๙ เมษายน ๒๕๕๓

 

สวัสดียามดึกระหว่างขับรถกลับขอนแก่นค่ะครู

          เมื่อวานหนูหลับไปตอนสองทุ่มครึ่ง ตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืน นั่งเขียนงานเขียนเอกสารต่อ พอรู้สึกล้าก็ลุกขึ้นมาขัดระเบียง ขัดห้อง ขัดห้องน้ำ เปลี่ยนอิริยาบท ประมาณตีสี่ สมาธิหนูเริ่มกระจาย จึงนั่งลงก้มลงกราบแล้วสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำสมาธิ รู้สึกร่างกายอ่อนล้า จึงล้มตัวลงนอนตอนตีห้า หลับวูบลงไปประมาณสิบห้านาที ครูขา หนูฝันอุตหลุด ความฝันสุดท้ายที่เห็นคือ หนูกำลังกระโดดลงน้ำ จังหวะที่ตื่นคือกำลังลอยตัว ความรู้สึกขณะตื่นคล้ายกำลังตกจากที่สูง ลืมตาขึ้นมาระลึกขึ้นมาได้ว่าฝัน แต่ก็ลุกขึ้นมา เขียนงานต่อ แล้วก็แว๊บว่า อืมควรจะพักให้พอเพราะต้องขับรถยาว จึงนอนตอนตีห้าครึ่งอีกรอบ หนูปิดทุกย่างนอนภาวนา ดูลมหายใจจนหลับไป ครานี้หนูหลับสนิท ตื่นขึ้นมาประมาณเจ็ดโมงเช้ารู้สึกสดชื่น จึงล้างหน้าอาบน้ำ ใส่เสื้อผ้าเท่าที่มี ซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่ตอนแรกตั้งใจจะบริจาคแต่ไม่มีโอกาสมอบให้ใคร จึงพอจะมีชุดใส่ไปทำงานบ้าง เพราะส่วนใหญ่ส่งกลับหมดแล้ว

          ไปทำงานเช้านี้หนูตั้งใจเคลียร์งาน ใจหนูนิ่งแต่เรื่องภายนอกมากมาย เหมือนวุ่นวายมาก ๆ มีงานงอกมาเรื่อย ๆ จากเรื่องที่คิดว่าทำไม่ได้ตอนนี้ แต่การได้อยู่ตามเรื่องเองทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทั้งการขออนุมัติเงินค่าเดินทาง แม้เงินยังไม่ออกแต่ก็ทำให้ไม่ต้องเสียเวลากังวล น้องที่จัดการเรื่องเงินถามคำถามหนูว่า “พี่ใจหายไหมที่จะได้กลับ” หนูนิ่งยิ้มและตอบน้องตามตรงว่า “ไม่นะ ธรรมดา สงสัยพี่กลับบ้านบ่อยมั่ง ความรู้สึกเลยเหมือนไม่ต่างอะไร” แต่ข้างในหนูนิ่งกับเรื่องการเดินทางย้ายงานนี้มา จนเกิดความรู้สึกสงสัยว่ามันคืออะไร ที่เห็นอยู่นี่คืออะไร ไม่ยินดียินร้าย เหมือนแค่ทำให้เสร็จ มันเป็นแบบนี้จริง ๆ ค่ะครู

 

 แต่เรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงาน สะท้อนความชั่วในใจหนูชัดมาก ๆ ค่ะ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้สั่นสะเทือนความรู้สึกมาก ๆ เพราะหนูเป็นกังวล แต่พี่ ๆ ทุกคน ให้คะแนนหนูสูงกว่าที่หนูประเมินตนเอง จนหนูรู้สึกแปลกใจ เกิดคำถามในตนเองว่า “อะไรเป็นสาเหตุให้พี่ ๆ ให้คะแนนสูงทั้ง ๆ ที่หนูไม่ได้เรียกร้อง สะท้อนถึงใจหนูเองที่เพ่งโทษผู้คนทั้ง ๆ ที่แต่ละคนพยายามให้โอกาสหนูอย่างเต็มที่ ครูค่ะครั้งนี้ชัดมาก ๆ คนที่คิดไม่ดีคือ หนูเอง แล้วก็กลุ้มใจเอง แต่ ณ ขณะที่ลงมือทำและยอมรับผลมัน ใจก็เบาสบาย เที่ยง ๆ พี่ ๆ ที่ห้องเลี้ยงส่งด้วยแหนมเนือง แล้วก็มีรดน้ำผู้ใหญ่ที่ฝ่าย

พอถึงเวลาหนูหอบลังของลงมารอแท็กซี่แต่ว่ารออยู่นานก็ไม่มา น้องที่ตึกเดียวกันจึงอาสามาส่ง น่ารักและมีน้ำใจมากเลยค่ะ เราแค่เพียงเจอกันไม่กี่ครั้งระหว่างทานข้าวกับป้าอบ แต่น้องเมตตาหนูด้วยการช่วยขับรถมาส่งในเวลาเร่งด่วน หนูมาถึงหอไม่นาน จึงอาบน้ำก่อน

          ญาติหนูขับรถแวะมารับที่หอพัก แต่ต้องเลี่ยงบางเส้นทาง ที่การจราจรถูกปิด

ระหว่างทางท่านเปิดฟังวิทยุของกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องตลอดทาง ใจหนูรู้สึกผลักไส ไม่ชอบ รู้สึกเครียด ปนสงสาร บางทีเราก็ขับรถผ่านกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องด้วย ท่านคงรู้สึกได้ว่าหนูเครียด จึงเปลี่ยนเป็นเพลงแล้วครูก็โทรมาพอดี หนูไม่กล้าตอบคำถามครู เพราะสิ่งที่หนูโกรธแค้น คือ เสียงที่ได้ยิน แต่หนูไปคิดปรุงแต่จนเกิดโทสะในตนเอง ทั้ง ๆ ที่มันก็แค่เสียง

          พอถึงบ้านญาติ หนูรู้สึกหิวและคิดว่าควรจะจัดการตนเองให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง จึงไปหาอะไรกินที่เซเว่น แล้วครูก็โทรมาพอดี หนูรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในใจตนเองมากขึ้นค่ะ ครั้งนี้ช่วยหนูกับเหตุที่เกิดระหว่างทางได้ พอทานข้าวพี่ ๆก็เปิดช่องทีวีที่กลุ้มเรียกร้องพึ่งได้คืนและให้ต่อสัญญาณ ใจหนูก็รู้สึกเครียดและผลักไส หนูทำอะไรไม่ได้ค่ะ เพราะความรู้สึกเกิดขึ้นแล้ว หนูได้แต่อดทน พอทานเสร็จหนูจึงขอตัวออกมา โดยสอบถามเส้นทาง ท่านบอกให้หนูออกทางคลองเจ็ด บ้านญาติหนูอยู่ที่คลองสี่ แต่ระหว่างทางรถติดมาก ๆ แทบไม่ค่อยขยับ แต่ก็ต้องขับไปเรื่อย ๆ พอเจอสาเหตุก็เข้าใจคือ มีการปิดถนนของกลุ่มเรียกร้อง หนูจึงเลี้ยวตั้งแต่ก่อนเข้าถึงคลองห้า ไปทางบางปะอิน เพราะพอมีข้อมูลว่าถ้าตามไปเรื่อย ๆ ก็จะถึงสระบุรี ทำให้หนูระลึกขึ้นมาว่า “ผู้อื่นนั้นเป็นเพียงผู้บอกทาง คนที่เลือกก้าวเดินคือ หนูเอง หนูเอาเส้นทางที่เพื่อนบอกตอนเช้า กับญาติบอกตนเย็นมารวมกัน ปรับใช้โดยอัตโนมัติ” ตามสถานะการณ์ที่พาไป.....................อืมนานเกินไปแล้วสำหรับการพักผ่อน หนูขอโอกาสเล่าแค่นี้ก่อนนะคะครู

แต่คำเตือนเรื่อง ให้มีสติกับความแค้นภายในใจ ช่วยให้การเดินทางครั้งนี้เบาสบายขึ้นเยอะมากค่ะครู.......กราบขอบพระคุณค่ะ

 เข้า

 

 

         ณ ร้าน Amazon ปั๊ม ปตท โคราช ระหว่างขับรถกลับขอนแก่นคนเดียว