ครั้งที่สี่...ของการเดินทางไปเชียร์ คนหน้างาน รพ.ป่าติ้ว ให้ฮึกเฮิมและหลงรักกระบวนการ R2R ==> ความสุขของข้าพเจ้าที่ได้ไป คือ ได้เห็นใบหน้าของคนหน้างานและแววตาที่เปลี่ยนไป ยังจำได้เลยว่าครั้งแรกที่ได้เจอกันนั้น มีความหวาดหวั่น ตึงเครียด... "จะพาทำอะไรอีกเนี๊ยะ...เหนื่อยก็เหนื่อย งานก็เยอะ และต้องมาเรียนรู้เรื่องยากๆ นี่อีก"... แววตาที่สื่อออกมา คือ ความไม่แน่ใจ เพราะวัฒนธรรมหากมีการจัดอบรม ต้องเป็นเรื่องที่เครียดและน่าเบื่อ...

สี่เดือนผ่านไป... ความ ที่ปรากฏในครั้งแรกนั้นไม่มี และสลายไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกันนั่นแหละ...

การเข้ามาเรียนรู้...ดำเนินไปอย่างมั่นคง และละเมียดละไม...

ผู้บริหาร อย่างพี่แก้ว ไม่โลภมากในผลงาน หากแต่ปรารถนาให้คนหน้างานได้สัมผัสความสุข และเกิดความคิดทางปัญญา...  ได้เท่าไร ก็เท่านั้น ขอแค่ให้เขามีใจ

เป็นย่างก้าวที่เกินความคาดหมายของข้าพเจ้าอย่างยิ่ง...

ทุกครั้งที่ผ่านมา รวมถึงครั้งนี้ด้วย การนำเสนอความก้าวหน้าของงานพัฒนาที่ทำ โดยใช้กระบวนการเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ ทำให้ "ใจ" ของใครหลายๆ คนอยากปรับปรุง เปลี่ยนแปลงงานของตนเอง... ซึ่งเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์จริงๆ ไม่อิงอะไรทั้งสิ้นไม่ว่าจะ HA หรือโครงการที่มีเงินมาเป็นตัวล่อ... ที่นี่มาด้วยใจ ใจของคนที่รักอยากจะทำ ...

เรื่องเล่า...ของพี่พยอม... ที่เปิดตัวคล้ายสนใจตัวเลข แต่หากกลับเข้าถึงชุดข้อมูลเชิงคุณภาพได้อย่างลุ่มลึก วิถีคิดที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อมุมมองและปรับกระบวนการทำงานที่เข้าถึงสุขภาพของภาคประชาชน...

พี่ยอมเล่าว่า ตั้งโจทย์ในเรื่องที่อัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น...เดิมทีนั้นเป็นเรื่องที่เขาขาดความรู้ และลักลอบท้องก่อนแต่ง หรือตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ แต่เมื่อพี่ยอม...ลงพื้นที่เก็บข้อมูล กลับพบว่าไม่ใช่ เด็กๆ ตั้งครรภ์โดยครอบครัวสนับสนุน และผ่านการประกอบพิธีสมรสอย่างถูกต้องตามประเพณี ... พ่อแม่เห็นดีงาม ดังนั้นยุทธศาสตร์ของการไปให้ความรู้หรือสุขศึกษาที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ที่มุ่งไปปาวๆ ในโรงเรียนหรือสถานศึกษานั้น ต้องปรับใหม่แล้วล่ะ... ==> ต้องเข้าไปถึงบ้าน ความคิดความเชื่อ และวัฒนธรรมที่กำลังจะเปลี่ยนไป

หรือในเรื่องของ ANC ที่ควรมาตั้งแต่ตั้งครรภ์ประมาณสิบสองสัปดาห์... เดิมทีตั้งสมมติฐานว่าชาวบ้านนั้นขาดความรู้ แต่เปล่าเลย... เมื่อเข้าไปคลุกคลีและได้ข้อมูลมาพบว่า หญิงตั้งครรภ์เขาจะมีเกณฑ์ชี้วัดของเขาเองว่า ประมาณเท่าไร ถึงจะมาฝากครรภ์... เขามีความรู้ที่ใช้ในการสังเกตตนเองตามวิถี แต่ไม่ตามความรู้ของสาธารณสุข... ดังนั้นพี่ยอมจึงมองว่า ต้องมาทบทวนใหม่แล้วล่ะว่า... จะพบกัน ณ จุดใดจึงจะคือความพอดีในเรื่องการดูแลสุขภาพ... เพราะว่าหากไม่ทำความเข้าใจในภาคประชาชนแล้ว การแก้ปัญหาทางด้านสาธารณสุขก็จะเป็นน้ำเน่าอยู่เช่นนี้เรื่อยไป

นี่เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้า...ชื่นชอบวิธีการคิดที่เปลี่ยนไป

และจุดเด่นของการขับเคลื่อน R2R ที่ป่าติ้ว ฝ่ายสนับสนุนลุกขึ้นมาทำ R2R อย่างเข้มแข็ง และเห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงไปอย่างได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวิถีคิดที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน... แววตาที่เป็นประกาย และการช่วยกันคิด บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนก่อให้เกิดประเทืองปัญญา...

ข้าพเจ้าได้ถามพี่คำผิวว่า...

"อะไรนะ คือ แรงบันดาลใจให้พี่คำผิวอยากลุกมาพัฒนางานของตนเอง"

คำตอบของพี่คำผิว...ทำให้ทุกคนถึงกับสนุกสนานกับการแลกเปลี่ยนกัน นั่นก็คือ ว่า..

"เพียงแค่อาจารย์แลบลิ้น...ปัญญาของผมก็เกิดแล้ว"... แล้วพี่คำผิวก็พูดเป็นคำผยา...ซึ่งเป็นสำนวนโบราณของคนอิสาน (ข้าพเจ้าก็จำไม่ได้แล้ว)... ทำให้เกิดเสียง ...ฮา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พี่คำผิวนี่ไม่ได้คิดเฉพาะงานของตนเองเท่านั้น หากแต่เกิดความคิดแตกยอดออกไปร่วมคิดกับงานอื่นๆ แม้แต่งานบริการของพยาบาลด้วย...

ในวันนั้น (๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓) บุคลากรหลายคนกำลังประสบกับความทุกข์ของระบบการประเมิน และการพัฒนาคุณภาพ แต่ในห้องประชุมเล็กๆ กลับมีเสียงหัวเราะ และไม่ได้สนใจในความวุ่นวายและกระแสแห่งความตึงเครียด...

พี่นิ...ได้รับคำสั่ง ให้ไปประชุมที่จังหวัด แต่ช่วงบ่ายรีบกลับและตรงดิ่งมาที่ห้องเรียนรู้ R2R "ไม่อยากไป แต่นายสั่งก็ต้องไป"...คือ คำบอกเล่าจากพี่นิ ส่วนพี่แก้ว-ขวัญใจข้าพเจ้า ต้องทำหน้าที่ของผู้เสียสละ ทำงานตามกรอบและความรับผิดชอบ ไม่ได้เข้ามาร่วมด้วยแต่ก็ส่งเสียงมาทักทายทางโทรศัพท์เป็นระยะ...ระยะ... ว่า "ใจ" นี้ยังผูกพันอยู่กับ R2R...

คุณสหัส... R2R มามืด มีกระบวนการคิดที่เฉียบมาก ของงาน supply ข้าพเจ้าชอบการคิดที่เป็นระบบของคุณสหัส และการลดความซับซ้อนของการทำงาน คุณสหัสหรือพี่หัสเล่าว่า ... เราอยากให้งานพัฒนา ทำไมเราต้องมาทำงานซ้ำซ้อน และซับซ้อนกันด้วย แทนที่จะดีกลับต้องเหนื่อยยิ่งขึ้นกว่าเดิม ... ดังนั้นพี่หัสจึงมาคิดเรื่อง...การล้างทำความสะอาดเครื่องมือเพื่อลดสนิม ที่ทำที่จุดเดียวเลย และชวนน้องๆ มาคิดหาวิธีการที่จะไม่ทำให้เกิดสนิมและคราบต่างๆ

นอกจากนี้...ที่ประทับใจอย่างยิ่งคือ

น้องทีมพยาบาล ที่มีทั้งลงเวรดึก ต่อเวร และวันหยุด... ต่างทยอยมาเล่าความก้าวหน้าของงานให้ฟัง หลายคนข้าพเจ้าต้องไล่ให้กลับไปพัก แต่ทุกคนก็ยังมีใบหน้ายิ้มแย้ม และหัวเราะอย่างเบิกบาน อีกท่านหนึ่งที่อดชื่นชมไม่ได้ คือ องุ่น...เพื่อนข้าพเจ้าเอง ที่ใจเย็นมากให้น้องๆ ... เล่าเรื่องไปและตนเองเล่าเป็นคนสุดท้าย แววตาขององุ่นมุ่งมั่นมาก และเห็นความคิดของการคิดพัฒนางานอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยง...

วันนี้...ถือว่า เป็นอีกวันที่ข้าพเจ้ารู้สึก "อิ่มใจ"

พี่โอ...บอกว่า "เรื่องความดีความชอบให้เขาถกกันไปก่อน...แต่พี่โอขอโอบกอดความสุขของ R2R ก่อนแล้วกัน"...

 

ยืมภาพมาจากบันทึก เพื่อนเดินทาง