ได้ติดตามข่าวโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ปรากฏว่า ฝ่ายการเมืองไปแจ้งความดำเนินคดีคุณจาดุร อภิชาตบุตร ผู้เปิดข้อมูลในเวทีวิชาการ จึงติดตามต่อว่า คุณจาดุรท่านนี้เป็นใครแล้วเหตุผลอะไรที่ถึงกับต้องแจ้งความดำเนินคดีกัน ขอเรียนรู้และติดตามกันต่อไป ท่านเป็นใคร คิดอย่างไร เหตุใดกล้าแสดงความชัดเจนเช่นนี้ในยุคนี้ คงเป็นเรื่องที่ต้องใช้กระบวนต่าง ๆ การยุติธรรม พิสูจน์ความจริงกันแน่นอน ค่อย ๆ ศึกษาอ่านและติดตามกันไป ยุคนี้มีอะไรให้เรียนรู้มากมายว่า พูดความจริงอย่างไรไม่ให้ถูกฟ้องหรือแม้ถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้อง โอกาสชนะคดีความจากการพูดความจริงมีมากกว่าครับ
ประวัติ
วัน เดือน ปีเกิด 17 มิถุนายน 2494
ประวัติการศึกษาและคุณวุฒิ
รัฐศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2512 - 2516)
นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2521 - 2525)
M.A. (Government), Ohio University , U.S.A. (2516 - 2517)
ประกาศนียบัตรบัณฑิต ด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2542)
ปริญญาบัตร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 45 (2545 - 2546)
ประกาศนียบัตรชั้นสูงหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 4 จากสถาบันพระปกเกล้า
โรงเรียนนักปกครองระดับสูง รุ่น 29
Cert. In Public Administration, The American University, U.S.A. โดยทุน Hubert H. Humphrey. (2525 - 2526)
Cert. In Civil Defense, International Civil Defense Organization, Geneva, Switzerland
Cert. In Terrorist : Negotiation Training Course, The State Department, Washington D.C.U.S.A.
Cert. In Advanced Management Program Wharton School, University of Pennsylyania (2547)
การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทอื่น
ประวัติการทำงาน
2532 หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่
2535 ผู้อำนวยการกองข่าว สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
2537 รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
30 มีนาคม 2540 รองผู้ว่้าราชการจังหวัดสมุทรสาคร
20 ตุลาคม 2540 รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
16 มีนาคม 2541 นักปกครอง 9 ส ำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
8 มิถุนายน 2543 ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ ระดับ 10)
1 พฤศจิกายน 2547 หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
ฯลฯ
ย้ายจาดุร-อีกคดีตัวอย่าง (1)
การแต่งตั้งโยกย้ายอันอื้อฉาวไร้คุณธรรมที่สุดในรอบปี 2551 ที่ผ่านมาคือ การโอนย้ายนายจาดุร อภิชาตบุตร จากตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ข้ามกระทรวงไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
หลังการใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งตามกระบวนการของกฎหมายแล้ว ในที่สุดเรื่องก็ถึง ศาลปกครอง โดย นายจาดุร อภิชาตบุตร เป็น ผู้ฟ้องคดี และมี ผู้ถูกฟ้องคดี 4 ราย คือ 1.นายกรัฐมนตรี 2.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 3.ปลัดกระทรวงมหาดไทย 4.คณะรัฐมนตรี
เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี ศาลปกครองกลาง ก็มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552 เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาได้ระบุถึงกระบวนการพิจารณาโดยละเอียดแล้วลงท้ายว่า
"จากพยานหลักฐานข้างต้นเห็นได้ว่า ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขอโอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย ก็ยังมีความเห็นว่าการโอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงดังกล่าวเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติอนุมัติการโอนผู้ฟ้องคดี ซึ่งดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร 10) สำนักนายกรัฐมนตรี ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย
จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พิพากษาให้เพิกถอน ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 18 กันยายน 2551 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติอนุมัติการโอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551
และดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา"
คดีนี้มี นางชนิตา วรพงศ์ ตุลาการศาลปกครองกลาง เป็นตุลาการเจ้าของสำนวน นายอดุล จันทรศักดิ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง กับ นายสมิง พรทวีศักดิ์อุดม ตุลาการศาลปกครองกลางเป็นองค์คณะและตุลาการผู้แถลงคดีคือ นายจรวย หนูคง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง
รายละเอียดในกระบวนการพิจารณาตามคำพิพากษานั้นมีบางบทบางตอนที่น่าสนใจเป็นพิเศษซึ่งต้องนำมาเสนอให้สังคมราชการรับรู้ไว้ด้วย.
