กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายหน้าอันมีรอยยิ้มไม่กี่ครั้งต่อนาที ว่าจะเขียนต่อเรื่องธัมมุทเทศเป็นอันต้องสะบัดพับไปก่อน เพราะยังไม่เนียนพอ เริ่มต้นด้วยความสงสัยว่า.....
ทำไมคนทั้งหลายถึงไม่ยอมรับความจริงในสิ่งที่พระพุทธเจ้าพยายามที่จะสอนสาวกผู้เดินตามให้สาวกเหล่านั้นรู้แจ้งเห็นจริง ตามที่ทรงรู้ทรงเห็นหลังจากที่พระองค์ได้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตของพระองค์แสวงหาอยู่เป็นเวลาหลายปี พระองค์ทรงยอมสละชีวิตอันมีค่าเหนือสิ่งอื่นใดบรรดามีของมนุษย์ที่มีค่ายิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทอง ยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติใดๆที่พวกเราแย่งชิงแสวงหาอยู่ในสังคมโลกปัจจุบัน เพื่อแลกกับการได้มาซึ่งความจริงอันประเสริฐ(อริยสัจจ์) อันเป็นประโยชน์ต่อพระองค์เองด้วย ต่อพระญาติของพระองค์ และแม้แต่ต่อโลกของมนุษย์ ของเทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ทั้งหลายทั้งปวงทั้ง ๓ โลก เพื่อที่จะให้สัตว์ทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์เหล่านี้ ให้มีชีวิตอยู่ดีกินดีตามความปรารถนาตามคำกล่าวขวัญถึงอยู่ทุกวีวัน
แต่มนุษย์ทั้งหลายเหล่านี้หาได้รู้ตามที่พระองค์ประสงค์ไม่ มนุษย์ทั้งหลายเหล่าอื่นที่ยังรู้ตามความเป็นจริงก็คงยังพอมีอยู่บ้าง แต่หาเป็นยายอดตายากเสียเหลือเกินในสังคมปัจจุบัน ในสิ่งที่พระองค์ยิบยื่นให้ตามความเป็นจริงเพื่อให้เป็นอาวุธปะหัดปะหารออกจากความมืดคืออวิชชานั้น เขากลับเห็นว่าไม่จำเป็นเขาไม่ต้องการโดยมองเข้ามาในสังคมปัจจุบันท่านทั้งหลายจะเห็นว่า มนุษย์ส่วนมากหาได้ยอมรับความจริงตามที่มันเป็นอยู่ไม่ ความเป็นจริงที่พระองค์เชิญชวนยิบยื่นให้เหล่าพระสาวกเอามาพิจารณาดูเพื่อความมืดความไม่รู้แจ้งคืออวิชชาจะได้หายไปเสียทีตลอดกาลเวลาอันยาวนานของประวัติศาตร์มนุษย์ไม่มียุคไหนเลยที่ความมืดจะเข้ามาหุ้มห่อมนุษย์ได้มากเท่ากับยุคนี้ ท่านว่าจริงไหม?
