Caregiver's burnout, Family of chronic patient

ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่บ้านยังไง.. 

ไม่ให้หมดไฟ

(How to beware caregiver’s burnout in family of chronic patient)

อ.นพ.จาตุรนต์ ตั้งสังวรธรรมะ

นส.สายชล สมจิตร และทีมหน่วยเวชศาสตร์ครอบครัว

รพ.ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แพทยศาสตร์ มศว.

 

โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ในการให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองเป็นเป้าหมาย หลัก โดยหวังจะเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น พึ่งพาตนเองให้ได้เร็วที่สุด และมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีการพัฒนาการใช้ยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆอย่างมากมาย อย่างไรก็ตาม เป้าประสงค์ที่เราคาดหวังเอาไว้จะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าขาดบุคคลคนนี้ นั่นคือผู้ดูแล (Caregiver) เนื่องจากคนที่คอยอยู่ดูแลเกือบตลอดเวลาหรือในบางคนอาจต้องดูแลตลอด 24 ชั่วโมงนั้นไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ แต่หากเป็นคนในครอบครัว ญาติผู้ป่วย ลูกหลาน เพื่อนหรือผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยต่างหาก บ่อยครั้งที่บุคคลกลุ่มนี้มักจะประสบปัญหาต่างๆมากมาย ในการดูแลผู้ป่วย เพราะในบางครั้งบุคคลเหล่านี้อาจต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนถึงก่อนนอน และบางครั้งก็อาจไม่ได้นอน แปรผันไปตามความสามารถในการพึ่งพาตนเองของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองว่าสามารถ ช่วยเหลือตนเองได้มากน้อยเพียงไร และถ้าต้องดูแลผู้ป่วยเพียงลำพังด้วยแล้ว เราอาจเป็นผู้ป่วยเพิ่มมาอีกหนึ่งคนก็เป็นได้

จากบทบาทความสำคัญของผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่กล่าวมาข้างต้น ปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งคือสุขภาพของผู้ดูแล (Caregiver’s Health) โดยปัญหาดังกล่าวมักจะถูกละเลยหรือมองข้ามไปในมุมมองของสาธารณสุขไทย หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เป็น “ผู้ดูแล” การละเลยจากปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ และทำให้เกิดภาวะความเหนื่อยล้าของผู้ดูแล (Caregiver’s Burden) ซึ่งจะมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันจากทั้งปัจจัยของ “ผู้ดูแล” และ “ผู้ถูกดูแล” และถ้าผู้ดูแลเกิดภาวะดังกล่าวสะสมนานขึ้นเรื่อยๆจะส่งผลให้เกิดภาวะอื่นๆ ตามมาเช่น ภาวะเครียดเรื้อรัง ซึมเศร้า เบื่อหน่าย และอาจส่งผลต่อภาวะสุขภาพกายตามมาเนื่องจากไม่มีเวลาในการดูแลสุขภาพของตน เอง เมื่อมาถึงวันหนึ่งก็จะเกิดภาวะที่ไม่สามารถเป็น “ผู้ดูแล” ได้อีกต่อไป (Caregiver’s Burnout)

ในปัจจุบันปัญหาดังกล่าวได้แอบทวีความรุนแรงมากขึ้นอันเนื่องมาจากการให้ บริการของเวชปฏิบัติ หรือสถานพยาบาลในปัจจุบันที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก และบ่อยครั้งที่ตัว “ผู้ดูแล” เองก็ไม่กล้าที่จะบอกว่า “คุณหมอค่ะ (ครับ) ฉัน (ผม) เริ่มไม่ไหวแล้วนะหมอ” ด้วยรูปแบบที่เน้นการดูแลผู้ป่วยเป็นจุดศูนย์กลาง (Patient-Center Care) และดูแลตัวผู้ป่วย หรือ “ผู้ถูกดูแล” แต่เพียงอย่างเดียว ในฐานะที่เป็น “ผู้ดูแล” การรู้จักตนเอง การเฝ้าระวังตนเอง (Awareness) ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง

เราจะรู้ได้ยังไงน้า…ว่า “เริ่มไม่ไหวแล้วนะหมอ”

“ผู้ดูแล” หลายครั้งมักไม่ทราบว่าตนเองรู้สึกอย่างไร เพราะต้องทำตามหน้าที่ที่หลายคนฝากไว้ หลายคนคิดว่าถึงแม้จะพูด อธิบายหรือบ่นให้ใครฟัง ก็ไม่มีใครสนใจ และคงไม่มีใครสามารถช่วยเหลือได้ พาลแต่จะทำให้ทะเลาะกันเองเปล่าๆ บางครั้งอาจโทษว่าเป็นจากเวรกรรมที่ทำมาร่วมกับผู้ป่วย หรืออาจเป็นบททดสอบจากพระผู้เป็นเจ้า ถ้าผู้ดูแลนับถือศาสนาอิสลาม เป็นต้น ยอมรับโชคชะตา และยอมเจ็บปวดแต่เพียงฝ่ายเดียว นั่นไม่เป็นผลดีทั้งตัวของผู้ดูแลเอง และตัวของผู้ป่วยที่ถูกดูแลด้วย ดังนั้นถ้าเราเข้าใจตนเอง อย่างน้อยก็จะทำให้เราได้เรียนรู้ตนเองมากขึ้น และส่งผลต่อการพัฒนาตนเองเพื่อให้เข้าใจผู้อื่นต่อไป

 

[บทความจาก คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับประชาชน โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ คณะแพทยศาสตร์ มศว ]

อ่านเพิ่มเติมได้ที่.....

http://elearning.medicine.swu.ac.th/fammed1/?p=3831