พฤติกรรมการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี การตรวจเลือด และการเปิดเผยผลเลือดเอชไอวีในกลุ่มนักศึกษา
ศักดิ์ชัย ไชยมหาพฤกษ์
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
บทนำ
การคาดการณ์ในปี 2551 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นจำนวน12,000 ราย ประชากรกลุ่มต่างๆมีโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวีแตกต่างกัน โดยมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามัย จากการคาดประมาณการติดเชื้อโดย Asian epidemic model พบว่าการติดเชื้อรายใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากเพศสัมพันธ์กับสามี ภรรยา หรือคู่นอนประจำ (ร้อยละ58) การศึกษาในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในโรงพยาบาลบำราศนราดูร พบว่ามีผู้ใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลา 3 เดือน ร้อยละ 65 ในผู้ชาย และร้อยละ 82 ในผู้หญิง และการไม่เปิดเผยผลเลือดมีผลเพิ่มอัตราการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย สอดคล้องกับการศึกษาในโรงพยาบาลเขตภาคเหนือตอนล่างในผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำนวน 1,200 คน พบว่าในกลุ่มที่ยังมีเพศสัมพันธ์อยู่มีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ ร้อยละ 82 และผู้ไม่เปิดเผยผลเลือดมีความชุกของการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันสูงกว่า (ร้อยละ32 ต่อ ร้อยละ 16) นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อร้อยละ 45 ติดเชื้อจากสามี/ภรรยา และในผู้ที่ติดเชื้อจากคู่รักร้อยละ 10 เชื่อว่าคู่นอนทราบว่าตนเองติดเชื้อก่อนที่จะมามีความสัมพันธ์
การศึกษารูปแบบพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ แนวทางในการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี การเปิดเผยผลเลือด และการตรวจเลือดเอชไอวี ในกลุ่มที่มีคู่นอนประจำ จึงอาจจะมีประโยชน์ต่อการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่
วิธีการศึกษา
การศึกษาเชิงสำรวจแบบแผนพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อและการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี จัดเก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามชนิดตอบเองและไม่ระบุชื่อ(self administered and anonymous) ประชากรที่ศึกษาเป็นนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา จากโรงเรียน 5 แห่งในจังหวัดแห่งหนึ่งในเขตภาคเหนือตอนล่าง
ผลการศึกษา
กลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 460 คน เป็นเพศชายจำนวน 224 คน คิดเป็นร้อยละ 49 อายุเฉลี่ย 18 ปี
พฤติกรรมเพศสัมพันธ์
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 59 เคยมีเพศสัมพันธ์ ในกลุ่มที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 79 มีหรือเคยมีคู่นอนประจำอันได้แก่ คู่นอนประจำซึ่งส่วนใหญ่เป็นคู่รัก ในการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนประจำไม่เคยใช้ถุงยางอนามัยคิดเป็นร้อยละ 31 สาเหตุที่ทำให้ไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับคู่นอนประจำมากที่สุดคือไว้ใจว่าคู่นอนไม่มีความเสี่ยงต่อโรค ในช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ในผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ พบว่าร้อยละ 73 มีเพศสัมพันธ์ โดยคู่นอนคนที่ 1 ส่วนมากเป็นคู่รักหรือแฟน มีการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งร้อยละ 15 รูปแบบของเพศสัมพันธ์เป็นต่างเพศร้อยละ 95 เพศเดียวกันร้อยละ 5 สำหรับคู่นอนคนที่ 2,3 และ 4 พบว่าไม่มีคู่นอนใดที่เป็นการซื้อขายบริการทางเพศ แต่มีคู่นอนชั่วครั้งชั่วคราวในสัดส่วนสูงขึ้น