ความจริงอย่างหนึ่งที่พวกเราควรรู้กันก็คือ ยุคปัจจุบันสมัยโลกาภิวัตน์ ยุคกดปุ่มชี้ไม้ชี้มือนี้เป็นยุคที่ทุกคนอาจเห็นว่าเป็นความเจริญสูงสุดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งที่คนทั้งหลายไม่เคยมองมา ไม่อยากมองแม้จะเห็นอยู่ตำตาก็คือความเสื่อมที่เป็นเส้นคู่ขนานมาตลอดเหมือนทางด่วนยกระดับ ซึ่งคงต้องบอกว่าเป็นความจริงอย่างครบถ้วนกระบวนความยุติธรรม
พุทธเจ้าเคยกล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่าการดำเนินชีวิตไปในทิศทางใดก็ดีต้องประกอบไปด้วยวิถีทางดำเนิน ๘ อย่าง มรรค๘ คือทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องที่สุดโดยไม่ก่อเกิดโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น พระพุทธเจ้ายื่นอาวุธให้ถางชัฏคือกิเลสอันมีอวิชชาเป็นหัวหน้าใหญ่ อาวุธ ๘ อย่างที่ต้องมีติดตัวอยู่เสมอ ท่านบอกว่าให้เห็นดี คิดดี พูดดี ทำดี อาชีพดี พยายามดี สติดี สมาธิดี เหล่านี้ในสังคมปัจจุบันหามีใครสนใจนำไปใช้อย่างเป็นจริงเป็นจังไม่ ไม่นำไปใช้แล้วไม่เป็นไรแต่ยังบอกต่ออย่าไปใช้ ใช้ไม่ได้กับวิถีชีวิตในสมัยใหม่ด้วย นั้นก็เท่ากับว่าปิดตายด้วยประการทั้งปวง โดยเฉพาะชนชั้นปกครองที่จะทำอะไรต้องถูกเอาไปเป็นแบบอย่าง เรียกว่าชนชั้นผู้นำ ชนชั้นปกครองที่มีทุกอย่างอยู่ในกำมือสามารถพลิกแผ่นดิน ผืนฟ้ามหาสมุทร หาวเป็นเดือนดาวชนชั้นปกครองถือว่าเป็นชนผู้ที่จะทำให้โลกเดินไปในทิศทางใดก็ได้
ไม่ว่าจะนำไปในทางที่ดีหรือชั่วตามใจปรารถนา ชนชั้นเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดว่าประเทศหรือโลกจะหมุนไปในทิศทางใด ในความหมายที่ว่าผู้นำก็เป็นคำที่จำกัดความในตัวเองอยู่แล้ว ผู้นำของประเทศก็เปรียบเหมือนรัฐบาล ผู้นำของโลกก็คือชาติมหาอำนาจใช่หรือไม่? แต่ในสถานะปัจจุบันตอนนี้โลกหมุนไปเหมือนคำนิยมที่ว่า “ปลาเล็กต้องเป็นเยื่อของปลาใหญ่ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ใครมือยาวสาวได้สาวเอา”
ใครก็ตามเมื่อได้โอกาสมาเป็นผู้นำของกลุ่มหนึ่งๆแทนที่จะเอาความได้เปรียบนั้นมาทำให้เกิดประโยชน์แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าเอามาทำให้เกิดโทษเกิดบาดแผลทำให้ตัวเองเกิดโรคอันน่ารังเกียจเหมือนรอยพระแสงของ้าวไปปรากฏอยู่บนคอที่ไม่มีวันลบเลือนของมหาอุปราชา “มังกะยอชะวา” เมื่อทิศทางการหมุนของโลกเอียงกะทะแบบนี้แล้วท่านทั้งหลายมองเห็นตอนจบของโลกเราหรือยัง
อย่างในประเทศเราทุกวันนี้ที่บอกว่าพัฒนาการมาสู่ความเสมอภาพเป็นเสรีประชาธิปไตยอันผู้นำพาหมุนตามเขามาภูมิใจนักหนานั้นเป็นอย่างไร เมื่อมองตามที่เป็นจริงก็คือ ความทุกข์ไม่มีวันดับได้ เกิดความแตกแยกออกเป็นก๊กๆเหมือนในยุคราชวงศ์ฮั่นเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความแตกแยกเกิดจากความคิดที่ว่าไม่เป็นธรรม สังคมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงละลายย่อยสลายแห่งอำนาจขั้วต่างๆกระเด็นกระดอนแตกออกไม่มีชิ้นดี ประเทศเล็ก-ใหญ่เกิดหัวเมืองต่างผุดขึ้นเหมือนตุ่มฝีของโรคที่ไม่พึงประสงค์ เท่าที่แตกออกเป็นประเทศแล้วประเทศเล่าในโลกขณะนี้ยังไม่พอ แต่ยังจะย่อยสลายไปอีกไม่รู้ว่าจะนานเท่าได หรืออาจไม่มีที่สิ้นสุดเพราะความทุกข์ที่ทำให้เกิดเหตุเหล่านี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขได้
