กฎหมายลิขสิทธิ์

๑.  บทนำ 

                โดยหลักความเป็นธรรมแล้วเมื่อบุคคลได้ใช้ความรู้ความสามารถทางสติปัญญาสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาแล้ว  ย่อมเป็นการสมควรที่บุคคลนั้นควรจะต้องมีสิทธิ์โดยชอบธรรมแต่ผู้เดียวในงานนั้นควรจะต้องมีสิทธิโดยชอบธรรมแต่ผู้เดียวในงานนั้น  แต่เนื่องจากงานสร้างสรรค์นี้เป็นงานที่สำคัญในการเผยแพร่ความรู้  ความเข้าใจ  ตลอดจนคุณประโยชน์ต่างๆ แค่สาธารณชนด้วย  กฎหมายเกี่ยวด้วยลิขสิทธิ์จึงได้เกิดขึ้น  เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิ์อันชอบธรรมแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ผู้สรรค์สร้างงานชิ้นนั้น  โดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิที่สามธารณชนจะใช้ประโยชน์จากงานอันลิขสิทธิ์นั้น  ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่ากฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์จึงเป็นกฎหมายอันมีวัตถุประสงค์ให้ความคุ้มครองป้องกันผลประโยชน์  ซึ่งบุคคลพึงได้รับจากผลงานอันเกิดจากความนึกคิดของผู้สร้างสรรค์  โดยมุ่งหมายให้คนทั่วไปเคารพในสิทธิ์ของผู้รับ  เพื่อผดุงรักษาผลประโยชน์ของผู้สร้างสรรค์  ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์  ตราบเท่าที่ไม่เป็นการกระบกระเทือนต่อประโยชน์ของสาธารณะ


 

๒.  ประวัติของกฎหมายลิขสิทธิ์(๑) 

                แนวความคิดในการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศสหราชอาณาจักรในสมัยที่มีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับเรื่องการพิมพ์หนังสือเป็นสำคัญโดยใน ค.ศ.  ๑๔๘๓มีการออกกฎหมายคือ  The Statute  of  Tichard  III  ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้มีการพิมพ์หนังสือจากต่างประเทศ  นอกจากนี้ยังมีการให้สิทธิ์ในการจัดพิมพ์หนังสือแก่ผู้พิมพ์ในรูปของใบอนุญาตผู้พิมพ์(Printer’s License)

ในช่วงปี  ค.ศ.๑๕๕๖-๑๖๔๐  The Star  Chamber  ซึ้งคือศาลพิเศษของประเทศ(๒)  ได้ออกพระราชกฤษฎีกาและข้อบังคับ  ห้ามมิให้ผู้ใดพิมพ์  หรือนำเข้าหนังสือหรือสำเนาที่เป็นสิทธิของสมาคมผู้พิมพ์และจำหน่ายหนังสือ  (Company  of  Stationers)  แม้วัตถุประสงค์หลักของกฎหมายเหล่านี้คือเพื่อต้องการตรวจสอบการแพร่หลายของการปฏิรูปคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนท์  แต่ก็เป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งในอันที่จะก่อให้เกิดกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับแรกของโลกในเวลาต่อมา

ในค.ศ. ๑๖๖๒  มีการออกพระราชบัญญัติการอนุญาตให้ใช้สิทธิ(The  Licensing  Act)  ขึ้น  กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้มีการตีพิมพ์  หรือนำเข้าหนังสือที่มีเนื้อความขัดต่อความเชื่อทางศาสนา  ห้ามพิมพ์โฆษณาหนังสือที่มิได้รับอนุญาต  ตลอดจนห้ามพิมพ์และนำเข้าหนังสือที่มิได้รับความยินยอมจากผู้เป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ  นอกจากนี้กฎหมายดังกล่าวยังกำหนดโทษให้มีการยึดหนังสือ  และมีโทษปรับเป็นเงิน  ๖  ชิลลิง  ๘  เพนนี  ต่อหนังสือที่เกิดจากการกระทำความผิดแต่ละเล่มด้วย

                กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับแรกของประเทศสหราชอาณาจักร  และฉบับแรกของโลกคือ  The  Statute  of  Queen  Anne  ค.ศ.๑๗๐๙  กฎหมายฉบับนี้ได้ยอมรับสิทธิของผู้สร้างสรรค์และวางหลักเกณฑ์ในเรื่องลิขสิทธิ์ขึ้นเป็นครั้งแรก  โดยให้สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวแก่ผู้สร้างสรรค์ในการพิมพ์สิ่งพิมพ์  ๒๑  ปี  และในการพิมพ์หนังสือ  ๑๔  ปี  ต่อมากฎหมายนี้ได้แพร่หลายไปยังนานาประเทศ  เช่น  ประเทศสหรัฐอเมริกา  และประเทศต่างๆ ในเครือจักรภพอังกฤษ  นอกจากนี้กฎหมายดังกล่าวยังเป็นที่มาของระบบแองโกลแซกซันหรือระบบสิทธิในการทำสำเนา  (Anglo-Saxon  or  Copy  right Systems)  ซึ่งระบบดังกล่าวถือว่าลิขสิทธิ์เป็นสิทธิในการนิเสธ

Ë                                                                 Ë

(๑)  สรุปและเรียบเรียงจาก  E.P. Skone James,J.E.  Rayner James, John F. Mummery and K.M. Gamettc, Copinger and Skone James on Copright (London: Sweet & Mr. Well, 1991) , pp 3-10)  และ Alan Lafman,Robert Gorman and Jane C. Ginsburh, Copyright for the Nineties (Virginia: The Michie Company, 1989) pp.1-4

(๒)The Star Chamber คือ ศาลพิเศษซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยคดีที่ศาลชั้นต้นไม่สมารถดำเนินกระบวนการพิจารณาได้เนื่องจากคู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินคดีวิธีการขัดขวงกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้น  The  Star Chamber  นี้ประกอบด้วยคณะองคมนตรี  คณะผู้พิพากษาและสมาชิกสภาขุนนาง  ศาลนี้ถูกยกเลิกไปในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่  ๘  (Henry Campbell,Black’s Law dictionart fifth edition, St.paul minn West Publishing Co. 1979,p.1261)

(Negative)  กล่าวคือเป็นสิทธิป้องกันไม่ให้ผู้อื่นทำซ้ำ  หรือลอกเลียนงานของผู้สร้างสรรค์  หรือเจ้าของลิขสิทธิ์  ระบบนี้จึงมุ่งเน้นที่สิทธิในทางเศรษฐกิจ (Economic  right)  คือสิทธิในการทำซ้ำ(Copyright)  นั้นเอง

ขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศในเครือจักรภพใช้ระบบสิทธิในการทำเนา(Copyright System) ประเทศส่วนใหญ่ในภาคพื้นยุโรปรวมทั้งประเทศฝร่งเศส และเยอรมันกลับใช้ระบบที่เรียกว่าระบบสิทธิของผู้สร้างสรรค์  หรือระบบภาคพื้นยุโรป (Croit d’- Auteur or Continental European System) ระบบที่ถือว่าลิขสิทธิ์เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์งานที่สร้างสรรค์ขึ้นจะเป็นสิ่งสะท้อนสติปัญญาและบุคลิกภาพ (Personality) ของผู้สร้างสรรค์  ระบบนี้จึงมุ่งเน้นที่สิทธิในธรรมหรือธรรมสิทธิ(Moral Right สิทธิทางทรัพย์สินที่ผู้สร้างสรรค์มีอยู่ในงานจึงเรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual- Property)