"ซี 12"
ไทยรัฐออนไลน์
โดย ซี.12
16 กันยายน 2552, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/content/pol/33244
ย้ายจาดุร-อีกคดีตัวอย่าง (2)
คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้
เป็นกรณีการย้าย นายจาดุร อภิชาตบุตร จากรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
ศาลปกครองกลางพิพากษาแล้วว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามที่เสนอไปแล้วเมื่อวานนี้
วันนี้จะเอารายละเอียดบางตอนที่น่าสนใจมาตีแผ่เป็นคดีตัวอย่างเพื่อเตือนสติ ผู้บังคับบัญชา และ นักการเมือง ที่บ้าอำนาจ
คดีนี้ นายจาดุร ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าเดิมผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับคำสั่งให้โอนไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
โดยก่อนหน้านั้นผู้ฟ้องคดีเคยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2543 ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งหัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547 และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 รวมเป็นเวลาประมาณ 8 ปี 5 เดือน
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกคำสั่งโอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นการกระทบสิทธิทำให้ผู้ฟ้องคดี
ไม่ได้รับความเป็นธรรมและได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
เนื่องจากบทบาทหน้าที่ของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งผู้ฟ้องคดีเคยดำรงตำแหน่งดังกล่าว มีหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการกำกับติดตามงานของทุกส่วนราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และ ส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา
แต่ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยมีบทบาทหน้าที่ในการกำกับติดตามงานเฉพาะขอบเขตงานของกระทรวงที่รับผิดชอบเท่านั้น
การแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง กระทรวงมหาดไทย จึงเป็นการลดบทบาทหน้าที่และศักดิ์ศรีในทางราชการของผู้ฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การออกคำสั่งให้โอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขัดกับหลักคุณธรรมเป็นการกลั่นแกล้ง ลดบทบาทหน้าที่และศักดิ์ศรีใน ทางราชการของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นที่สงสัยของข้าราชการทั้งหลายว่าผู้ฟ้องคดีถูกโอนด้วยเหตุประการใด
ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งให้โอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 และให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตามเดิม
นี่เป็นการสรุปคำฟ้องในเบื้องต้น การวินิจฉัยเป็นอย่างไรน่าติดตาม.
"ซี. 12"
http://www.thairath.co.th/content/pol/33722
ายจาดุร-อีกคดีตัวอย่าง (3)
จากนี้ไปเป็นกระบวนการวินิจฉัยของศาลปกครองเรื่องการย้าย นายจาดุร อภิชาตบุตร จากรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าการโอนผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง มหาดไทยตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 คือ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 และตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 18 กันยายน 2551 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คือ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราช โองการเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
การดำเนินการดังกล่าวตั้งแต่ขั้นตอนของการตกลงยินยอมระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ ปลัดกระทรวงมหาดไทย การเสนอเรื่องจากกระทรวงมหาดไทยต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อนำเรื่องเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และการอนุมัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ภายใต้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งวัน ซึ่งนับว่าผิดปกติสำหรับการติดต่อประสานงานต่างส่วนราชการ
การดำเนินการในลักษณะนี้ดูเสมือนว่าได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า อันแสดงถึงการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ
สำหรับประเด็นที่ว่าการโอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทย เป็นการลดบทบาทหน้าที่และศักดิ์ศรีในทางราชการหรือไม่นั้น
จากกฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนดดังกล่าว พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งบริหารมีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการรองจากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการปฏิบัติงาน สั่งและปฏิบัติราชการแทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีรองจากนายกรัฐมนตรี ฯลฯ ตามที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ส่วนตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการตรวจราชการจำกัดเฉพาะส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น
ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 ให้การว่าการโอนผู้ฟ้องคดีจากตำแหน่ง รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นการโอนมาดำรงตำแหน่งในระดับเดิมได้รับเงินเดือนในขั้นและอันดับเดิม และได้รับเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราเดิมนั้น
เห็นว่าแม้จะเป็นการโอนมาดำรงตำแหน่งในระดับเดิมตามที่อ้าง แต่บทบาทหน้าที่และศักดิ์ศรีของตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งหาได้เท่ากันไม่ เพราะจากกฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนดดังกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่า
รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีบทบาทหน้าที่และศักดิ์ศรีของตำแหน่งสูงกว่าตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
คำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 ข้างต้นจึงรับฟังไม่ได้
คำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางในเรื่องนี้ที่มันๆยังมีอีกโปรดติดตาม.
"ซี.12"
http://www.thairath.co.th/content/pol/33719
ย้ายจาดุร-อีกคดีตัวอย่าง (4)
เป็นรายการติดพันในเรื่องคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ในเรื่องการโยกย้ายโดยมิชอบที่เกิดขึ้นกับ นายจาดุร อภิชาตบุตร นายกสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย
คำพิพากษาระบุว่า คำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คือ นายกรัฐมนตรี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ว่าในส่วนความก้าวหน้าในวิชาชีพข้าราชการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นตำแหน่งที่สามารถได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบริหารอื่นๆ อาทิ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี
จากการที่สิทธิประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับก่อนการโอน และหลังการโอนยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ประกอบกับความรับผิดชอบของงานในตำแหน่ง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย
การโอนผู้ฟ้องคดีไม่ได้ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิประโยชน์ในการเป็นข้าราชการและเป็นการลดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบแต่อย่างใดนั้น
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากคำกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองข้างต้น เห็นได้ว่าการได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี เป็นความก้าวหน้าในวิชาชีพข้าราชการ ของผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทย
ดังนั้น การที่มีการโอนผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่ง รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อยู่แล้วไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
จึงเป็นการลดระดับความก้าวหน้าในวิชาชีพข้าราชการของผู้ฟ้องคดี
จากพยานหลักฐานข้างต้น เห็นได้ว่า ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขอโอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ยังมีความเห็นว่าการโอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงดังกล่าวเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 คือ คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติการโอนผู้ฟ้องคดี ซึ่งดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พิพากษาให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 18 กันยายน 2551 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติอนุมัติการโอน เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551
และดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา คือวันที่ 4 กันยายน 2552
วันนี้เป็นวันครบ 15 วัน ตามคำพิพากษาแล้ว แต่ทุกอย่างยังเงียบเชียบ.
"ซี.12"
http://www.thairath.co.th/content/pol/33902
สปน.อุทธรณ์ไม่รับ จาดุร กลับถิ่น
เมื่อวันที่ 7 ก.ย. นายนัที เปรมรัศมี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีสมัย รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และให้รับนายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย กลับไปดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ตนกำลังรอคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวอยู่ หากได้รับคำสั่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปทาง สปน.ก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งมีเวลาดำเนินการภายใน 30 วัน ทั้งนี้การที่เราต้องยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากทาง สปน.ไม่มีตำแหน่งที่จะรับนาย จาดุร กลับมาทำงานแล้ว.