ประเทศไทยอาจจะมีพื้นที่ไม่เท่าเดิมเมื่อต้องแบ่งให้พี่น้องแต่ละเผ่าพันธุ์นำไปปกครองตนเอง อาจต้องแบ่งแล้วแบ่งอีกไม่มีวันจบสิ้นเหมือนหนังเรื่ององค์ลำบาก เหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นอย่างนี้ก็คืออยาก อยาก อยากให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันสวยงามโก้หรู อยากให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่อยากให้มีการกดขี่ข่มเหงกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ
นั้นเป็นเรื่องของอนาคตไม่พักต้องกล่าวถึงเท่าใดนัก
แต่เมื่อกล่าวถึงสิทธิเสรีภาพหรือประชาธิปไตยที่สังคมโลกโหมประโคมข่าวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น มันต้องเป็นประชาธิปไตยอิสรภาพตามสมควรแก่เหตุ นั้นหมายความว่าต้องพอดีตามทางดำเนินสายมรรคเท่านั้นที่จะทำให้เราไม่ใช้คำว่าประชาธิปไตยเฟ้อจนฟุ้งเอียงไปเข้ากระทะของอัตกิลมถานุโยค หรือเอนไปตามความเมามันหยดของกามสุขัลลิกานุโยค แน่นอนว่าที่โลกหมุนปุเลงโคลงเคลงอยู่ทุกวันนี้เป็นความจริงที่ทุกคนย่อมมองเห็นอยู่ด้วยใจแต่ไม่สามารถพูดออกมาด้วยปาก ความจริงที่ว่าเมื่อเรามองไปทางไหนด้านใด ก็เห็นแต่วิกฤตการณ์เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าโลกร้อนมากขึ้นหรือหนาวเย็นยะเยือกมากกว่าที่เคย เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เห็นอยู่เต็มตาได้ยินเต็มสองหู(ถ้าหูไม่หนวกตาไม่บอด) แต่ไม่สามารถพูดออกมาได้มากนักเหมือนน้ำท่วมปาก
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือคนส่วนมากก็ยังพากันตะแบงป่าวประกาศว่านี้คือความถูกต้อง เพราะไม่สามารถมุดออกจากข่ายแหที่ปกคลุมอันนายพรานแหคลุมไว้อย่างชาญฉลาด ข่ายแหที่พูดถึงก็คือระบบความคิดความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ระบบทุนนิยมหรือระบบจิตนิยมยุคใช้ทุนนิยมนำก็แห่แหนตีปีบป่าวประกาศเหมือนกับว่าต้องการให้ดังไปถึงโลกสวรรค์เลยที่เดียว โดยไม่ยอมหันไปดูจิตใจเลยมันทำให้เกิดความสุดขั้วโลกเหนือ เช่นเดียวกันยุคใดที่มนุษย์หันมาชื่นชมระบบจิตนิยมก็ทำให้เอียงไปสุดขั้วโลกใต้ ดีนะครับที่ไม่หลุดไปถึงนรก แต่ไม่มียุคใดเลยที่จิตนิยม(นามธรรม)กับทุนนิยม(รูปธรรม)ถูกนำมาใช้อย่างพอดีพอดี
ก็เพราะอะไร? เพราะว่ามนุษย์ก็เป็นอย่างนี้เอง ถ้าไม่เอียงไปทางใดก็ต้องเอนไปทางหนึ่งอยู่แล้ว ปกติของมนุษย์ย่อมเป็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือ.....เพราะเหตุนั้นผู้นำกลุ่มต่างๆที่ออกมาบอกว่ากลุ่มตัวเองถูกคนอื่นผิดที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันจึงไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด เพราะกลุ่มคนเหล่านั้นย่อมต้องเอียงขึ้นสวรรค์หรือไม่ก็เอียงจนตกนรกอยู่ดี ยอมรับว่าระบบสัมพันธภาพของมนุษย์ในขณะนี้ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่อย่ามาบอกว่าบริบูรณ์ที่สุดเพราะยังห่างไกลกับคำว่าบริบูรณ์สมบูรณ์แบบเหมือนท้องฟ้ากับผืนดินเลยนั่นเทียว(มรรค)
เพราะเหตุฉะนั้นศาสนาจึงจำเป็นเหมือนไม้บรรทัดเอามาวัดให้เป็นมาตรฐานไม่ให้ไปสุดขั้วโลกใดโลกหนึ่ง หรือนำมาเป็นกาวยึดกายกับจิตคือขั้วโลกทั้งสองไม่ให้ขาดจากกัน
ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือเรารู้ว่าโลกจะหมุนอย่างพอดีๆนั้นต้องไม่สุดขั้วทั้งสอง แต่เป็นปัญหาว่าความพอดีๆที่กล่าวถึงนั้นคืออย่างไร แม้จะมีคำสอนที่กล่าวถึงมรรคทางแห่งความพอดีไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อนำคำสอนของผู้ไม่ยึดติดในส่วนทั้งสองบัญญัติไว้มาให้ผู้ที่ยังข้องอยู่อย่างเราๆท่านๆมันจึงทำให้เกิดปัญหาหนุมานคลุกฝุ่นไปเลย เกิดการตีความคำสอนไปตามความยึดติดที่ตนๆมีอยู่มากบ้างน้อยบ้าง แทนที่คำสอนจะมีประโยชน์ตามประสงค์ของฤษีผู้มีฤทธิ์การณ์กลับกลายเป็นว่าจันฑโครพรับเอาผ้าอบเพื่อมาฆ่าตัวเอง
ความจริงอีกอย่างที่ไม่เคยมองหรือไม่อยากจะมองก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันนี้ เหตุอีกอย่างในหลายประการก็คือ ความสับสนที่เกิดจากคนสร้างขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปกครองก็เป็นคนนี่ละท่านผู้อ่านที่บัญญัติขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการปกครองระบอบไหนๆ ซึ่งอันที่จริงควรกล่าวว่าผู้ที่บัญญัติ ร่างระเบียบระบบการปกครองนั้นมีแต่คนระดับชั้นแนวหน้าไม่ใช่ตาสีตาสาที่ไหนเลย โดยเฉพาะร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่แก้กันไปมาเหมือนไก่จิกกันนั้นมีแต่คนจบเอกเฉพาะมาทั้งนั้นมาเขียนให้ แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาก็โทษว่าฉบับปีนั้นปีนี้ไม่ดีใช้ไม่ได้ต้องแก้ไขหรือร่างใหม่ซ้ำส่วนมากก็เรียนจบมาจากสถาบันเดียวกัน แต่แปลกก็ตรงที่เห็นจะเรียนมาคนละตำราหรือไม่ก็คงเรียนกันคนละที
ถามว่า? คนที่มีการศึกษาเหล่า(ที่เขียนร่างรัฐธรรมนูญ)นี้ทำให้เกิดปัญหาที่ไม่รู้จักจบสิ้นหรือว่าปัญหาเกิดจากคนบ้านนอกคอกนา? ในค่าที่ตนใช้ความรู้ของตนไปในส่วนทั้งสองนั้น อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวที่ซ้ำตรงนี้เพราะข่าวในการยึดทรัพย์ของนักการเมืองท่านหนึ่งมีส่วนกระตุ้นในการเขียนบทความนี้ จึงขอหยิบยกมากล่าวอ้างบ้าง เพราะทำให้เห็นว่าคนเราทุกวันนี้ไม่ค่อยยอมรับความจริงอันบอบซ้ำนี้สักเท่าไหร่
ความจริงที่บอบซ้ำนี้คืออย่างไร การตามล้างตามเช็ดกันให้ตายไปข้างหนึ่งนั้น ความจริงก็คือไม่มีอะไรดีขึ้นเลยในส่วนรวม ร้ายยิ่งกว่าเสือก็คือยังเป็นการซ้ำเติมประเทศโดยส่วนรวมค่าที่การแบ่งพวกจิกกันอยู่ตั้งแต่ปฏิวัติมาจนถึงทุกวันนี้ ลองคิดถึงมูลค่าความเสียหายทางด้านเศรฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยวตามความเป็นจริงสิว่า เท่าไหร่ เท่าไหร่ถึงจะพอ ยังมีความเสียหายทางด้านอื่นๆอีกเพียบ อย่างหยอกๆก็ต้องหลายกว่าทรัพย์ที่ยึดได้มากโข
งบประมาณในการที่จะกู้คืนข้อมูลคุณงามความดีให้มาอยู่ในจิตใจคนไทยให้ดีอย่างเดิมอีกละเท่าไหร่ เสียงานเสียเงินยังไม่พอยังต้องเสียเวลา ยังต้องเจาะเวลาหาอดีตหาจิ๋นชีเพื่อกลับไปแก้ไขอีกละ จะใช้เวลาอีกกี่ปีกี่ชาติคนไทยถึงจะกลับมาคืนดีกันได้ เหมือนลมพัดหวล
สรูปตอนนี้หน่อยว่า การปกครองเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันมีปัญหามากกว่าช่วงก่อนหน้านั้น และมีมูลค่าความเสียหายอย่างที่ไม่เคยมีก่อนหน้านั้นอีกเหมือนกัน ความเสียหายของทรัพยากรบุคคล ที่มองไปทางไหนมีแต่คนที่ไม่บริบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจอันเกิดจากติดยาเสพติดรูปแบบต่างๆกลายเป็นคนอ่อนแอเหมือนเด็กเฒ่าทารกที่ไม่รู้จักโต ทรัพยากรธรรมชาติคือโลกเสียหายไม่พอต่อการใช้ของมนุษย์อย่างน้ำ-ไม้เป็นต้น เสียหายอย่างหนักและรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี่อันทันสมัย แม้แต่ภูเขาเป็นสิบๆลูกก็ไม่พอต่อการทำลายล้างของจักรกลที่สามารถดำดินบินบนได้เหมือนราชรถของเทวดา แต่ไม่มีเทคโนที่แก้ปัญหาโลกอันทันสมัย แบบนี้ไม่รู้จะบอกว่าฉลาดหรือโง่ นี่คือความจริงอันเป็นผลค้างเคียงกับความเจริญในระบอบประชาธิปไตย
ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือยังไม่มีใคร ไม่มีตำราใด ที่จะมาแก้ปัญหาให้จบบริบูรณ์ได้ ไม่มีนักปราชญ์คนใดที่คิดจะแก้ปัญหาอย่างจริงๆจังๆ ที่ทำๆกันอยู่เห็นจะเป็นการแก้ปัญหารักษาไปตามอาการ แต่ไม่มีหมอคนไหนที่คิดจะแก้ไม่ให้โรคที่รักษาไม่หายขาด อย่าให้มันเกิดขึ้น แบบตัดรากถอนโคน หรือแบบตัดไฟแต่ต้นลม
สิ่งที่น่าเสียดายยิ่งกว่านั้นก็คือเมื่อความเจริญแบบไฟไหม้ฟางดับ มอดลงเหลือแต่ซากขี้เถ้าของขยะเทคโนโลยี่กองพะเนินเทินทึกอยู่ ไม่มีแม้แต่ช่องที่จะเดินเรียกว่าถึงทางตันเหมือนทุกวันนี้ สิ่งดีๆที่บรรพบุรุษตั้งแต่ยุคพระโสณะ-อุตรเถระอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมามอบให้กลับไม่ได้รับความสนใจ ทั้งๆบรรพบุรุษพยายามรักษาสืบทอดมาหลายพันปี พยายามรักษาไว้เหมือนดวงตาดวงใจเพื่อเอาไว้ให้ลูกหลานใช้ในเวลามืดมนจะได้มองเห็นทางแสงสว่างบ้าง
แต่สิ่งที่ท่านเหล่านั้นพยามรักษาไว้ให้กลับไม่มีคุณค่าพอ สำหรับให้ลูกหลานแม้แต่จะมองด้วยหางตายังไม่อยากเสียเวลา สิ่งที่ท่านเหล่านั้นรักษาไว้จนถึงปัจจุบันก็คือ ความจริงที่เที่ยงตรง ธรรมชาติอันประเสริฐ ความพอดีๆพอเพียง เหล่านี้แหละที่คนโบราณๆไดโนเสาร์เต่าล้านปี รุ่นบุกเบิกให้เป็นประเทศไทยอยู่ทุกวันนี้ได้ฝากไว้เป็นมรดกให้กับเรา
หรือว่าถึงเวลาแล้วที่โลกจะพินาศ แต่เอ๊ะก็ยังไม่ถึงปี ๒๐๑๒ นี่นา หรือความหายนะอันใหญ่หลวงจะมาถึงก่อนกำหนด สาธุ อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย โอม.... โอม..... โอมมมมสูญหายยยยยยย
นมัสการเจ้าค่ะ
ตามมาอ่านบันทึกใหม่ของพระคุณเจ้า