สถาบันกัลยาราชนครินทร์
ที่นี่คือ “ของจริง”
ถ้อยคำเช่น “...ทุกคนในองค์กรเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี...ทำอย่างไรจึงคืนความเป็นมนุษย์ให้พวกเขาได้...” แทรกอยู่ในทุกเรื่องเล่า ด้วยภาษาพูดที่ใกล้เคียง
แต่ “ภาษาใจ” ที่แทรกในเรื่องเล่านั้นบ่งบอกเจตนานี้แน่ชัด คงต้องขยายความว่า “ผู้ป่วย” ณ ที่นี้ คือ ผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องคดี อีกทั้งไม่เป็นที่ต้องการของชุมชน หรือแม้แต่ญาติมิตรยังเบือนหน้า มนุษย์เหล่านี้ที่ทีมงานได้เยียวยาและฟื้นคุณค่าความเป็นคนของพวกเขามาให้ได้ หลายคนเคยเร่ร่อนตามถนนโดยไร้ชื่อ แต่ด้วยความพยายามอย่างเอกอุของทีมงานที่ไปตามหาญาติ ตามหาหลักฐาน ตามหาช่องทางที่ทำให้ผู้ป่วยได้ชื่อนามสกุลจริงของเขากลับมาแทนคำว่า “ชายไทยไม่ทราบชื่อ”
งานยากนี้ต้องประสานกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่น ซึ่งเคยตั้งคำถามว่า “คนบ้าต้องมีบัตรประจำตัวด้วยหรือ” ผู้ป่วยคดีบางราย คุณหมอใช้ตำแหน่งทางราชการของตนประกันตัว ด้วยเชื่อว่าตำแหน่งทางราชการนี้ได้มาจากการดูแลผู้ป่วย ถ้าไม่ได้ดูแลผู้ป่วยก็คงไม่ได้ตำแหน่งนี้ จะใช้ตำแหน่งตนเป็นประกันให้ผู้ป่วยก็สมควรแล้ว ที่นี่เขาคิดอย่างนี้จนเป็นวัฒนธรรมองค์กรแล้ว
“ความสุขของกะทิ” ภาพยนตร์ที่คุณหมอดูแล้วอยากให้ผู้ป่วยได้ดูบ้าง จึงไปประสานกับผู้จัดการโรงภาพยนต์หรูทันสมัยเปิดใหม่ในย่านนั้น ซึ่งผู้จัดการให้ความอนุเคราะห์แต่ไม่ทันหนังลาโรง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” จึงเป็นภาพยนตร์ที่ผู้ป่วยและทีมแพทย์ พยาบาลได้ชมอย่างสนุกสนานด้วยความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
ลานร้านค้าในห้างก็เป็นที่ซึ่งผู้ป่วยนำเงินจากการขายงานฝีมือของกลุ่มผู้ป่วยมาจับจ่ายเพื่อซื้อของส่วนตัวที่ตนเคยเดินหาซื้อเมื่อครั้งยังปกติดีอยู่ แต่เหตุการณ์นั้นผ่านไปหลาย(สิบปี)แล้ว มีวันนี้แหละที่ได้เลือกชุดชั้นในด้วยตนเอง ความทรงจำที่งดงามกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง
รุ่นสู่รุ่น เต็มไปด้วยความปรารถนาดี รักษาความลับ แต่แบ่งปันประสบการณ์ในการดูแลที่มาจากหลากหลายมุมมอง โดยเฉพาะรายที่ต้องมี”คำตอบ” ให้กระบวนการยุติธรรม ต้องผ่านการประชุมสหวิชาชีพ 5 สาขา เพื่อเติมเต็มข้อมูลซึ่งกันและกัน
คนที่นี่เชื่อว่า ความเป็นเลิศมิได้เกิดจากความคิดที่ผุดในสมอง แต่เกิดจากการกระทำ ผลงาน CQI ซึ่งได้ปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอทุกๆปี จนกลายเป็นวัฒนธรรม
ประเภทรางวัล Humanized Health Care ระดับองค์กร