                นอกจากระบบลิขสิทธิ์ที่สำคัญสองระบบนี้แล้วยังมีระบบสังคมนิยม(Socialist System) ซึ่งประเทศสหภาพโซเวียตเป็นเจ้าของระบบนี้โดยถือว่าความสำคัญของสังคมจะมีอยู่เหนือเอกชนดังนั้น ลิขสิทธิ์จึงเป็นเครื่องมือในการจัดขบวนการทางวัฒนธรรม(an instrument -for the management of cultural processes) เมื่อใดก็ตามที่ประโยชน์ส่วนได้เสียของเอกชนขัดกันกับประโยชน์ของชุมชนต้องถือว่าประโยชน์ของชุมชนสำคัญกว่า  ดังนั้นสิทธิในเศรษฐกิจของผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของจึงไม่คอยมีความสำคัญ การจัดพิมพ์หนังสือหรือโฆษณาทางสื่อมวลชนจะ

อยู่ในมือขององค์กรของรัฐ และไม่ต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของ(๓) อย่างไรก็ตามระบบลิขสิทธิ์แบบนี้ได้เสื่อมความนิยมลงในปัจจุบันทั้งนี้เป็นไปตามระบบการเมืองเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันนั้นเอง

                ระบบลิขสิทธิ์ต่างๆ ทั้งสามนี้มีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องการใช้ธรรมสิทธิของผู้สร้างสรรค์ขณะที่ระบบภาคพื้นยุโรปให้ความคุ้มครองแก่สิทธิคติธรรมหรือธรรมสิทธิของผู้สร้างสรรค์(Moral Rights) ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ แต่ระบบแองโกลแซกซันกลับให้ความคุ้มครองกฎหมายอื่น  นอกจากนี้ขณะที่ระบบภาคพื้นยุโรปให้ผู้สร้างสรรค์คือลูกจ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่ทำขึ้นภายใต้การจ้าง  แต่ระบแองโกลแซกซันซึ่งเป็นระบบทุนนิยมกลับให้เจ้าของทุน คือนายจ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่ทำขึ้นภายใต้การจ้างแรงงาน

                อย่างไรก็ตามลิขสิทธิ์ระบบต่างๆเริ่มเอนเอียงผสมผสานเข้าหากันภายใต้อิทธิพลของอนุสัญญาเบิร์น ค.ศ.๑๘๘๖ และมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากยิ่งขึ้นภายใต้ความตกลง  TRIPs ในปัจจุบัน

Ë                                                                 Ë

(๓) สรุปและเรียบเรียงจาก  E.P. Skone James,J.E.  Rayner James, John F. Mummery and K.M. Gamettc, Copinger and Skone James on Copright (London: Sweet & Mr. Well, 1991) , pp 3-10)  และ Alan Lafman,Robert Gorman and Jane C. Ginsburh, Copyright for the Nineties (Virginia: The Michie Company, 1989) pp.1-4


 

.  ความหมายของลิขสิทธิ์ 

สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา  Intellectual Property Rights  หมายถึง  สิทธิ์ตามกฎหมายซึ่งได้มีการกำหนดขึ้นอันเกี่ยวด้วยผลผลิตจากปัญญาของมนุษย์(๔)   สิทธ์นี้เป็นประเภทหนึ่งของทรัพย์สินทางกฎหมายที่ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้

ลิขสิทธิ์หมายความว่า  สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น(๕)

สิทธิแต่เพียงผู้เดียว  หรือที่เรียกว่า  Exclusive Rights นี้ หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของสิทธิ  ซึ่งในที่นี้คือเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นเองที่จะทำการใดๆ  ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

สิทธิแต่เพียงผู้เดียว  ที่จะทำการใดๆ  ได้แก่  สิทธิดังนี้(๖)

๑)ทำซ้ำ  หรือ  ดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ 

๒)เผยแพร่งานอันมีสิทธิ์ต่อสารธารณชน

๓)  ให้เช่าต้นฉบับ  หรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์โสตทัศนวัสดุ  ภาพยนตร์  และสิ่งบันทึกเสียง

๔)  ให้ประโยชน์ผู้อื่นให้สิทธิ์แก่ผู้อื่น

๕)  อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธ์ตาม  ๑,๒,๓,  โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้

 

Ë                                                                 Ë

 (๔)  ไชยยศ เหมะรัชตะม ลักษณะของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาพื้นฐานความรู้ทั่วไป (กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๓๙),หน้า๔

(๕)  พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ.๒๕๓๓  มาตรา ๔

(๖)  พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๓  มาตรา ๑๕


 

 

๔.  เหตุผลแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ 

การคุ้มครองลิขสิทธิ์เป็นการคุ้มครองโดยกฎหมายให้ผู้สร้างสรรค์ได้รับสิทธิ์ในการควบคุม(Right to control) หรือหาประโยชน์จากการสื่อสาร (benefit from the-  communication)  จากงานของผู้สร้างสรรค์ที่ควรจะได้รับ    โดยเหตุผลแห่งการคุ้มครองมีดังนี้ คือ(๗)

๑.  เหตุผลแห่งความยุติธรรมของสังคมทั่วไป  ที่ว่าผู้สร้างสรรค์สมควรจะได้รับประโยชน์  ซึ่งเป็นผลผลิตจากแรงงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างขึ้น  ประโยชน์ที่เขาทั้งหลายจะได้รับอยู่ภายใต้เงื่อนไขแห่งค่าตอบแทนการใช้งานสร้างสรรค์นั้น

๒.  เหตุผลทางความเจริญก้าวหน้าของวัฒนธรรม  เมื่อผู้สร้างสรรค์ได้รับความคุ้มครอง  ผลตอบแทนที่ได้รับจากงานของผู้สร้างสรรค์ที่ได้ผลิตขึ้นนั้น  นำความเจริญให้เกิดแก่คลังวรรณคดี  นาฏกรรม  ดนตรี  และอื่นๆ  และขยายตลาดไปถึงหนังสือเรียน  ตำราเรียน ฯลฯ  ของประเทศชาติ  อันเป็นการพัฒนาวัฒนธรรมของชาติทางหนึ่ง

๓.  เหตุผลบนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ  การลงทุนบางครั้งมีความจำเป็นต่อการสร้างสรรค์งาน  เช่น  การสร้างภาพยนตร์,การสร้างงานสถาปัตยกรรม,การแสวงหาประโยชน์ เช่น  การจัดพิมพ์หนังสือ  การผลิตสิ่งบันทึกเสียง  จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่  เมื่อมีการคุ้มครองลิขสิทธิ์นี้  และจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วย

๔.  เหตุผลทางด้านศีลธรรม  งานสร้างสรรค์ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น  เป็นการแสดงออกซึ่งปัญญาของผู้สร้างสรรค์  ดังนั้นผู้สร้างสรรค์จึงควรที่จะได้รับความเคารพนับถือหรือกล่าวอีกนัย

หนึ่ง  มีสิทธิที่จะตัดสินใจว่า  เมื่อใดและอย่างไรที่งานของเขาจะนำออกทำซ้ำหรือนำออกเล่นแสดง

ในสาธารณะ  หรือมีสิทธิที่จะห้ามหากมีผู้นำงานของผู้สร้างสรรค์ไปใช้ดัดแปลงจนเป็นที่เสียหาย  ซึ่งสิทธิประเภทนี้  เรียกกันว่า  “ธรรมสิทธิ์(๘)  (Moral  Right)

๕.  เหตุผลทางชื่อเสียงและเกียรติคุณของประเทศ  เมื่อพิจารณาถึงสภาพการณ์ทั่วไปแล้ว  เมื่อปรากฏงานของผู้สร้างสรรค์ขึ้นในประเทศใด  ก็ย่อมแสดงถึงปรัชญาหรือคุณลักษณะของคนในชาตินั้น  ตลอดทั้งทำให้มีการเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีให้กระจายไปเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก  หากปราศจากการคุ้มครองแก่งานดังกล่าวมรดกทางวัฒนธรรมของชาตินั้นย่อมจะต้องลดน้อยลง  ศิลปะวิทยาการต่างๆก็จะไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร

 

Ë                                                                 Ë

(๗)  พงษ์ศักดิ์  กิติสมเกียรติ,  “ความรู้ชุดกฎหมายลิขสิทธิ์”, นิตยสารศิลปากร  เล่มที่ ๒  ปีที่ ๒๖  (พฤษภาคม  ๒๕๒๕), หน้า๘๘-๘๙.

