การนำทฤษฎีใหม่ใด ๆ เข้ามา จะต้องมีการเขียนรายละเอียดแบบลงลึก บอกขั้นตอนวิธีการปฏิบัติงานรายวัน รายเดือน รายสัปดาห์ของพนักงานทุกคน ทุกตำแหน่ง โดยผู้เขียนนั้นจะต้องเข้าใจหลักการของทฤษฎีอย่างถ่องแท้

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์กรทั้งที่เป็นราชการและที่ไม่ใช่ราชการในปัจจุบันนั้น คงจะใช้วิชาแบบ "ไอ้หนุ่มหมัดเมา" คือแก้ไขโดยไร้กรอบ ไร้แผน ไร้กระบวนท่า ถึงแม้นว่ารู้ว่าดีกว่า แต่ผู้บริหารหรือคนในสังคมส่วนใหญ่เขาจะไม่เข้าใจ

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาองค์กรในปัจจุบันถึงอย่างไรก็ต้องพึ่งพา "ทฤษฎี" แต่ปัญหาหลักนั้นไม่ได้อยู่ตัวทฤษฎี แต่ปัญหาอยู่ที่การให้รายละเอียดเพื่อสร้างแผนที่รอบคอบและรัดกุมตามแนวทฤษฎีนั้น

ในปัจจุบันมีนักวิชาการและผู้บริหารนำวิชาการหรือทฤษฎีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อแก้ปัญหา "ทฤษฎีเก่า" เป็นจำนวนมาก

แต่พนักงานกลับมองว่าเป็นการสร้างภาระและสร้าง "ปัญหาใหม่" ให้เกิดขึ้นและทับถมอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ส่วนใหญ่แล้วการนำทฤษฎีมาจะขาดตกหรือบกพร่องไปในการแจงรายละเอียดลงไปใน "คำพรรณาลักษณะงาน (Job Description)" ระดับรายบุคคล

การที่นำแต่หัวมา แล้วบรรยายเพิ่มนิดหน่อยให้ผู้บริหารระดับกลาง หรือระดับต้นนำไปใช้นั้น แต่ละคน แต่ละหัวก็มีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถในการตีความหรือการนำไปใช้แตกต่างกัน

ดังนั้น การนำทฤษฎีใหม่ใด ๆ เข้ามา จะต้องมีการเขียนรายละเอียดแบบลงลึก บอกขั้นตอนวิธีการปฏิบัติงานรายวัน รายเดือน รายสัปดาห์ของพนักงานทุกคน ทุกตำแหน่ง โดยผู้เขียนนั้นจะต้องเข้าใจหลักการของทฤษฎีอย่างถ่องแท้

ปัญหาก็คือไม่มีคนเขียน...!

คนที่นำทฤษฎีมาหรือคิดทฤษฎีส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว หรือไม่ก็เป็น "อาจารย์" ผู้มีภาระมาก บอกทฤษฎีได้ บอกหลักการได้ แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดแบบ "ละเอียดๆ" กับผู้ที่นำไปใช้ได้ สุดท้ายก็เลยต้องให้นำไปใช้แบบ "ตามเวร ตามกรรม"

ผู้บริหารที่ได้รับนโยบายไปใครมีความรอบคอบหน่อย หรือละเอียดหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนใจและใส่ใจกับการนำทฤษฎีไปใช้ก็จะได้ผลประโยชน์ คือ ท่านจะให้เวลา ให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคนที่สงสัย และสามารถแจกแจงรายละเอียดการปฏิบัติงานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถเป็น Coach ได้ในทุกเวลาและทุกสถานการณ์

ผู้บริหารปัจจุบันไม่ค่อยมีเวลา สั่งแล้ว เซ็นแล้วก็ปล่อยให้พนักงานลงไปทำ แล้วคอยติดตามแต่เอกสารเป็นรายเดือนหรือรายปี

พอเกิดปัญหาขึ้นก็ไปโทษว่าทฤษฎีไม่ดี แต่ที่จริงแล้วเกิดจากตัวเองไม่ดี คือ ให้ทรัพยากร ให้อาหารกับพนักงานไป แต่ไม่ให้เครื่องปรุง ไม่ให้เทคนิควิธีการปรุง หรือแม้กระทั่งไม่ปรุงให้ดู พอพนักงานไปทำไม่ดีก็ไปโทษว่า "โง่" ไม่มีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การตั้งทีมแจกแจงรายละเอียดให้เป็นเอกสารหรือลายลักษณ์อักษรเป็นคู่มือเพื่อนำทฤษฎีหรือหลักการต่าง ๆ ไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ต้องดูแล และใส่ใจในการทำคู่มือการปฏิบัติงานให้ถ้วนถี่ แล้วทฤษฎีใหม่ ๆ นี้จะมีผลิตผล (Productivity)