เมื่อคนเราใจเปิดและเปิดใจรับอะไรแล้ว อะไรต่ออะไรที่จะตามมาก็ "สบาย"

บันทึกนี้ขอต่อยอดประโยคและวลีที่สุดเด็ดของ คุณ namsha ซึ่งมีที่มาจากบันทึก คนไทยทำ R2R มากที่สุดในโลก...!!!


 

"ไม่ติดกรอบ ไม่ชอบมาตรฐาน รำคาญ Research Methodology" คำพูดประโยคนี้ของคุณ namsha นี้สามารถนำไปตั้งเป็นวิสัยทัศน์ของ R2R ได้อย่างดียิ่ง

คำพูดประโยคสั้น ๆ แต่ได้ใจความแล้วสามารถบ่งบอกแนวทางการทำวิจัย R2R ของคนหน้างานง่าย ๆ แบบนี้จะสามารถใช้เป็นแนวทางเพื่อเปิดใจให้คนหน้างานทั้งหลายรู้สึกดีและ "ผ่อนคลาย" กับการทำวิจัย ณ หน้างาน

เมื่อคนเราใจเปิดและเปิดใจรับอะไรแล้ว อะไรต่ออะไรที่จะตามมาก็ "สบาย"

เพราะถ้าหากเราเล่นเจอหน้ากันก็พูดคำแรกเลยว่า "ทำวิจัย" ใครต่อใครที่ได้ยินก็เผ่นหายกันหมด

แต่ถ้าเรามีประโยคของคุณ namsha กำกับการไว้วาง การทำวิจัยครั้งนี้ "ไม่ติดกรอบ ไม่ชอบมาตรฐาน รำคาญ Research Methodology" ต่อท้ายขยายความการวิจัยในการทำงานเข้าไปด้วย จะทำให้ถูกใจวัยรุ่นที่รำคาญ "ระบบ" เป็นอย่างมาก

วัยรุ่นในที่นี้ไม่จำกัดด้วยวัย วัยรุ่นในที่นี่กล่าวถึงคนทำงานที่ยังมีหัวใจเป็น "วัยรุ่น"

คนที่มีหัวใจเป็นวัยรุ่นคือ รักความก้าวหน้า ยังมีเรี่ยว มีแรงที่จะสร้างการพัฒนาเพื่อให้งานของตนเองก้าวหน้าและเจริญเติบโต

ผมเชื่อว่าหัวใจของคนทำงาน ณ หน้างานทุก ๆ คนยังเป็นวัยรุ่นอยู่ เพราะความอยากที่จะดิ้นรนต่อสู้กับความลำบาก หรือเรียกง่าย ๆ ว่าอยากให้ตนเองสบายนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะต้องดิ้นรนและแสวงหา

การหยิบยื่นโอกาสให้กับเขาด้วย R2R จึงเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่เขาเห็นว่า มีช่องทางที่จะทำให้งานของเรานั้นสบายขึ้น

แต่ถ้าเป็นแบบเดิมที่เราบอกเขาว่า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นั้นจะต้องเดินตามเส้นทางของคำว่า "การวิจัย" นั้น ใครได้ฟังก็ยิ่งห่อเหี่ยวสิ้นหวังไปตาม ๆ กัน

ใครกันเล่าที่จะชื่นชมและฝากความหวังไว้กับคำว่า "การวิจัย" เพราะคนทำงานไม่ว่าจะเคยผ่านงานวิจัยทั้งในการเรียนระดับปริญญาต่าง ๆ หรือการวิจัยที่หน่วยงานต่าง ๆ ทำกันอยู่ก็พากันเข็ดขยาดกันไปหมด

คนเรานี้จะทำงานให้ได้ดีต้อง "พูดเป็น"

ถึงจะพูดดีแค่ไหนแต่ถ้าพูดไม่เป็นคนที่ฟังเขาก็หนีหมด

การนิยามแนวทางแห่ง R2R ของคุณ namsha ว่า "ไม่ติดกรอบ ไม่ชอบมาตรฐาน รำคาญ Research Methodology" จึงถือว่าเป็นการพูดที่ชาญฉลาด และจัดได้ว่า "พูดเป็น" เพราะพูดแล้วโดนใจวัยรุ่นอย่างแรง

เมื่อคนทำงานได้ยินประโยคนี้ ในเสี้ยวหนึ่งของจิตใจคนหน้างานที่ต้องอึดอัดกับทฤษฎีและนโยบายต่าง ๆ ที่เคยได้รับมาจากนักวิชาการตาน้ำข้าวนั้นจะเหมือนกับการได้รับการปลดปล่อย

จิตใจของ "กบฏทางวิชาการ" จะเกิดขึ้น

เหมือนกับปลาที่ได้กลิ่นน้ำใหม่ หรือเหมือนกับคนที่ถูกจองจำแล้วได้กลิ่นของ "อิสระภาพ"

คนหน้างานถูกจองจำมานานนะ ซึ่งเป็นการจองจำที่สร้างความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะเป็น "การจองจำทางความคิด"

คนหน้างานถูกสั่งให้ทำ ทำ ทำแล้วก็ทำ แต่ "ห้ามคิด"

คนหน้างานมักถูกมองเสมอ ๆ ว่า มีความรู้น้อยกว่า ปัญญาน้อยกว่า หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "โง่กว่า" นักวิชาการทั้งหลายที่ลงไปบรรยายหรือส่งเอกสารลงไปกำกับงาน

ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการจะให้คนทำงานพัฒนางานของเขาจริง ๆ เราต้องปลดเปลื้องห่วงโซ่อันเป็นพันธนาการที่ผูกรัดข้อมือและข้อเท้าของคนหน้างานออกให้หมด

ปลดปล่อยเพื่อให้อิสระภาพแก่คนหน้างานได้คิด ได้ทำ ได้สร้างสรรค์งานของเขาด้วยตัวของเขาเอง

พวกเรานักวิชาการทั้งหลาย ต้องเลิกไปชี้ว่าสิ่งนั้นผิด สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ไม่ใช่ทฤษฎี สิ่งนี้ไม่ใช่ "การวิจัย"

เมื่อเราปล่อยเขาออกจากกรอบ ก็เหมือนกับเราปล่อยเขาออกจากที่จองจำแห่งความคิด

เมื่อเราไม่ Fix เขาด้วยมาตรฐานของเรา ก็เท่ากับเรามอบโอกาสให้เขาให้สามารถ "จินตนาการ" ได้อย่างไร้ขอบเขต

เมื่อเราประกาศตนไปว่า เรารำคาญ Research Methodology ก็เท่ากับว่าเราประกาศศึกกับนักล่าอาณานิคมทางวิชาการที่ใช้ทฤษฎีแทนกระบอกปืนเพื่อทำสงคราม

จิตใจนักสู้ของทุก ๆ คนจะตื่นและลุกขึ้นมาสู้ คนหน้างานจะลุกขึ้นมาเพื่อสู้เพื่อพัฒนาหน้างานของตนเอง...