(๘)  เป็นคำของท่านศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร.

 


 

๕.  กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทย(๙) 

                กฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ของไทยปรากฏขึ้นครั้งแรกในประกาศหอพระสุมดวชิรญาณ ร.ศ. ๑๑๑ ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดนำเรื่องราวต่างๆที่ลงพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษไปพิมพ์ซ้ำ  นอกจากจะขออนุญาตต่อกรมการสัมปิกสภา ต่อมาได้มีการให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนโดยทั่วไปนอกจากเรื่องที่พิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ  โดยมีการออกพระราชบัญญัติกรรมสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ ร.ศ. ๑๒๐ (พ.ศ.๒๔๔๔)ขึ้น  ซึ่งต่อมามีการแก้ไขพระราชบัญญัตินี้อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๗

                หลังจากประเทศไทยเข้าเป็นภาคในอนุสัญญาเบิร์นจึงได้มีการพัฒนาพระราชบัญญัติผู้แต่งหนังสือ  ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  พ.ศ. ๒๔๕๗  มาเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม  พ.ศ.๒๔๗๔  แต่กฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครองแก่งานสองประเภท  คือ  วรรณกรรม  และศิลปกรรม  เท่านั้น

                ในเวลาต่อมาบทบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ล้าสมัย  และไม่ให้ความคุ้มครองกว้างขวงเพียงพอและอัตราโทษที่กำหนดไว้เดิมต่ำมากทำให้มีการละเมิดเสมอ(๑๐) จึงได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม  พ.ศ.๒๔๗๔  ขึ้นใหม่เป็นพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ.๒๕๒๑

                พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๒๑ ใช้บังคับต่อมาอีก ๑๖ ปี บทบัญญัติต่างๆ ก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยเฉพาะการพัฒนา

และการขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้า  และอุติสาหรรมของประเทศและระหว่างประเทศสมควรที่จะ

ได้มีการปรับปรุงมาตรการคุ้มครองด้านลิขสิทธิ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและเพื่อส่งเสริมให้มีการสร้างเสริมงานด้านวรรณกรรม  ศิลปกรรม  และงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้นจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ. ๒๕๓๗ (๑๑) กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับปัจจุบันของประเทศไทย  

Ë                                                                 Ë

 (๙)  ดัดแปลงเรียบเรียงจาก  ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา  คณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รายงานการวิจัยเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เสนอต่อกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์  กระทรวงพาณิชย์, พ.ศ. ๒๕๓๒, หน้า ๓๓-๓๗

(๑๐)  จากหลักการและเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๑

(๑๑)  จากหลักและเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ. ๒๕๓๗    


 

 

๖.  การละเมิดลิขสิทธิ์

การละเมิดลิขสิทธิ์แบ่งเป็น  ๒ กรณี  คือ

๑.  การละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้น  (Primary Infringement)

๒.  การละเมิดขั้นรอง(Secondary Infringement)

๑.  การละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้น 

                การละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้น  แบ่งออกเป็น  ๔  กรณีย่อยคือ

                ก.  การละเมิดสิทธิ์ทั่วไป 

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์  พ.ศ. ๒๕๓๗  บัญญัติว่า “มาตรา๒๗  การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระตามบัญญัตินี้  โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕  (๕)  ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์  ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้

                (๑)  ทำซ้ำหรือดัดแปลง

                (๒)  เผยแพร่ต่อสาธารณชน”

                ข.  การละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุ  ภาพยนตร์  หรือสิ่งบันทึกเสียง 

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ. ๒๕๓๗  บัญญัติไว้ในมาตรา  ๒๘  ว่า “มาตรา ๒๘  การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่โสตทัศนวัสดุ  ภาพยนตร์หรือสิ่งบันทึกเสียง  อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา  ๑๕(๕)  ทั้งนี้ไม่ว่าในส่วนที่เป็นเสียงและหรือภาพให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์  ถ้าได้กระทำดังกล่าวต่อไปนี้

                (๑)  ทำซ้ำหรือดัดแปลง

                (๒)  เผยแพร่ต่อสาธารณชน

          (๓)  ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนาดังกล่าว”

                ค.  การละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพ 

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ.  ๒๕๓๗  บัญญัติไว้ในมาตรา  ๒๙  ว่า  “มาตรา  ๒๙  การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา  ๑๕(๕)  ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์  ถ้าได้กระทำการดังต่อไปนี้

 (๑)  จัดทำโสตทัศนวัสดุ  ภาพยนตร์  สิ่งบันทึกเสียง  หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ  ทั้งนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

                (๒)  แพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำ  ทั้งนี้  ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

                (๓)  จัดให้ประชาชนฟังหรือชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพ  โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้า” 

                ง.  การละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์

 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗  บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐  ว่า  “มาตรา  ๓๐  การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา  ๑๕(๕)  ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์  ถ้าได้กระทำการดังต่อไปนี้

          (๑)  ทำซ้ำหรือดัดแปลง

                (๒)  เผยแพร่ต่อสาธารณชน

                (๓)  ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว”

๒.การละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรอง 

                การละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรอง  หมายถึง  การละเมิดที่ผู้กรทำส่งเสริมให้การละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงได้แพร่หลายต่อไปมากขึ้น  ซึ่งจำเป็นต้องบัญญัติไว้เป็นความผิดตามกฎหมาย

                พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ.๒๕๓๗  มาตรา  ๓๑  บัญญัติว่า

                “มาตรา  ๓๑  ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น  กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไรให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์  ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้

                (๑)  ขาย  มีไว้เพื่อขาย  เสนอขาย  ให้เช่า  เสนอให้เช่า  ให้เช่าซื้อหรือเสนอให้เช่าซื้อ

                (๒)  เผยแพร่ต่อสาธารณชน

                (๓)  แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์

                (๔)  นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร”

                การละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรองนี้  ผู้กระทำจะต้องมีหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานนั้นทำขึ้นโดยการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น  และต้องประสงค์จะหากำไรจากการขายให้เช่า  ให้เช่าซื้อ  แจกจ่าย  หรือนำเจ้ามาในราชอาณาจักรหากเป็นการกระทำโดยไม่ประสงค์จะหากำไร  หรือไม่รู้ว่างานนั้นเป็นงานอันละเมิดลิขสิทธิ์  ก็จะไม่มีความผิดตามมาตรา  ๓๑  นี้


 

 

๗.  อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ 

          ๑.  ลักษณะทั่วไป 

                เมื่อผู้สร้างสรรค์ได้ก่อให้เกิดงานอันมีลิขสิทธิ์ขึ้นแล้ว  ก็สามารถที่จะมีสิทธิที่จะทำซ้ำดัดแปลง  หรือนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน  ฯลฯ  ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นได้  แต่การจะทำให้ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิดังกล่าวตลอดไปนั้น  ระยะเวลานี้เรียกว่า “อายะแห่งการคุมครองลิขสิทธิ์”  (Term of Protection of Copyright)  ระยะเวลานี้ไม่เท่ากันแล้วแต่กฎหมายภายในของแต่ละประเทศจะกำหนดไว้ และเรียกชื่อต่างกัน  เช่น กฎหมายของสหรัฐอเมริกาใช้ศัพท์ว่า “Duration of the Protection”(๑๒)  ดังนั้น  อายุแห่งการคุ้มครองสิทธิ์จึงหมายถึง  ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่งานสร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์(๑๓)

          อนึ่ง  อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นแตกต่างจากอายุของกรรมสิทธิ์  ซึ่งไม่มีจำกัดเวลาในการคุ้มครอง  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใดก็ติดอยู่กับทรัพย์สินนั้นตลอดกาล  ติดอยู่ตลอดชีวิตของเจ้าของ  หรือแม้เจ้าของกรรมสิทธิ์จะสิ้นชีวิตไป  กรรมสิทธิ์ก็ตกทอดเป็นมรดกไปยังทายาท  ไม่มีวันสิ้นสุด  แต่อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์มีเพียงเท่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายเท่านั้น  เมื่อสิ้นกำหนดเวลานั้นก็ไม่มีบุคคลใดได้มีสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นอีกเลย  ซึ่งกำหนดไว้เป็นหลักการพิเศษเพื่อประโยชน์แก่สังคมอีกโสดหนึ่งด้วย

                ๒.วันเริ่มต้นและสิ้นสุดอายุลิขสิทธิ์ 

                                ๒.๑  วันเริ่มต้นนับอายุลิขสิทธิ์ 

ก.  ในกรณีที่นับจากการสร้างสรรค์  อายุลิขสิทธิ์ให้เริ่มนับจากวันที่มีการ

สร้างสรรค์ปรากฏขึ้น

                                ข.  ในกรณีที่นับจาการโฆษณา  ให้เริ่มจากวันที่มีการโฆษณาครั้งแรก  โดยความหมายของการโฆษณานั้นให้เป็นไปตามมาตรา  ๔  แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ.  ๒๕๓๗  ดังนี้

                “ “การโฆษณา”  หมายความว่า  การนำนำเนาจำลองของงานไม่ว่าในรูปหรือลักษณะอย่างใดที่ทำขึ้นโดยความยินยอมของผู้สร้างสรรค์ออกจำหน่าง  โดยสำเนาจำลองนั้น  แต่ทั้งนี้ไม่หมายความรวมถึงการแสดงหรือการทำให้ปรากฏซึ่งนาฏกรรม ดนตรีกรรม  หรือภาพยนตร์การบรรยายหรือการปาฐกถา  การแพร่เสียงแพร่ภาพเกี่ยวกับงานใดการนำศิลปกรรมออกแสดงและการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรม”

Ë                                                                 Ë

(๑๒)  Theodore R. Jackson, “Duation of Copyright under S-22” in the Complete Guide to the New Copyright Low (New York: New York Law School, 1977), P. 62-63.

(๑๓)  WIPO, WIPO Glossary of Terms of the Law of Copyright and Neighboring rights.p.247.

 

                                ค.  กรณีนับจากการตายของผู้สร้างสรรค์  ให้นับจากวันที่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย

                                ๒.๒  การสิ้นสุดอายุแห่งลิขสิทธิ์ 

                                ก.  วันครบกำหนดอายุลิขสิทธิ์ที่แน่นอน  เนื่องจากลิขสิทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่ต้องจดทะเบียน  จึงเป็นการยากที่จะทราบถึงวันที่แน่นอนที่มีการสร้างสรรค์อันเป็นวันเริ่มต้นให้การคุ้มครองและวันสิ้นสุดแห่งการคุ้มครองดังนั้น  การสิ้นสุดโดยวันครบกำหนดที่แน่นอนจึงไม่นิยมใช้กัน  แต่จะใช้วันสิ้นปีปฏิทินแทน

                                ข.  วันสิ้นปีปฏิทิน  พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ. ๒๕๓๗  มาตรา  ๒๕  บัญญัติว่า “ “มาตรา ๒๕” เมื่ออายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่ตรงกับวันสิ้นปีปฏิทินหรือในกรณีที่ไม่อาจทราบวันครบกำหนดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่แน่นอน  ให้ลิขสิทธิ์ยังคงมีอยู่ตลอดไปจนถึงวันสิ้นปีปฏิทินของปีนั้น”

