เมื่อจรรยาบรรณสำคัญกว่าความรู้ อาจารย์พิชัย  สุขวุ่น ******************************************************************************                 ในโอกาสที่มหาวิทยาลัย  ได้มีหนังสือเวียนถึงอาจารย์ทุกท่านในฐานะเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา โดยให้ช่วยเสนอแนะในข้อบังคับของสภามหาวิทยาลัยว่าด้วย เรื่องของจรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือน  ผมได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในข้อ 4 ที่ว่าด้วยจรรยาบรรณต่อตนเอง  โดยเพิ่มเติมข้อความว่า (4)     ข้าราชการพลเรือน ต้องไม่ประพฤติตนจนก่อให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย ต่อตนเองและผู้อื่นในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ (5)     ข้าราชการพลเรือน  ต้องรักษาความมั่นคงทางอารมณ์ และปฏิบัติราชการด้วยความสงบเยือกเย็น (6)     ข้าราชการพลเรือน  ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของราชการและประชาชนเป็นเบื้องต้น (7)     ข้าราชการพลเรือน  ต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และความหลากหลายทางวัฒนธรรมมนุษย์ ผมได้เสนอเพิ่มเติมไปจำนวน 4 ข้อแต่จะได้รับการบรรจุลงในข้อบังคับของ สภามหาวิทยาลัยหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับวิธีคิดทางจรรยาบรรณของที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย               ในความเห็นของผม เห็นว่าข้อบังคับนี้มีความสำคัญมากต่ออนาคตของมหาวิทยาลัยเพราะจรรยาบรรณจะเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงวิสัยทัศน์ และวิสัยทัศน์ก็จะชี้ให้เห็นว่าคิดถูกหรือคิดผิดในการกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัย  ในอดีตนั้นเราทราบไม่ได้แน่นอนว่าวิสัยทัศน์             อันปราดเปรื่องนั้น เป็นความคิดที่ถูกต้องหรือไม่ และถ้าผิดพลาดใครจะรับผิดชอบ  ทุกวันนี้   เราสามารถตรวจสอบวิสัยทัศน์ได้ โดยใช้นัยของจรรยาบรรณเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หากกล่าวเช่นนี้ผู้อ่านคงคิดว่าเป็นเกณฑ์ที่ไม่สมเหตุสมผล แต่ผมกำลังแสดงให้เห็นว่า กฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณ หรือกฎแห่งศีลธรรม  กำลังเป็นจุดมุ่งหมายของความรู้ เพราะหากความรู้ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับระบบศีลธรรม  ก็ไม่สมควรเรียกว่าความรู้หรือแปลว่า ความรู้ที่ไม่ใช่ความรู้  จรรยาบรรณหรือศีลธรรมจึงสำคัญกว่าความรู้ที่เรามีอยู่อย่างมาก  ความรู้แบบไร้จรรยาบรรณมักจะก่อให้เกิดพิษภัยต้องผู้รู้อยู่เสมอ  เราก็สั่งสอนความรู้ชนิดนี้โดยไม่เห็นพิษภัยของมัน  ความรู้ของเรามันจึงแก้ไขปัญหาไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ให้ทัศนะว่า การศึกษาเหมือน   หมาหางด้วน  ยิ่งรู้มากก็เอาตัวไม่รอดจากความทุกข์และยิ่งห่างไกลความจริงมากขึ้น หลักของจรรยาบรรณและหลักของศีลธรรมจึงเป็นการไต่อันดับของความรู้  ไปจนถึงเข้าใจความจริงชนิดที่ สูงกว่าการหาความรู้เพื่อประกอบอาชีพ แต่เป็นชนิดของความรู้ที่เข้าใจระบบของการมีชีวิตและเข้าใจว่าความรู้ชนิดใดเป็นเปลือกชนิดใดเป็นแก่น อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องแปลก ที่มนุษย์ต้องมาร่างกติกาหรือข้อบังคับเพื่อเป็นเครื่องมือในการระงับความไม่รู้ของตัวเอง และกลัวว่าตัวเองจะควบคุมความประพฤติของตนเองไม่ได้  จึงต้องมีกฎหมายคอยควบคุม เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า มนุษย์ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองด้วยความรู้เท่าที่มีอยู่ได้  ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาควบคุมเราอีกชั้นหนึ่ง  หากคิดถึงประเด็นนี้แล้ว  เราน่าจะไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้ใครๆได้เพราะยังควบคุมตัวเองไม่ได้  ดังนั้นจรรยาบรรณหรือศีลธรรมจึงเป็นกฎพื้นฐานเพื่อการก้าวพ้นไปสู่การเข้าถึงความจริง  โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อบังคับของสภาคอยกำกับเมื่อนั้นเราจึงจะเรียกว่า เป็นผู้มีความรู้