ในการเรียนรู้เรื่องการจัดการความรู้ของผมย่อมหนีไม่พ้นสคส.ที่ถือเป็นครูในเรื่องนี้อีกคนหนึ่ง โดยที่ช่องทางBlogที่ทำให้ได้รู้จักนักจัดการความรู้จากหลากหลายพื้นที่ก็เป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยก่อรูปความเข้าใจเรื่องการจัดการความรู้(ที่ยังไม่นิ่ง)ของผม

อ.อ้อมบอกว่า อ.นะเครื่องร้อนช้า คือกว่าจะได้ลงมือปฏิบัติการอย่างสนุกสนานเช่นที่เป็นอยู่ก็ผ่านมาครึ่งค่อนทางแล้ว ขณะที่คุณอำนวยคือคุณสามารถเองก็ยังใช้เครื่องมือเก่าที่เคยใช้ได้ผลหรือเป็นที่นิยมมาก่อนคือเครื่องมือวิเคราะห์สภาพปัญหาเป็นด้านหลัก รวมทั้งไม่สามารถเชื่อมโยงบทบาทคุณอำนวยหรือคุณเอื้อเข้ากับความเป็นผู้นำเครือข่ายได้ โดยเฉพาะวิธีการทำงาน ทำให้การทำงานของทีมวิจัย3คนไม่ราบรื่นเท่าไรนัก (อันหลังนี้เป็นข้อสังเกตของผม)
ผมคิดว่าผู้ที่ติดตามเรื่องเล่าของอ.อ้อมคงรับรู้ถึงสถานะการณ์และเหตุที่มาได้เป็นอย่างดี

ผมมาคิดทบทวนดูด้วยคำถาม"มันเป็นยังงั้นได้ยังไง?" ซึ่งเป็นคำถามที่นักเรียนวิจัยในฐานะผู้เฝ้าติดตามปรากฏการณ์ทางสังคมต้องฉงนสงสัยว่าจะเป็นด้วยบุคลิกส่วนตัวหรืออะไรกันแน่? เพราะผมมักจะเตือนตนเองดังๆด้วยข้อคิดของอ.ปิยะวัติว่า "อย่าไปเพิ่มตัวแปรขึ้นมาอีกในสมการ(ปรากฏการณ์) ที่เรากำลังศึกษา ซึ่งซับซ้อนมากอยู่แล้ว"  
   
ในงานวิจัยนี้ เราต้องการเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการทำให้เจ้าของเรื่องคือขบวนชุมชนเรียนรู้ที่จะทำการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยที่เราเองทำหน้าที่เป็นครูกระบวนการที่ไม่ใช่สังเกตการณ์อย่างแยกตัวหรือมีส่วนร่วม เท่านั้น แต่เข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการขวนขวายหาความรู้เท่าที่มี รวมทั้งสนับสนุนให้ขบวนชุมชนมีการสร้างความรู้ขึ้นใหม่ร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานคิด จิตสำนึกในการเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนขบวนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมทั้งเฝ้าดูผลลัทธ์ที่เกิดขึ้นอย่างสงบนิ่ง ไม่ลงไปเป็นตัวแปร (มีอารมณ์)กับเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงใดๆนั้น

สรุปเป็นคำขวัญของนักวิจัยคือ "ขับเคลื่อนขบวนนำสู่ความตื่นรู้สู่    เป้าหมายอย่างแข็งขัน เฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงอย่างสงบนิ่ง" ซึ่งผมเองในฐานะผู้ประสานงานที่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของแต่ละพื้นที่ซึ่งครอบคลุมถึงทีมวิจัยแต่ละทีมด้วยก็เตือนตนเองว่าอย่าไปเพิ่มตัวแปรขึ้นอีก ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะในความไม่ลงตัวนั้นย่อมมีคนเล่าให้ฟังในแง่มุมที่ขัดแย้งกันและเป็นคนที่เราชอบพอรักใคร่ด้วยกันทั้งนั้น เราจะช่วยเยียวยาให้สถานะการณ์ดีขึ้นบ้างได้อย่างไร?

ตัวอย่างเช่น เมื่อจบการประชุม ผมชวนทีมวิจัยคืออ.อ้อมและคุณสามารถหารือกิจกรรมเสริมสร้างเครือข่าย/กลุ่มในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ผมรู้สึกว่าท่าทีในการคุยกันไม่เป็นมิตรเลย จึงรีบจบการสนทนา
เมื่ออ.อ้อมขับรถมาส่งที่เชียงใหม่ ผมได้คุยกับอ.อ้อมว่า คุณสามารถเป็นผู้ใหญ่ เป็นประธานจังหวัดและเป็นกรรมการระดับชาติในหลายองค์กร น่าจะอ่อนน้อมให้เกียรติแกหน่อย แม้ว่าจะรู้สึกในใจอย่างไร    ก็ไม่ควรทำสีหน้าปั้นปึ่ง ไม่น่ารักเลย (ในฐานะน้องที่พูดแนะนำกึ่งแซว) ซึ่งไม่ง่ายทั้งโดยเหตุการณ์ที่อ.อ้อมประสบให้ต้องจดจำและบุคลิกส่วนตัวของอ.อ้อม
 อ.อ้อมบอกว่า ก็เช่นเดียวกัน อ.อ้อมเองก็เป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาอันดับ1-2ของประเทศ มีเกียรติคุณกว้างไกล คุณสามารถก็ควรจะเคารพอ.อ้อมด้วย ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย และบอกอ.อ้อมว่าถ้าผมคุยกับคุณสามารถ ผมก็จะขอให้แกให้เกียรติอ.อ้อมและไม่ถือโทษเพราะอ.อ้อมเยาว์วัยกว่ามาก

เรื่องนี้ ผมเองก็มักจะเกิดอุปาทานเป็นตัวตนคับแก้วให้ระวังตนเองอยู่บ่อยๆ ที่มาสนใจการจัดการความรู้ก็เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่เชื่อมโยงเข้าสู่การเรียนรู้เพื่อลดความเป็นตัวตนของเรานั่นเอง

การจัดการความรู้จะมีประโยชน์อันใด หากไม่ช่วยให้เราหลุดพ้น          มีอิสรภาพจากตัวตนที่มักจะออกหน้าบดบังความรัก ความดีงามที่มีอยู่ในตัวเรา

"เรารับรู้ถึงความรัก และมีความสุขเมื่อมีคนรักเรา แต่เราจะมีความสุขยิ่งกว่าหากเรารู้สึกรักผู้อื่น"..............ลีโอ ตอลสตอย

ในเวทีวันที่19มิ.ย.ของลำปาง เสี้ยวหนึ่งของความสุขที่ล้ำลึกของผมเกิดขึ้นเพราะรู้สึกรักในความเสียสละของคนทำงานชุมชน โดยเฉพาะอ.ธวัชที่พวกเราหลายคนต้องน้ำตาซึมทั้งจากคำพูดและ ตัวตนที่เราได้รู้จัก

ความรู้สึกรักผู้อื่นเป็นพลังที่ปลุกขึ้นมาได้ยาก และผู้ที่ปลุกพลังนี้ให้เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ก็เปรียบเสมือนพระเยซู