ขออนุญาตทางทีมสถาบันไพดี้และทีม We Are Happy ในการคัดลอกบางส่วนของรายงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ทุกท่านที่สนใจนำไปต่อยอด...
."...ปัญหาเด็กพิเศษในประเทศไทย กำลังเป็นปัญหาที่ขยายวงกว้างขึ้นทุกขณะ ซึ่งผลกระทบที่ตามมาในอนาคต คือ ประเทศไทยจะขาดประชากรที่มีคุณภาพสมบูรณ์เป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในขณะที่หน่วยงานทั้งส่วนราชการหรือภาคเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือเด็กพิเศษเหล่านี้ยังมีจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงวิธีการที่ใช้ในการบำบัดนั้นก็ยังมีหลากหลาย ทำให้ผู้ปกครองเด็กพิเศษหลายท่านมีความสับสน และไม่เข้าใจถึงแนวทางการบำบัดต่างๆเหล่านั้น..."
"...เด็กแต่ละคนมีฐานการเรียนรูและสภาพแวดลอมแตกตางกัน ทําใหมีความสามารถในทางสมองแตกต่างกัน แต่ทุกคนก็สามารถพัฒนาศักยภาพสูงสุดของตนได้...."
"...สถาบันไพดี้ [www.paidi-th.com] อาจจะเป็นผู้ที่มีบทบาทในการเป็นศูนย์กลาง ด้วยการ
- สร้างความไว้วางใจกับผู้ปกครอง หน่วยงานและผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กพิเศษ
- มีองค์ความรู้ให้พ่อแม่นำไปใช้ได้
- ผสานผลประโยชน์ที่เป็นทั้งความรู้และรายได้ ที่ลงตัวได้ประโยชน์ทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ
- สร้างหลักสูตรการอบรม(Training) บริการแก่ ชุมชน ผู้ปกครอง โดยหางบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น สสส. อบจ. เป็นต้น
- พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้น่าเชื่อถือ..."
"...รัฐควรสนับสนุนให้เกิดการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบและวิธีการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้านต่าง ๆ..."
"...เพิ่มบทบาทของผู้ปกครองในการให้การศึกษาแก่บุตรของตน...ส่งเสริมให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมิน คัดกรอง พัฒนาการเด็ก..."
"...ชุมชนเข้ามามีบทบาท จัดการเรื่องการมีส่วนร่วม ระหว่างผู้ปกครองเด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจถึงความต้องการของเด็กพิเศษ จะทำให้กระบวนการช่วยเหลือ การจัดการบริการ การเรียนการสอน เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม และมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น..."
"...ควรมีกระบวนการให้ความช่วยเหลือตั้งแต่แรกเกิด การดูแลช่วยเหลือและทำการบำบัดรักษาด้วยความรวดเร็ว จะทำให้เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เร็วขึ้น ไม่เป็นภาระของผู้ปกครองและสังคม..."
"...ขยายการจัดการศึกษาทั้งในและนอกระบบโรงเรียน เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้..."
บทสรุปจาก ดร.ป๊อป เพื่อให้เห็นรูปธรรมของการจัดระบบการบริการเด็กพิเศษในชุมชน โดยวิเคราะห์เนื้อหาข้างต้นของการระดมความคิดจากทุกฝ่ายในชุมชนและเสริมประสบการณ์จากการศึกษาระบบการบริการเด็กพิเศษในออสเตรเลีย:
- รัฐมีนโยบายการวิจัยระบบการบริการเด็กพิเศษแล้ว แต่หน่วยงานยังไม่มีบุคลากรที่พร้อมในการทำวิจัยที่ลงปฏิบัติการจริงกับเด็กพิเศษในชุมชน...การระดมสมองข้างต้นถือเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแสดงให้เห็นถึงความต้องการในโปรแกรมทักษะชีวิตขั้นพื้นฐานที่เน้นให้เด็กพิเศษทำกิจกรรมการดูแลตนเองได้และพัฒนาความสามารถที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรม
- ไทยมีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาเด็ก แต่ต่างคนต่างทำงานเฉพาะวิชาชีพ มีเพียงการสนทนากันกลุ่มเล็กๆ แต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติสร้างโปรแกรมทักษะชีวิตขั้นพื้นฐานที่เน้นให้เด็กพิเศษทำกิจกรรมการดูแลตนเองได้และพัฒนาความสามารถที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรม
- ไทยผลิตนักกิจกรรมบำบัดมาพอสมควร แต่มักอบรมทักษะการใช้เทคนิคด้านองค์ประกอบของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตมากเกินไป เช่น กระตุ้นพัฒนาการ สื่อการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการประสมประสานการรับความรู้สึก การปรับพฤติกรรม สิ่งที่นักกิจกรรมบำบัดไทยต้องพัฒนาตนเองมากๆ เพื่อให้สังคมยอมรับน่าจะเป็นการเพิ่มทักษะการให้เหตุผลทางคลินิกครอบคลุมกระบวนการพัฒนาเด็กพิเศษ เช่น ประเมินและปรับโปรแกรมทักษะชีวิตขั้นพื้นฐานที่เน้นให้เด็กพิเศษทำกิจกรรมการดูแลตนเองได้และพัฒนาความสามารถที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรม
- ศาสตร์และศิลป์ทางกิจกรรมบำบัดมีความเป็นสากลและอัตลักษณ์...ผู้ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือเด็กพิเศษพยายามนำเทคนิคกิจกรรมบำบัดไปบูรณาการกับการจัดการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละบริบทโดยไม่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงความถี่ ระยะเวลา และลำดับขั้นในการจัดโปรแกรมทักษะชีวิตขั้นพื้นฐานที่เน้นให้เด็กพิเศษทำกิจกรรมการดูแลตนเองได้และพัฒนาความสามารถที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรม
- ระบบการบริการเด็กพิเศษในชุมชน ควรมีการวิจัยทิศทางและรูปแบบโปแกรมทักษะชีวิตที่แตกต่างกันตามระดับความสามารถที่มีอยู่ของเด็กและผู้ปกครองในการพัฒนาศักยภาพของการดำเนินชีวิตในระยะยาว สำหรับเทคนิคต่างๆ ที่หลากหลายก็ควรวิจัยประสิทธิผลของเทคนิคที่ทำกันเป็นงานประจำมากกว่าทำตามเหตุผลทางคลินิกที่บุคลากรแต่ละวิชาชีพย่อมมีกรอบความคิดและการปฏิบัติที่น่าจะทำให้สอดคล้องกันหรือต่างกันตามแต่ละประเด็น มิใช่นำ "ปัญหาของเด็กที่แก้ไขยากมาเป็นประเด็น"
...ทีมคณาจารย์กิจกรรมบำบัดและสถาบันไพดี้ได้นำกรอบความคิดโมเดลต้นไม้ทักษะชีวิต ที่วิจัยพบความสอดคล้องของทุกคนที่กำลังช่วยเหลือเด็กพิเศษ มาใช้ในระบบการบริการเด็กพิเศษได้ปีกว่า...พบว่า บุคลากรได้เพิ่มทักษะการเรียนรู้ (เช่น อ่านด้วยสมอง) ในเด็กพิเศษได้สำเร็จ แต่ยังต้องพัฒนาระบบการประเมินผลและระบบการประเมินโปรแกรมที่เป็นรูปธรรมของการพัฒนาเด็กแต่ละคนให้มีทักษะการดูแลตนเอง การทำงาน การเล่น การพักผ่อน และการเข้าสังคม อย่างแท้จริงใน 6 สัปดาห์ (1-2 ครั้งต่อสัปดาห์)
...ขณะนี้สถาบันไพดี้ ผู้ปกครอง และหน่วยงานในชุมชนกำลังเร่งระดมความคิดให้นำกรอบความคิดโมเดลต้นไม้ทักษะชีวิตและพัฒนาระบบโปรแกรมทักษะชีวิตให้สำเร็จต่อไป...โปรดติดตามครับ
*** ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มการให้บริการและความช่วยเหลือแก่เด็กพิเศษในพื้นที่
*** น่าสนใจมากค่ะ เพราะกำลังตั้งใจว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของงานดูแลเด็กพิเศษ
*** ขอบคุณค่ะ
เราคงได้เห็นงานที่อาจารย์พูดถึงทุกเรื่องเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมและร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในอีกไม่นานนะครับ
เป็นกำลังใจและสนับสนุนเต็มที่ครับ
ขอบคุณมากครับคุณกิติยาและคุณยงยศครับ
หากท่านใดสนใจระบบการช่วยเหลือเด็กพิเศษ...ลองติดตามอ่านดูตัวอย่างของออสเตรเลียที่
http://www.childaustralia.org.au/
http://www.earlychildhoodaustralia.org.au
http://www.vicnet.net.au/family/famspecial/
เห็นด้วยกับอ.ป๊อบน่ะค่ะ
เคยอ่านเรื่องของอ.ป๊อบมาบ้างค่ะ
ขอบคุณมากครับคุณครูเมฐินี
สวัสดีค่ะ อาจารย์..ได้อ่านสิ่งที่อาจารย์กำลังช่วยเหลือเด็ก ซึ่งน่าสนใจสำหรับดิฉันค่ะ เพราะทุกวันนี้เด็กได้ออกจากระบบการศึกษาเยอะ แล้วสิ่งสำคัญคือทักษะชีวิตที่เด็กต้องฝ่าฟัน เนื่องจากสาเหตุหลากหลายประการ ถ้ามีความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย เด็กไทยคงเอาตัวรอดได้ในสังคมทุกวันนี้ค่ะ ยินดีขอเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนะคะ ....นิสิตปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาสารคามค่ะ....
ขอบคุณมากครับคุณรณิดา ยะสาธะโร