วางแผนชีวิต ที่วาดฝัน
ชีวิตคนเรามักจะมีวงจรในรูปแบบนี้ คือ เรียนหนังสือตามหลักสูตรสามัญ จากชั้นหนึ่งไปต่ออีกชั้นหนึ่ง เมื่อจบก็ดิ้นรนสอบเข้าเรียนในชั้นอุดมศึกษาหรือสายอาชีพตามความชอบหรือที่คิดว่าจะทำให้ตัวเองไม่ต้องกลายเป็นผู้ว่างเรียนในขณะที่ยังไม่พร้อมที่จะหางานทำ เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานในสถานที่แรกที่สามารถเข้าทำได้โดยไม่รู้ตัวว่าเป็นสถานที่ที่ตนต้องการทำจริงหรือไม่ ปล่อยเวลาให้ผ่านไป จนถึงวันหนึ่งที่รู้สึกตัวว่าคนอื่นมีความก้าวหน้ามากกว่าก็หนีออกจากที่เก่าเป็นแบบตั๊กแตนที่กระโดดไปข้างหน้าหางานอื่นที่ได้ค่าตอบแทนชดเชยส่วนที่ตนต้องเสียไปในที่ทำงานเก่า ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนถึงวัยที่ถ้าไม่ใช่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงก็คงไม่มีใครรับ จึงหยุดดิ้นรนและใช้ชีวิต ณ สถานที่ทำงานนั้นไปจนปลดเกษียณหรือชิง early retire ออกมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูดีว่า “พอแล้ว” หรือไม่ก็ “ไม่มีคนเลี้ยงหลาน” หรือ “สุขภาพไม่อำนวย” อะไรทำนองนั้น
บทความนี้อาจไม่เหมาะนักสำหรับคนที่มาถึงวัยที่เพิ่งกล่าวถึงไปเมื่อสักครู่ แต่ก็ไม่เสียหายอะไรที่จะอ่านพร้อมกันไปกับผู้ที่ยังมีโอกาสอยู่ หากท่านมีความเห็นอย่างไรก็แสดงเพิ่มเติมกันเข้ามาเพื่อพัฒนาการของน้องๆหลานๆของพวกเรา
Butte Amy อดีต CFO ที่มีอายุน้อยที่สุดคนหนึ่งของ New York Stock Exchange ก่อนที่จะผันตัวเองมาเป็น CFO ของ U.S. MF Group ได้เล่าประสบการณ์ของเธอที่ประสบความสำเร็จด้วยการตั้งเป้าหมายอย่างแน่วแน่ที่จะเข้าทำงานใน Wall Street ให้ได้ทั้งๆที่จบมาทางด้านรัฐศาสตร์และจิตวิทยา แต่ด้วยความมานะพยายามและการวางแผนชีวิตอย่างรอบคอบรัดกุม เธอก็ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด
เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่บุคคลซึ่งต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานควรทำ คือการหาเวลาวางแผนชีวิตของตนเอง เป็นแผนซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจน ค้นหาบริษัทที่คิดว่าเหมาะสมกับเราแทนที่จะเป็นบริษัทอะไรก็ได้เหมือนการพยายามเอาหมุดสี่เหลี่ยมใส่เข้าไปในรูกลมๆซึ่งต่อให้เข้าไปได้ก็ไม่มีทางที่จะเกิดความมั่นคงใดๆขึ้นมาได้เลย
สละเวลาสักนิด คิดทบทวนสภาพการทำงานที่เราชอบ จะมีกี่รูปแบบก็เขียนมันลงไปในกระดาษ กาดอกจันทร์ให้แก่รายการที่เราชอบมากที่สุด หลังจากนั้นก็ใช้เวลาสักหนึ่งสัปดาห์ลองสังเกตสภาพการทำงานที่เราทำอยู่ในปัจจุบันแล้วสร้างเป็นตารางสองช่อง ช่องหนึ่งเขียนสภาพส่วนที่เราชอบ และอีกช่องหนึ่งเขียนสภาพส่วนที่เราไม่ชอบ แล้วเอารายการที่ว่านี้มาเทียบกับสภาพการทำงานที่เราต้องการซึ่งทำไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถึงตอนนี้เราน่าจะได้ภาพที่ชัดขึ้นว่าสภาพการทำงานในปัจจุบันนี้เหมาะกับตัวเราหรือไม่ มันเป็นไปอย่างที่เรามุ่งหวังหรือไม่
ทิ้งไว้อีกสักวัน แล้วมาคิดดูว่าสถานภาพปัจจุบันของเราอยู่ที่ตรงไหนโดยตอบคำถามต่อไปนี้
1. เราต้องการเป็นอะไรในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า
2. เราคิดว่าเราน่าจะเป็นอะไรได้จริงในอีก 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้า
กำหนดจุดที่เราอยู่ในปัจจุบันในด้านหนึ่งของกระดาษ และสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะเป็นไว้ในอีกด้านหนึ่งของกระดาษ และใส่ภาระกิจหลักๆที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการไว้ในช่วงตรงกลาง แล้วประเมินด้วยความเป็นธรรมแก่ตนเองว่าท่านสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่ หากมั่นใจ ก็เริ่มเสียตั้งแต่วันนี้แล้วหมั่นประเมินความสำเร็จหรือสภาพการณ์เป็นระยะๆ แต่หากพิจารณาแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ ก็ตัดสินใจเอาเองว่าจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้นได้หรือไม่ หากไม่ได้ ก็เหมือนการเอาหมุดสี่เหลี่ยมใส่เข้าไปในรูกลม มันคงจะไม่แน่นหนามั่นคงอะไรและหากมันจะคาอยู่ได้ ก็คงไม่ใช่สิ่งที่ดีของทั้งสองฝ่าย หางานที่เหมาะกับตัวเองตามแผนชีวิตของตนจะดีกว่า บางครั้งความท้าทายอาจไม่ใช่งานที่เราทำ แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่เราทำงานอยู่ หยุดคิดสักนิด คิดในแง่บวกด้วยการตั้งเป้าหมายในสิ่งที่ตนจะทำและมั่นใจว่าสามารถทำได้ แต่ไม่ใช่คิดเข้าข้างตนเอง แล้วท่านจะแกร่งขึ้น หรือเลือกทางที่เหมาะสมสำหรับตัวท่านเองได้ในที่สุด
ผู้เขียน ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร
ฝันให้ไกล ไปให้ถึง
หนทางข้างหน้ายังไกล หาประสบการณ์ใหม่ๆเพิ่มเติม ขอบคุณค่ะ