วันอังคาร ที่ 08 กันยายน 2552 เวลา 6:56 น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 06:20:52 น. มติชนออนไลน์
วงเสวนาวุฒิฯจวกยุคมท.ตกต่ำสุด ปูดเก้าอี้อธิบดีจ่าย400ล้าน บี้มท.1รับผิดชอบการกระทำ"ศักดิ์สยาม"
"หน.ผู้ตรวจมหาดไทย"สุดทนแฉ ขรก.กระทรวงคลองหลอดผวาทีมงานรัฐมนตรีซัดไร้ธรรมาภิบาล ล้วงลูกโยกย้าย ยึดบริหารเบ็ดเสร็จ อยากได้อะไรก็นึกเอา ปูดตำแหน่ง"อธิบดี"ต้องจ่ายกัน 300-400 ล้านบาท ปลุกข้าราชการต้านพวกไม่ดี โกงเลือกตั้ง ครองอำนาจ "ชวรัตน์"ฉุนโดนถามสอบทุจริตสอบเข้า"นอ."
"ปู่จิ้น"ฉุนขาดจวกสื่อถามทำไม
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงท่าทีไม่พอใจ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ (นอ.) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงมาดไทย โดยตอบว่า "เป็นคำถามเก่าเหลือเกิน ขอคำถามใหม่ได้ไหม เรื่องนี้ 3 อาทิตย์มาแล้ว ถ้ายังไม่จบ สื่อจะถามทุกวันไหม จะได้ถ่ายโรเนียวแจก"
เมื่อถามย้ำว่า แม้แต่ตำรวจยังตั้งคณะกรรมการสอบเรื่องซื้อขายตำแหน่ง กระทรวงมหาดไทยจะทำอย่างไร นายชวรัตน์กล่าวว่า "สอบกันอยู่ แต่ใครเป็นประธานสอบไม่ทราบ เรื่องนี้เอ็กซ์คลูซีฟ ผมไม่บอกคุณ"
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยมีกระแสข่าวการทุจริตหลายเรื่อง จะเรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือไม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า มอบให้นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหลายเรื่องส่งมาให้ดู ที่มีข่าวเยอะนั้นอาจเป็นเพราะสื่อตีในช่วงนี้แรง
นายกฯยังไม่สั่ง "ปปท." สอบ
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตรวจสอบการเรียกรับผลประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้ายในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (บช.ภ.2) ว่า ยังไม่ได้รับการสั่งการใดๆ จากนายกรัฐมนตรี
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานคณะกรรมการสอบสวนเรื่องร้องเรียนซื้อขายตำแหน่ง ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในพื้นที่ ผบช.ภ.1, 4 และ 6 ขอขยายเวลาในการสอบออกไปอีก 15 วัน ว่า ได้อนุมัติออกไปแล้ว 15 วัน
ก่อนหน้านี้ ที่อาคารรัฐสภา 2 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 ก.พ. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและสร้างธรรมาภิบาล ร่วมกับ คณะอนุกรรมการศึกษาระบบการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและตรวจสอบทุจริตในรัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชื่องคุณธรรม จัดการสัมมนา "วุฒิสภา-ประชาชน" ในหัวข้อเรื่อง ธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งโยกย้าย : ศึกษากรณีกระทรวงมหาดไทย โดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ในฐานะประธานกมธ. การศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและสร้างธรรมาภิบาล เป็นผู้กล่าวเปิดงาน โดยมีผู้อภิปรายประกอบด้วย นายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทย นายเฉลิม ศรีผดุง อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน นายภิรมย์ สิมะเสถียร กรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาระบบการเสริมสร้างธรรมาภิบาล และนายประสาร มฤคพิทักษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ทั้งนี้ นายประสาร ได้ถามนายจาดุร ว่า ในยุคปัจจุบัน สีน้ำเงินคุมกระทรวงมหาดไทย และคนที่จะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องจบ ม.ศักดิ์สยาม และต้องจบ "เน" จริงหรือไม่ นายจาดุร กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคที่กระทรวงมหาดไทยตกต่ำที่สุด ตนจำเป็นที่จะต้องพูด ตนไม่กลัวที่จะพูด แต่ตนกลัวว่า พูดไปแล้วจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะในปัจจุบัน ธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งโยกย้าย จะต้องตั้งคนที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้ความสามารถ แต่ตอนนี้ไม่มีเลย ก่อนหน้านี้ตนก็เคยได้ยินเรื่องการส่งกระดาษเปล่า และมีคนมาเขียนคำตอบให้ในภายหลัง ตนนึกว่า ได้ยินเพียงคนเดียวไม่แน่ใจว่า เป็นเรื่องจริงรึเปล่า แต่สุดท้ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และสื่อก็ได้ยินเช่นเดียวกับตน ซึ่งเรื่องทั้งหมดเชื่อว่า ทุกคนได้รับข้อมูลที่แท้จริงจากข้าราชการที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของคนบางกลุ่ม ที่มักจะมีคำถามว่าเตรียมเงินไว้เท่าใด ถ้าได้เป็นแล้วจะทำอะไรบ้าง
นายจาดุร กล่าวว่า ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ขณะนี้เป็นที่น่าสะพรึงกลัวของบรรดาข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยทั้งหลาย เขายากที่จะมาทำหน้าที่ แต่ตอนนี้ไม่มีคำว่าธรรมาภิบาลอยู่ในกระทรวงมหาดไทยแล้ว เพราะในเมื่อหน่วยงานที่ถูกกล่าวหา ไม่สามารถตรวจสอบได้ย่อมถือว่าไม่มีธรรมาภิบาล ตนนี้มีพวกเห็นกระทรวงมหาดไทยเป็นสนามเด็กเล่น ทั้งที่มีอายุสั้น อยู่ได้ไม่เกิน 4 ปี แต่ข้าราชการยังคงต้องอยู่ต่อไปจนกว่าจะเกษียณอายุ ซึ่งทั้งที่จริงแล้วการเมืองจะต้องเป็นกลาง จะแต่งตั้งโยกย้ายก็จะต้องตัดสินอย่างเป็นธรรม อยู่ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย อย่ามาล้วงลูก ตอนนี้คงรู้ตัวว่าจะมีการยุบสภา จึงมีการเร่งรีบ ไม่รอบคอบ ประมาท ไม่แยแส ไม่ให้เกียรติ ยึดอำนาจบริการทั้งหมดในกระทรวง เห็นกระทรวงเป็นสนามเด็กเล่น อยากจะทำอะไรก็นึกเอา ข้าราชการบางคนก็ไม่เหลือศักดิ์ศรี ทั้งเราข้าราชการจะต้องมีศักดิ์ศรี แต่กลับมีคนบออกว่าศักดิ์ศรีเป็นเรื่องของความรู้สึก
นายประสาร ถามว่า ตกลงเรื่องการกล่าวถึง จบเน ม.สยาม เป็นอย่างไร นายจาดุร กล่าวว่า ตนไม่รู้จักพวกเขา ไม่เคยไปพบ แต่เห็นนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกาะติด นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ไม่ห่าง และถึงแม้ว่าตำแหน่งประธานคณะทำงานฯจะไม่มีกรอบอำนาจ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาอยู่ในกระทรวงขณะนี้ รมว.มหาดไทยจะต้องรับผิดชอบ ทั้งที่ตนก็เชื่อว่านายชวรัตน์ ไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ควรจะรู้อะไรบ้าง
นายจาดุร กล่าวต่อว่า ส่วนการเรียกรับเงินเพื่อแรกกับการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น ตนขอเรียยกร้องให้คนที่จ่ายเงิน แต่ไม่ได้ตำแหน่งออกมาเปิดเผยความจริง เพราะในสังคมจะต้องมีคนกล้า ไม่ใช่ว่าจ่ายค่าโงไปแล้วแต่ไม่กล้าพูด ก่อนหน้านี้มีปลัดอำเภอหนึ่ง จะสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ทั้งที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง หลังจากที่มีการกล่าวหาว่ามีการทุจริต ข้อหากินเงินบ่อน แต่เจ้าตัวประกาศว่าจะเข้าโรงเรียนนายอำเภอให้ดู และก็เข้าได้จริงๆ ซึ่งตนเคยทำหนังสือทักท้วงว่าควรจะรอผลการสอบไปแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล ตนจึงต้องการที่จะเรียกร้องไปยังก.พ. ว่าควรที่จะทำหน้าที่ให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช้ออกแต่กฎ
นายจาดุร กล่าวว่า นายชวรัตน์ ท่านควรรู้อะไรบ้าง อย่างน้อยตนอยากให้รู้การกระทำของนายศักดิ์สยาม ว่าดำเนินการเรื่องอะไรลงไปบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย ตนเห็นว่ามีจริงเพราะมีคนมาบอก แต่ก็ไม่มีหลักฐาน วิธีการปฏิบัติในการโยกย้ายตำแหน่งเมื่อมีตำแหน่งว่างลงจะมีรายชื่อข้าราชการที่เข้าหลักเกณฑ์ตามบัญชีของกองการเจ้าหน้าที่ แต่ปกรากฎว่ากลับไม่ได้เป็นไปตามนั้น โผแต่งตั้งโยกย้ายขณะนี้ก็ล่าช้าผิดปกติ เพราะไปถามคนที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประธานคณะทำงานรมว.มหาดไทย ทั้งที่โดยปกติ 1 ต.ค.ข้าราชการจะต้องไปรอรับตำแหน่งใหม่กันแล้ว แต่ผ่านมา 4 เดือนก็ยังไม่เสร็จ อธิบดีก็ยืนยันว่าเสนอไปตั้งแต่ส.ค.ปีที่แล้ว
“ผมไม่ได้ตำหนิหรือติเตียนฝ่ายการเมือง แต่เห็นว่าที่บ้านเมืองป่นปี้อย่างทุกวันนี้ ก็เพราะพวกติดทัณฑ์บน พวกโกงเลือกตั้ง และพวกไม่มีสิทธิ์มาปกครอง ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นที่รู้อย่างแพร่หลายว่ากองการเจ้าหน้าที่ และปลัดกระทรวงไม่ได้มีความหมายเพราะไม่รู้ว่าใครได้รับการแต่งตั้ง ดังนั้นข้าราชการจะต้องทำกันเองต้องรวมตัวกันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 64 ให้ได้ต้องไม่ให้คนไม่ดีครองอำนาจ ก่อนนี้ผมได้ข่าวว่าตำแหน่งอธิบดีเกี่ยวกับการสร้างทางมีการจ่ายกันถึง 300-400 ล้านบาท ผมไม่อยากจะเชื่อ แต่ตอนนี้ผมชักจะเชื่อแล้ว และเขาก็ฉลาดไม่ได้จ่ายเอง แต่มีคนจ่ายให้ พวกนี้รู้จักสอยงบประมาณ เพราะซักจากโครงการซัก 3-4 พันล้าน แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ 300 ล้านแล้วและข้าราชการก็ได้ด้วย แต่ถือว่าคนพวกนี้มีจิตสำนึกต่อ” นายจาดุร กล่าว
ขณะที่นายไพฑูรย์ บุญวัฒน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรณีการซื้อขายเพื่อเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ตอนแรกสร้างขึ้นมาเพื่อคัดคน สร้างคนเพื่อมีศักดิ์ศรี มาปกครองประชาชน แต่ปัจจุบัน กลับมีแต่การใช้เงินซื้อ ศักดิ์ศรีจึงไม่มีเหลือแล้ว สำหรับวงการมหาดไทยขณะนี้นับได้ว่าเป็นวงการที่อัปยศอดสูมากที่สุด โดยเฉพาะ เรื่องผู้หญิง ที่มีการเรียกไปกอดไล่ปล้ำ ถึงห้องทำงาน รวมทั้งมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นมากมาย ขณะที่เรื่องการแบ่งสีแบ่งข้าง ตอนแรกมีสิงห์เแดง สิงห์เหลือง แต่ขณะนี้สีน้ำเงินกลืนไปหมดแล้ว ตนขอยืนยันว่าข้อมูลที่ตนนำมาเปิดเผยในครั้งก่อนเป็นความจริง(แถลงข่าวเปิดเผยตัวเลขการซื้อข่ายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด 20 ล้าน รอผู้ว่าฯ 17 ล้าน และนายอำเภอ 1 ล้าน)
ด้านนายภิรมย์ สิมะเสถียร กรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม กล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายความจริง มีหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว คือใช้ความรู้ความสามารถมาพิจารณา แต่พอเอาเข้าใจ รัฐมนตรี กลับให้ที่ปรึกษา มาชี้ตัวว่าจะเอาใครคนนั้นคนนี้ เดี๋ยวนี้รัฐมนตรี ไม่ต้องเซ็น ในการแต่งตั้งโยกย้ายแล้ว เพราะการส่งที่ปรึกษาฯมาชี้ตัวจะได้ไม่มีหลักฐาน สาวไปถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกิดจากการมีระบบ แต่ไม่ใช้ระบบอย่างถูกต้อง กลับอาศัยช่องทางลัด เพื่อแสวงหาความก้าวหน้า อย่างไรก็ตามเห็นว่าควรจะมีกรรมการสรรหาที่นำคนภายนอกมาพิจารณาแต่งตั้งเหมือนกับหน่วยงาน ทั้งเพื่อถ่วงดุลกับผู้มีอำนาจ รวมทั้งจะต้องเปิดเผยถึงรายละเอียดของการลงมติการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อความโปร่งใส ว่าคนที่ได้รับเลือกด้วยเหตุผลอะไร ค.นที่ไม่ได้เป็นเพราะอะไร
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266486397&grpid=04&catid=01
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 22:52:09 น. มติชนออนไลน์
ปลัดมท.นำทีมตบเท้าแถลงโต้ยันไม่มีซื้อตำแหน่ง จวก "จาดุร" เผาบ้านตัวเอง สั่งชี้แจงเป็นหนังสือใน 7 วัน
ปลัดมหาดไทย นำทีม อธิบดี-รองปลัด ตบเท้าแถลงข่าวโต้ ยันไม่มีใครซื้อตำแหน่ง เล็งเอาผิด "จาดุร" สั่งชี้แจงภายใน 7 วัน จวกเผาบ้านตัวเอง อัด "ไพฑูรย์" ใส่ร้ายป้ายสี หวั่งเล่นการเมือง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงมหาดไทย นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายขวัญชัย วงศ์นิติกร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอุดม พัวสกุล อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวีระวัฒน์ ชื่นวาริณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกันแถลงข่าวกรณีนายจาดุร อภิชาติบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย โจมตีกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นยุคตกต่ำ และมีการซื้อขายตำแหน่ง
นายมานิตกล่าวว่า สิ่งที่นายจาดุรกล่าว สร้างความเสียหายแก่กระทรวงมหาดไทยเป็นอย่างมาก ตลอดเวลาที่รับราชการมา 30 ปี ยืนยันว่าไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง วันนี้จึงขอให้นายจาดุร ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาถึงตนว่า ที่บอกว่ามีกาซื้อขายตำแหน่งถึง 400 ล้านบาทนั้น ใครเป็นคนทำ อธิบดีคนใดเป็นคนซื้อ โดยจะรอคำตอบใน 7 วัน จากนั้น หากมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางกฎหมาย โดยอาจจะฟ้องร้องในทางใดทางหนึ่ง เพื่อปกป้องกระทรวงมหาดไทย
นายมานิต กล่าวว่า นายจาดุร เคยดำรงตำแหน่งใหญ่หลายตำแหน่งในกระทรวง อยากถามว่าท่านเคยซื้อตำแหน่งหรือไม่ และในฐานะที่เป็นหัวหน้าผู้ตรวจฯ หากทราบอะไรที่ไม่ดี เหตุใดไม่รายงานปลัดกระทรวงให้แก้ไข การพูดในที่สาธารณะ ทำให้กระทรวงเสียหายนั้น ทั้งที่กระทรวงมหาดไทย เป็นบ้านของท่าน ท่านอาศัยพักพิงอย่างมีความสุข ทำไมถึงเผาบ้านตัวเอง เมื่อถามว่านายจาดุรทำผิดวินัยหรือไม่ ที่มีการกล่าวอ้างถึงผู้บังคับบัญชา คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเชิงตำหนิ นายมานิตกล่าวว่า เร็วเกินไปที่จะตอบ เพราะต้องให้นายจาดุรชี้แจงก่อน แต่ส่วนตัวเห็นว่าผิดวินัย
นายมานิต กล่าวว่า ส่วนนายไพฑูรย์ บุญวัฒน์ อดีตรองอธิบดีกรมการปกครองนั้น เคยเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเกษียณอายุราชการ เหมือนย้ายบ้านไปแล้ว ทำไมต้องกลับมาเผาบ้านคนอื่น ให้ร้ายป้ายสีโดยไม่มีมูลความจริง อยากถามว่านายไพฑูรย์เป็นคนของใคร ทำเพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อะไร จะเล่นการเมืองหรือไม่ ขอร้องว่า อย่าเอาเกียรติยศศักดิ์ศรีของกระทรวงมหาดไทย ไปเป็นฐานในการเล่นการเมือง ถ้ามีใครถามนายไพฑูรย์ว่า ตอนเป็นรองผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ รองอธิบดี ใช้เงินซื้อมาหรือไม่ นายไพฑูรย์จะรู้สึกอย่างไร
เมื่อถามว่า แม้จะไม่มีการใช้เงินซื้อตำแหน่ง แต่มีการสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์แก่พรรคการเมืองในภายหลังหรือไม่ นายมานิตกล่าวว่า ขอถามกลับว่า บางคนที่เพิ่งได้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งที่เหลืออายุราชการอีก 2 ปี จะหาเงิน 17 ล้านบาทมาจากไหนได้ทัน และปัจจุบันก็มีการตรวจสอบการใช้เงินของแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะสื่อมวลชน ถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยตรวจสอบ ถ้าเป็นไปได้ อยากให้มีตรวจแทนสื่อ ไปอยู่กับผู้ว่าฯว่าใช้เงินอย่างไร ทำอะไรบ้างในแต่ละวัน และหาก ก.พ. จะเข้ามาตรวจสอบ ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อถามว่า มีการระบุว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยถือว่าเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุด เพราะมีการเมือง เข้ามาแทรกแซงในทุกเรื่อง นายมานิตกล่าวว่า ตนคิดว่าตอนนี้มีคนอยู่ 3 กลุ่มที่ต้องการปล่อยข่าวทำลายกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ความจริงแล้ว ในองค์กรไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด เพราะถ้าเลวร้ายทั้งหมด องค์กรอยู่ได้ โดยกลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่พลาดหวังจากตำแหน่ง กลุ่มที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้าม และกลุ่มที่ 3 เป็นเรื่องการของการเมือง เพราะขณะนี้ใกล้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงต้องมีการปูพื้นปล่อยข่าว เพื่อนำสู่การอภิปรายในที่สุด
เมื่อถามว่า ที่มีการระบุว่ามีข้อสอบเข้าโงเรียนนายอำเภอรั่ว นายมานิตกล่าวว่า ขณะนี้ป.ป.ช.สอบสวนอยู่ ต้องรอให้ป.ป.ช.ชี้มูลก่อน เมื่อป.ป.ช.ว่าผลเป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย คงไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบเพิ่ม เพราะเกรงว่าผลออกมาไม่เหมือนกัน
เมื่อถามว่า การออกมาแถลงในครั้งนี้มีคำสั่งจากฝ่ายการเมืองหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ไม่มีใครสั่ง ตนเป็นข้าราชการมาถึงขนาดนี้ คิดอะไรเองบ้างก็เป็น อีกทั้งการแต่งตั้งอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีการระบุว่ามีการซื้อขายกันถึง 20 ล้านบาท หรือ 300 ล้านบาทนั้น ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้น ตนคงต้องเสียเงินถึง 2,000 ล้านบาท เพื่อซื้อตำแหน่งปลัดกระทรวง
ด้านนายอุดมกล่าวว่า จากกรณีที่มีการระบุว่า อธิบดีกรมที่เกี่ยวกับการสร้างทาง จ่ายเงินซื้อตำแหน่งถึง 400 ล้านบาท นั้น ยืนยันว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง ไม่ได้รับผิดชอบการสร้างทางมานานแล้ว ตอนนี้รับผิดชอบ เรื่องน้ำท่วม และสร้างเขื่อน ทั้งในและระหว่างประเทศ ขอยืนยันว่า ไม่เคยซื้อตำแหน่งใดๆทั้งสิ้น ตนมีศักดิ์ศรีพอ ถ้าต้องซื้อตำแหน่ง ตนไม่เป็นก็ได้ และในปีงบประมาณ 2553 กรมโยธาฯได้รับงบประมาณทั้งหมดเพียง 4,000 ล้านบาท กว่าร้อยละ 50 เป็นงบฯลงทุน เพื่อป้องกันน้ำท่วม และโครงการต่างๆ เป็นโครงการใหญ่ทั้งหมด ต้องใช้ระบบ อี-อ๊อกชั่น ไม่สามารถใช้วิธีพิเศษได้เลย และหากต้องใช้เงินเพื่อซื้อตำแหน่งขนาดนั้น ตนลากออไปอยู่บ้านดีกว่า ตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอ ไม่เคยใช้เงินซื้อตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว
นายมงคลกล่าวว่า ตนเป็นลูกชาวนา เป็นเด็กวัด กว่าจะเรียนจบได้รับราชการต้องใช้เวลานาน เมื่อรับราชการแล้ว ก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่เคยคาดหวังและยึดติดกับตำแหน่ง และยืนยันว่าไม่เคยใช้เงินซื้อตำแหน่งใดๆทั้งสิ้น เพราะตนไม่มีเงินขนาดนั้น
