ชื่อเรื่อง การใช้ความรู้เป็นฐานในการปฏิบัติงานของครู ศึกษากรณี โรงเรียนวัดประยูรธรรมาราม
จ.ปทุมธานี
ผู้ศึกษา นางสาวจิดาภา บุญสร้างสม
หน่วยงาน โรงเรียนวัดประยูรธรรมาราม อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ปทุมธานี เขต 2
ปีที่ศึกษา 2552
บทคัดย่อ
โรงเรียนวัดประยูรธรรมาราม จังหวัดปทุมธานี สำนักงานเขตพื้นที่ปทุมธานี เขต 2
เป็นโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนผู้นำการเปลี่ยนแปลงและได้รับรางวัลส่งเสริมสุขภาพ
ระดับเพชร จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ผู้วิจัยต้องการทราบถึงแนวทางในการใช้ความรู้เป็นฐาน
ในการปฏิบัติงานของครู ระดับการใช้ความรู้เป็นฐานและระดับประสิทธิผลของโรงเรียน ประชากรที่ใช้
ได้แก่ คณะครูจำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ข้อมูลเชิงปริมาณ
เป็นแบบสอบถาม และข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ คือค่าความถี่ (ƒ)
ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (µ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Õ) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)
ผลการวิจัย พบว่า
1. การใช้ความรู้เป็นฐานในการปฏิบัติงานของครูกรณีศึกษา โรงเรียนวัดประยูรธรรมาราม
จังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ย ( µ )
ทั้ง 3 ด้าน เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือการเก็บรักษาความรู้ (µ = 3.99) รองลงมา การสร้างและประยุกต์ใช้ความรู้ (µ = 3.96) และการแลกเปลี่ยนความรู้ (µ = 3.94) ตามลำดับ เมื่อพิจารณา
เป็นรายตัวชี้วัดพบว่า การเก็บรักษาความรู้มีตัวชี้วัด 2 ตัวเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย (µ )จากมากไปน้อยดังนี้ ความเต็มใจที่จะเรียนรู้ (µ = 4.01) รองลงมาคือ การอ่านจับใจความ (µ = 3.99) ตามลำดับการสร้างและประยุกต์ใช้ความรู้ มีตัวชี้วัด 10 ตัว เรียงตามลำดับ ค่าเฉลี่ย (µ) จากมากไปน้อย ดังนี้ ความคล่องแคล่วในการใช้ความคิด (µ = 4.14) รองลงมา คือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (µ = 4.06) การรวบรวมสารสนเทศ
(µ = 4.06) ความรู้เฉพาะงาน (µ = 4.02) ความสามารถในการใช้เหตุผล (µ = 4.02) การริเริ่มสิ่งใหม่
(µ = 4.01) การบูรณาการสารสนเทศ (µ = 3.96) การแก้ปัญหา (µ = 3.96) ประสบการณ์ในการทำงาน
(µ = 3.75) และความคิดสร้างสรรค์ (µ = 3.70) ตามลำดับ และการแลกเปลี่ยนความรู้ มีตัวชี้วัด 5 ตัว
เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย (µ) จากมากไปน้อย ดังนี้ การฟังอย่างเต็มใจ (µ = 4.14) การให้ความร่วมมือ (µ = 4.06)
มีความยืดหยุ่น (µ = 4.02) การพูด (µ = 3.75) และการเขียน (µ = 3.70) ตามลำดับ
2. ประสิทธิผลของโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ย (µ) ทั้ง 3 ด้าน เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย คือ ความพึงพอใจในงานของครู (µ = 4.10) รองลงมา คือ พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน (µ = 3.83) และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน (µ = 3.81) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัด พบว่า ความพึงพอใจในงานของครู มีตัวชี้วัด 7 ตัว เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้
ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ (µ = 4.39) ความรับผิดชอบ (µ = 4.17) ความสำเร็จในงาน (µ = 4.14)
ความมั่นคงในงานที่ทำ (µ = 4.06) การปฏิบัติในการบริหารของผู้บังคับบัญชา (µ = 4.05) การได้รับการสนับสนุนทางสังคมของครู (µ = 4.03) และบรรยากาศในโรงเรียน (µ = 4.00) ตามลำดับ พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน มีตัวชี้วัด 3 ตัว เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย (µ) จากมากไปน้อย ดังนี้ การมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
(µ = 3.88) รองลงมา คือ การมีวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย (µ = 3.83) และการใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง
(µ = 3.71) ตามลำดับ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมีตัวชี้วัด 3 ตัว เรียงลำดับค่าเฉลี่ย (µ) จากมากไปน้อย ดังนี้
การมีสุขภาพกายและจิตที่ดี (µ = 4.20) รองลงมา คือ การมีคุณธรรม จริยธรรม (µ = 3.89) และคุณลักษณะด้านความรู้ ความสามารถ (µ = 3.61) ตามลำดับ
คิดถึงครูอุ้มมากเลยค่ะ
จากที่ได้เข้ามาอ่านผลการวิจัย เรื่อง การใช้ความรู้เป็นฐานในการปฏิบัติงานของครู อ่านแล้วน่าจะนำมาเป็นตัวอย่างแนวทางในการทำวิจัย และนำไปใช้ในโรงเรียนของผู้อ่าน เพราะว่าผู้วิจัยนำประสบการณ์ที่ได้รับจริงทุกด้าน มาลงมือปฏิบัติในการทำวิจัย
ผลของการวิจัยจึงค่อนข้างออกมาดีและครอบคลุมทุกด้านค่ะ ดีค่ะเพราะหัวข้อการวิจัยแบบนี้ไม่ค่อยจะมีมาให้อ่านบ่อย ๆค่ะ
จากที่ได้เข้ามาอ่านผลการวิจัย เรื่อง การใช้ความรู้เป็นฐานในการปฏิบัติงานของครู อ่านแล้วน่าจะนำมาเป็นตัวอย่างแนวทางในการทำวิจัย และนำไปใช้ในโรงเรียนของผู้อ่าน เพราะว่าผู้วิจัยนำประสบการณ์ที่ได้รับจริงทุกด้าน มาลงมือปฏิบัติในการทำวิจัย
ผลของการวิจัยจึงค่อนข้างออกมาดีและครอบคลุมทุกด้านค่ะ ดีค่ะเพราะหัวข้อการวิจัยแบบนี้ไม่ค่อยจะมีมาให้อ่านบ่อย ๆค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ เป็นประโยชน์มาก และถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากของการวิจัยแบบนี้ค่ะ