส่วนใหญ่เลยค่ะ ... ขอบคุณค่ะ