          ในกรณีที่วันครบกำหนดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่ตรงกับวันสิ้นปีปฏิทิน  คือวันที่  ๓๑  ธันวาคม  หรือในกรณีที่ไม่อาจทราบวันครบกำหนดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่แน่นอน  ให้ลิขสิทธิ์มีอยู่ต่อไปจนถึงวันสิ้นปีปฏิทินของปีนั้น

                ๓.  ผลเมื่อลิขสิทธิ์หมดอายุการคุ้มครอง 

                                ๓.๑  งานนั้นตกเป็นสาธารณสมบัติ  (Work in public domain) 

เมื่องานนั้นสิ้นอายุแห่งการคุ้มครอง  งานนี้จะตกเป็นสาธารณสมบัติ  ผู้ใดจะนำมาใช้ประโยชน์ก็ได้ทั้งสิ้นโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนและไม่ต้องขออนุญาตผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อีก

                                มีข้อสังเกตว่างานสาธารณสมบัติ  ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ  ไม่มีหน่วยงานใดเป็นผู้ดูแลแต่อย่างไร  ซึ่งต่างจากทรัพย์สินแผ่นดินซึ่งมีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องมาดูแล

                                ๓.๒  การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ออกโฆษณาภายหลังจากที่อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์สิ้นสุดลง  การโฆษณานั้นจะไม่ก่อให้เกิดลิขสิทธิ์ขึ้นใหม่  ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา  ๒๖  แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ.๒๕๓๗  ที่ว่า “มาตรา ๒๖ การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ออกทำการโฆษณาภายหลังจากที่อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์สิ้นสุดลงไม่ก่อให้เกิดลิขสิทธิ์ในงานนั้นๆ ขึ้นใหม่”

                                อย่างไรก็ตามหากมีการนำงานซึ่งสิ้นอายุแล้วไปใช้โฆษณาโดยมีงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่รวมอยู่ด้วย  งานใหม่ก็จะมีลิขสิทธิ์  แต่ส่วนงานเดิมก็จะไม่มีลิขสิทธิ์อีก


 

 

๘.  งานอันมีลิขสิทธิ์

                                ๑.  สาระสำคัญของงานอันมีลิขสิทธิ์

                                                ๑.๑  ต้องเป็นงานที่สร้างสรรค์

                                                เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ. ๒๕๓๗  มาตรา  ๖  วรรคแรก  ซึ่งบัญญัติว่า “งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ได้แก่งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม  ศิลปกรรม....”  และในมาตรา  ๔  กำหนดนิยามของคำว่า “ผู้สร้างสรรค์”หมายว่าว่า  “ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้”  ด้วยเหตุนี้  งานสร้างสรรค์จึงต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่บุคคลใดได้ทำหรือก่อให้เกิดขึ้นแต่สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือ  ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฉบับนี้  ได้ตัดข้อความ “โดยความคิดริเริ่มของตนเอง”  ออกจากนิยามของคำว่า “ผู้สร้างสรรค์”  ที่เคยปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พ.ศ.  ๒๕๒๑  ทั้งนี้  เมื่อคำนึงถึงการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานที่มีลักษณะเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์  และงานที่มีลักษณะเป็นการนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์มารวบรวมหรือประกอบกันเข้า  อันได้กำหนดไว้ในกฎหมาย  ลิขสิทธิ์ฉบับปัจจุบันแล้ว  การตัดข้อความดังกล่าว  ก็คงเพ่อไม่ให้เกิดความสับสนว่างานที่มีลักษณะดังกล่าวนั้น  แม้ไม่ได้เกิดจากความคิดริเริ่มโดยแท้จริงของผู้ทำการดัดแปลง  รวบรวมหรือประกอบก็ตาม  แต่ยังได้รับลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ด้วยเช่นกัน

                                อย่างไรก็ตามโดยหลักทั่วไปแล้ว  สาระสำคัญของงานสร้างสรรค์อันจะได้รับลิขสิทธิ์นั้นจะต้องเป็นงานที