นายขวัญชัยกล่าวว่า ตอนที่ตนเป็นผู้ว่าราชการการจังหวัดสมุทรปราการ ก็มีการกล่าวหาว่าตนเป็นพวกเสื้อแดง เมื่อตอนที่อยู่ภาคใต้ก็บอกว่าเป็นพวกเสื้อเหลือง ขณะนี้เข้ามาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็กล่าวหาว่าตนเป้นพวกสีน้ำเงิน เป็นคนของพรรคภูมิใจไทย หากเป็นเช่นนี้ ข้าราชการก็วางตัวลำบาก เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ก็ลำบาก คงไม่มีใครอยากติดคุก การรับราชการเป็นอาชีพ และทุกคนมีหน้าที่ต้องทำภายใต้กรอบของกฎหมาย ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ ใครก็ตามที่ไม่ทำงาน จะถือว่าไม่มีเกียรติมากกว่า ทุกวันนี้ก็อายเหมือนกัน ที่มีการคนกล่าวหาว่ากระทรวงมหาดไทยเลวร้ายขนาดนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ที่ร่วมแถลงข่าวทั้งหมด เป็นผู้ที่มีความสนิทสนมกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะนายมานิต ที่เป็นคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน นายมงคล เป็นอดีตผู้ว่าฯบุรีรัมย์ นายอุดม สนิทกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายขวัญชัย สนิท กับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นรุ่นพี่ ร่วมสถาบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266571291&grpid=04&catid=no
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 12:31:07 น. มติชนออนไลน์
"ศักดิ์สยาม"แจ้งความ"จาดุร"หมิ่นประมาท กล่าวหาพัวพันซื้อเก้าอี้ เตรียมฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย100ล้าน
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 20 ก.พ. นายธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชติ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและทนายความของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย นำเอกสารมอบอำนาจจากนายศักดิ์สยาม และหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวในวันสัมมนา"ธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งโยกย้าย ศึกษากรณีกระทรวงมหาดไทย"ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยนายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวทำนองว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงานรมว.มหาดไทย พัวพันกับการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวง เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.ทรงพล นิ่มไพบูลย์ ร้อยเวร สน.พระราชวัง เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายจาดุรในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
นายธนชาติ กล่าวว่า การสัมมนาดังกล่าวทำให้นายศักดิ์สยามและกระทรวงมหาดไทยก็ได้รับ ความเสียหาย โดยกล่าวอ้างว่ามีการซื้อขายตำแหน่งอธิบดีกันในราคา 300 ถึง 400 ล้านบาท ซึ่งไม่เป็นความจริง และในวันจันทร์จะไปฟ้องร้องกับศาล เรียกค่าเสียหายประมาณ 50 หรือ 100 ล้านบาท สำหรับคนอื่นที่ร่วมสัมมนาด้วยนั้นจะตรวจสอบต่อไปว่ามีใครพูดพาดพิงอีกหรือ ไม่ รวมทั้งสื่อที่เสนอข่าว ทั้งนี้โดยส่วนตัวนายศักดิ์สยามไม่มีความโกรธแค้นกับนายจาดุรและไม่เคย รู้จักกันมาก่อน
ด้านร.ต.ท.ทรงพล เปิดเผยว่า หลังรับแจ้งความแล้วภายใน 7 วัน จะรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเชิญตัวนายศักดิ์สยาม และนายจาดุรมาพูดคุยกันอีกที
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266643877&grpid=00&catid=
February 20, 2010, 9:46pm
อดีตรองปลัดมท. แฉซ้ำ ผ่อนส่งเก้าอี้ผู้ว่า
"ไพฑูรย์ บุญวัฒน์" เผยมีการซื้อขายตำแหน่งเป็นในลักษณะซื้อผ่อนส่ง ผู้ว่าฯ 4-5 คน ในจังหวัด ภาคอีสาน ใกล้โคราช ย้ำมีการปล้ำ ขรก.หญิงในคลองหลอดจริง แต่ไม่ใช่ฝีมือ มท.1 ชี้แก่แล้ว...
เมื่อวันที่ 20 ก.พ.นายไพฑูรย์ บุญวัฒน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวกรณี นายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่ามีการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าว่า การซื้อขายตำแหน่งเป็นในลักษณะซื้อผ่อนส่ง โดยขณะนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัด 4-5 คน ในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้จังหวัดนครราชสีมา ที่เป็นจังหวัดไม่มีรายได้มากนัก บ่นว่าหาเงินไม่ได้ ไม่ทันผ่อนส่ง ตนทราบมาว่าจะมีการโยกย้ายข้าราชการในระดับผู้ว่าราชการจังหวัดอีกใน เร็วๆนี้ เพื่อปรับคนที่ไม่สามารถหาเงินให้ได้ตามเป้าออก ดังนั้นหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดจึงมีความกังวลใจ และได้โทรศัพท์มาแจ้งเรื่องดังกล่าวกับตน ยืนยันว่าจะมีการดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
นายไพฑูรย์กล่าวต่อกรณีมีการระบุในการสัมมนาของส.ว.ว่า วงการมหาดไทยมีความอัปยศสุดขีด ถึงขั้นมีการเรียกข้าราชการหญิงไปกอดปล้ำในห้องทำงานว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้มีจริง ไม่เช่นนั้นตนจะพูดออกมาได้อย่างไร เมื่อถามว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยระบุว่า อาจเป็เรื่องที่เกิดสมัยนายไพฑูรย์รับราชการอยู่ นายไพฑูรย์กล่าวว่า ไม่ใช่ เป็นเรื่องในปัจจุบัน เรื่องนี้ลามไปหมดทั่วกระทรวงมหาดไทย ทั้งห้องนักการเมืองและห้องข้าราชการ มีการลุ่มล่ามกับข้าราชการหญิงและลูกจ้าง มีการทำบัดสีบัดเถลิงมาตลอด อย่างไรก็ตามไม่ใช่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะแก่แล้ว เรื่องนี้ต้องเป็นคนหนุ่ม และเป็นนักการเมือง มีตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย
ต่อข้อถามว่า หากมีการกระทำจริง เหตุใดจึงไม่มีคนทราบ เพราะเป็นที่ที่มีคนอยู่มากมาย นายไพฑูรย์ กล่าวว่า การกระทำแบบนี้ไม่มีใครทำให้คนอื่นรู้ สถานที่เป็นในห้อง ปลอดคน บานฉ่ำ ชื่นบาน ลับตาคน แต่อย่าให้บอกเลยว่าเป็นใคร เพราะขณะนี้กลัวว่าจะถูกฟ้องร้อง อย่างไรก็ตามนายไพฑูรย์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าทราบเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร
โดย ไทยรัฐออนไลน์
20 กุมภาพันธ์ 2553, 20:35 น
http://www.thairath.co.th/content/pol/66284
ปลัดคลองหลอด”ขู่ใช้ กม.เอาผิด“จาดุร”
วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 15:04 น
ฐานปูดข่าวเซ็งลี้เก้าอี้ในกระทรวงมหาดไทย ขู่ต้องแจงข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษรใน 7 วัน เล็งเอาผิดทางกฎหมาย “จาดุร”
วันนี้ (19 ก.พ.) ที่กระทรวงมหาดไทย นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมข้าราชการระดับสูง ร่วมกันแถลงข่าวกรณี นายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า มีการซื้อขายตำแหน่งกันอย่างกว้างขวางในกระทรวง โดยเฉพาะเก้าอี้อธิบดีมีราคา 300-400 ล้านบาท ว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำให้กระทรวงเสื่อมเสียมาก ตนรับราชการมา 30 ปี ยืนยันว่า ไม่เคยใช้เงินซื้อตำแหน่ง ดังนั้น ใน 7 วันนี้ จะประสานให้กองการเจ้าหน้าที่ส่งเรื่องถึงนายจาดุร ให้ชี้แจงรายละเอียดกรณีดังกล่าวมาเป็นลายลักษณ์อักษร ว่า มีอธิบดีกรมไหน และใครทุจริตซื้อขายตำแหน่งตามที่กล่าวหา และหลังจากนี้อาจต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายกับนายจาดุร เพื่อเป็นการปกป้องชื่อเสียงของกระทรวงมหาดไทยด้วย.http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=8&contentID=49710
21 กพ. 2553 18:07 น.
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านบันทึก
ขอบคุณค่ะ^__^
ด้วยความยินดีครับคุณ
ต้นเฟิร์น
กรณีที่บันทึกแล้วสำเนาข่าวมานั้นมุ่งหมายให้เกิดการเรียนรู้ต่อกรณีคุณจาดุรฯ ครับ
ขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ ครับ
ยินดีต้อนรับทุกท่าน และคุณอุดม ท้องถิ่นน่านท่านล่าสุดครับ
มหาดไทยมีการทุจริตเกิดขึ้นมากมาก ส่วนหนึ่งเพราะเรามีนักการเมืองกังฉิน ชอบแต่หาผลประโยชน์ส่วนตัว รวมทั้งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ขาดภาวะผู้นำ ไม่สั่งการ ไม่ติดตาม ไม่กล้าตัดสินใจปราบการทุจริตคอรับชั่นอย่างจริงจัง เปรียบเสมือนนายกรัฯมนตรีควายดีๆนี่เอง
ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรีแทนอภิสิทธิ์ สิ่งที่ผมจะต้องทำรีบด่วยในกระทรวงมหาดไทย คือ
๑.รีบเปลี่ยนรัฐมนตรีมหาดไทยเป็นท่านปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
๒.ปรับรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง คือท่านควายสุเทพฯออกก่อน
๓.ดำเนินการจัดการกับปัญหาการทุจริตของมหาดไทย ไม่ว่า ทุจริตงบภัยพิบัติของผู้ว่าราชการทุกจังหวัด และนายอำเภอ อย่างเด็ดขาด จัดการปลออธิบดีฐานปล่อยให้มีการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอโดยอธิบดีมีส่วนร่วม รวมทั้งจัดการปราบปรามการทุจริตในทุกกระทรวง อย่างจริงจัง ไม่ใช่เก่งแต่พูดเหมือนนายกอภิสิทธิ์
๔.ยกเลิกงบภัยพิบัติ งบภัยแล้ง โดยโอนไปให้ท้องถิ่นเป็นคนทำเอง ผู้ว่าฯนายอำเภอ เพียงกำกับ ดูแลเท่านั้น
๕.จัดการออก พรบ.ว่าด้วยการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในทุกกระทรวง แบบ ปปช. ปปท. กกต. สตง. โดยทันที
แค่นี่ประเทศชาติก็สงบสุข ไร้จากผู้นำที่ไม่มีคุณธรรม ปัญหาทุจริตจะเบาบางลงอย่างชัดเจน ภายในไม่กี่เดือนครับ...แต่อภิสิทธิ์ มันก็คงเฉยเหมือนเดิมนั่นแหละ นายกหัวควาย ไอ้สัตว์มาร์ค
ปปทงอย่าเป็นแค่เสือกระดาษว่าจะจัดการกับข้าราชการทุจริต ยังไม่เห็นมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทุจริตงบภัยพิบัติของกรมการปกครอง การสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ขณะนี้พวกผู้ว่าฯ นายอำเภอยังโกงงบน้ำท่วมเช่นเดิม สงสัยคงต้องยุบ ปปท.ทิ้งเปลืองเงินเดือน ปล่อยให้ชาวนาเขาจัดการกันเองดีกว่าครับท่านภิญโญ ทองชัย