การตรวจเลือดเอดส์
ร้อยละ 83 ไม่ทราบสิทธิการตรวจเลือดเอดส์ฟรี ร้อยละ 12 เคยตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอดส์ ในกลุ่มที่เคยตรวจเลือดเอดส์ จำนวนมากที่สุดตรวจเพราะสมัครใจอยากรู้ ในกลุ่มที่ไม่เคยตรวจเลือดเอดส์ สาเหตุคือ คิดว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ กลัวเข็ม ไม่ทราบว่าจะไปตรวจเลือดที่ไหน อายไม่กล้าไปตรวจกลัวถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี ในกลุ่มที่ไม่เคยตรวจเลือดร้อยละ 36 มีความคิดที่จะตรวจเลือดเอดส์
การประเมินความเสี่ยง
กลุ่มตัวอย่างคิดว่าการติดเชื้อเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยมาจากการติดจากแหล่งบริการมากที่สุด (ร้อยละ 55) มีเพียงร้อยละ 1.8 ที่บอกว่าติดจากคู่นอนประจำเช่นสามีภรรยาแฟน ร้อยละ 55
การเปิดเผยผลเลือด
เห็นว่าควรเปิดเผยการติดเชื้อแก่ผู้ที่มีหรือจะมีเพศสัมพันธ์ด้วยในทุกกรณี ร้อยละ 29 เห็นว่าควรเปิดเผยเฉพาะกรณีสามีภรรยา แฟน ร้อยละ 10 เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเปิดเผยผลเลือด ร้อยละ 91 เห็นว่ามีความจำเป็นต้องตรวจเลือดเอดส์พร้อมกันของคู่นอนประจำ
อภิปรายผล
พบว่ากลุ่มนักศึกษามีอัตราการใช้ถุงยางอนามัยต่ำกับคู่นอนประจำเช่นเพศสัมพันธ์กับคู่รัก มีการประเมินความเสี่ยงการติดเชื้อต่ำเนื่องจากมีความไว้ใจว่าคู่นอนไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรค นอกจากนี้ยังไม่ทราบข้อมูลว่าว่าผู้ติดเชื้อเอดส์ในปัจจุบันมาจากการติดเชื้อจากสามี ภรรยา และคู่รักมากที่สุด
ในด้านการตรวจเลือดส่วนใหญ่ยังไม่รู้เกี่ยวกับสิทธิการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอดส์ฟรี กลุ่มที่ไม่ตรวจเลือดเชื่อว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยง อุปสรรคต่อการตรวจเลือดนอกจากนั้นมีกลัวเข็ม ไม่ทราบที่ตรวจเลือด ในกลุ่มที่ยังไม่เคยตรวจเลือดเอดส์มีนักศึกษาจำนวนมาก ถึงร้อยละ 36 ที่มีความคิดที่จะตรวจเลือดเอดส์ จึงควรที่จะรณรงค์จัดบริการที่มีความสะดวก ลดการตีตราผู้ที่มาตรวจ ใช้การตรวจโดยใช้เยื่อบุช่องปากเพื่อลดการเจ็บปวด
การติดเชื้อเอชไอวีในคู่นอนประจำในช่วงแรกเกิดจากชายนักเที่ยวนำเชื้อสู่คู่รักของตนเอง ในปัจจุบันจากพฤติกรรมทางเพศสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป โดยมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสและนอกสมรสมากขึ้นซึ่งจะทำให้เกิดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี จากการมีคู่นอนหลายคนทั้งในแบบที่เป็นความสัมพันธ์แบบหลายคนในเวลาเดียวกัน (concurrent) หรือ ความสัมพันธ์ทีละคน(sequential) จึงควรรณรงค์ให้ข้อมูลความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีจากคู่นอนประจำ ส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย หรือ การส่งเสริมและจัดให้มีบริการตรวจเลือดแก่คู่รักที่ไม่ต้องการใช้ถุงยางอนามัย การเปิดเผยผลเลือด การส่งเสริมจริยธรรมทางเพศโดยหลีกเลี่ยงความรุนแรง การปิดบัง ส่งเสริมความรักและความหวังดีต่อผู้อื่น
กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบคุณกรมควบคุมโรค ที่สนับสนุนงบประมาณในการศึกษาวิจัย คณะกรรมการจริยธรรมกรมควบคุมโรคในคำแนะนำต่างๆ อาจารย์และนักเรียนในโรงเรียนที่ร่วมให้ข้อมูลแก่การศึกษาวิจัย
ศักดิ์ชัย ไชยมหาพฤกษ์
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก