GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ค่าตอบแทนกำลังคนในระบบสาธารณสุขยุคปัจจุบัน เป็นธรรมแล้วหรือ?

ค่าตอบแทนกำลังคนในระบบสาธารณสุขยุคปัจจุบัน เป็นธรรมแล้วหรือ? [1]

     ค่าตอบแทนกำลังคนในระบบสาธารณสุขยุคปัจจุบัน เป็นธรรมแล้วหรือ เป็นคำถามที่ไม่ต้องหาคำตอบ เพราะรับรู้กันในวงกว้างว่าไม่มีความเป็นธรรมเลย และเราได้ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสะสมมาจนถึงวันนี้ เสมือนหนึ่งเราได้ให้ความร่วมมือกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นนี้ด้วย เพียงเพราะเราไม่ช่วยกันพูด เราไม่มีปากเสียง ตัวแทนของเราที่ได้ยื่นข้อเสนอไปก็เงียบ เมื่อสอบถามกลับพบว่า “ผู้ใหญ่ท่านขอไว้” เพื่อแลกกับการไปช่วยขับเคลื่อน (ร่าง) พ.ร.บ.วิชาชีพสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. ....... ให้แทน ทั้งการพิจารณาเพื่อให้ความเป็นธรรมในเรื่องค่าตอบแทน และการขับเคลื่อน พ.ร.บ.วิชาชีพสาธารณสุขชุมชน ไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นทั้งสองเรื่องที่กำลังคน “คนชายขอบ” ในระบบสาธารณสุขต้องรวมพลังและผลักดันให้เกิดขึ้น สำหรับบทความนี้จะขอเน้นไปที่ความเป็นธรรมของค่าตอบแทนกำลังคนในระบบสาธารณสุข เพื่อให้เห็นว่านี่เป็นผลพวงหนึ่งที่เรายังไม่มีสภาวิชาชีพของเราเอง

     ความหมายของค่าตอบแทน[2] (Compensation) คือ ค่าใช้จ่ายที่องค์การจ่ายให้แก่ผู้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบ จูงใจให้มีการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน และเสริมสร้างฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวผู้ปฏิบัติงานให้ดีขึ้น ค่าตอบแทนประกอบด้วย 3 ส่วน คือ คาจ้างและเงินเดือน (Wage and Salary) คาจูงใจ (Wage Incentive) และประโยชนเกื้อกูล (Fringe benefit) ปัจจัยที่ใช้กำหนดในการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทน มี 7 ประการ คือ 1) ระดับค่าจ้างทั่วไป (Prevailing rate) 2) ความสามารถในการจ่าย (Ability to pay) 3) มาตรฐานการครองชีพ (Standard of living) 4) คาของงาน (Job Value) 5) อำนาจการต่อรอง (Bargaining power) 6) รัฐบาล (Government) และ 7) ผลิตผลขององคการ (Productivity) 

     จากความหมาย องค์ประกอบ และปัจจัยกำหนดค่าตอบแทนดังกล่าวข้างต้น จะขอจำแนกปัจจัยกำหนดออกเป็น 2 ส่วน คือในส่วนที่บุคลากรในระบบสาธารณสุขมีเหมือนกัน และแตกต่างกันเฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน

     1. ปัจจัยกำหนดที่เหมือนกัน หรืออยู่ภายใต้บริบทเดียวกัน คือ ระดับค่าจ้างทั่วไปตามกลไกตลาด (ขั้นต่ำสุด) ความสามารถในการจ่ายขององค์การ มาตรฐานการครองชีพในสังคม รัฐบาล และผลิตผลขององคการ ปัจจัยกำหนดทั้ง 5 ประการนี้ หากใช้พิจารณากำหนดค่าตอบแทนบนพื้นฐานข้อเท็จจริงแล้วทุกคนที่เป็นบุคลากรในองค์การเดียวกันย่อมต้องได้รับเท่ากัน (ไม่ใช่เท่าเทียมกัน) ฉะนั้นการใช้ปัจจัยกำหนดเพียงส่วนนี้เท่านั้นในการพิจารณากำหนดค่าตอบแทนจึงไม่เกิดความเป็นธรรมที่แท้จริงในระบบสาธารณสุข เพราะบุคคลย่อมแตกต่างกันในหลาย ๆ ประการ เช่น สมรรถนะ (Competence) เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้มีค่าของงานที่เกิดขึ้น (Job Value) ไม่เท่ากันหรือแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ฉะนั้นการนำเอาผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานมาเป็นปัจจัยกำหนดด้วย จึงจะเป็นวิธีการที่สร้างความเป็นธรรมได้จริง ดังจะได้กล่าวในประเด็นส่วนที่ 2 ต่อไป

     2. ปัจจัยกำหนดที่แตกต่างกัน แม้จะอยู่ภายใต้บริบทเดียวกัน ได้แก่ คาของงาน และอำนาจการต่อรอง จากปัจจัยกำหนดทั้ง 2 ประการที่เหลือจะเห็นว่าสามารถพิจารณาได้โดยสามัญสำนึก (Common Sense) ว่าเป็นส่วนทำให้ค่าตอบแทนทั้งหมดไม่เท่ากัน และบุคลากรในองค์การจะให้การยอมรับได้ทันทีหากมีเหตุผลอธิบายถึงความแตกต่างของผลลัพธ์ในการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นที่เรียกว่า “ค่าของงาน (Job Value)” ได้อย่างเหมาะสม แต่ “ค่าของงาน” เป็นเรื่องของนามธรรมมากกว่ารูปธรรม ซึ่งต้องอาศัยความพยายามในการอธิบายให้เห็นภาพ และการนำเสนอสู่สาธารณะ จนเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจในการต่อรอง ถึงจุดนี้ปัจจัยกำหนดนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น หรืออาจจะไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ ที่ถูกนำมาใช้ในการกำหนดค่าตอบแทน ที่เหลือถูกปกปิดอยู่เพราะการนำเสนอถึง “ค่าของงาน” และการรวมพลังจนเป็น “อำนาจการต่อรอง” กลุ่มไหนหรือใครมีมากกว่า กลุ่มนั้นได้ไป มีให้เห็นเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์มากมายในสังคมนี้ ซึ่งบทความนี้ไม่อยากพาดพิงไปถึง (ด้วยเชื่อว่าเรารับรู้กันอยู่แล้ว) 

     นักรบผู้กล้าในระบบสาธารณสุข ที่คอยระวังหน้าไม่ให้ประชาชนเจ็บป่วย ให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีความสุข เพื่อจะให้ข้างหลังไม่ต้องรับภาระหนักเกินไป แต่ข้างหลังกลับใช้เวลาที่เหลือสร้างฐานะความร่ำรวยให้แก่ตนเองอย่างชอบธรรม ในขณะที่ประชาชนหากเจ็บป่วยไม่มากมายนัก ท่านก็ติดอาวุธกึ่งอัตโนมัติให้นักรบเหล่านี้เพื่อสามารถจัดการเองได้ แต่ท่านไม่ได้ให้อิสระแห่งวิชาชีพ ท่านให้ดำเนินการภายใต้อำนาจแห่งท่าน ก็ชอบธรรม และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน รวมถึงเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐได้อย่างชัดเจน เพราะต้นทุนส่วนนี้ถูกมาก ไม่แพงเหมือนที่ท่านต้องจัดการเอง และประชาชนก็เข้าถึงได้ง่ายกว่า สำหรับ “ค่าของงาน” หากพิจารณาในเชิงปริมาณก็มีมากขึ้นตามที่ท่านติดอาวุธกึ่งอัตโนมัติให้ รวมถึงนโยบายที่ท่านช่วยกำหนดเพิ่มเติมอีก และสามารถบรรยายได้ทั้งหมด เชิงคุณภาพเราก็เร่งพัฒนาทั้งเชิงเทคนิคบริการและคุณภาพเชิงสังคม ต้องยอมรับว่าเรามีคุณภาพในสายตาประชาชนมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง แต่เราใช้เกณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมาวัด เพราะเราวัดจากวิญญาณความรู้สึกของประชาชน ที่เขาได้แสดงออกมา และให้การยอมรับว่าเราเป็นพี่ เป็นน้องของเขา เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกับเขา

     ในด้านความประหยัดก็เป็นที่ยอมรับกันในวงวิชาการว่าการจัดบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิที่เป็นแนวหน้าตามหน้าที่ของเรานี้มีต้นทุนน้อยที่สุดทั้งต้นทุนภาครัฐเอง และต้นทุนด้านประชาชนด้วย[3] ด้านประสิทธิผลก็ดูได้จากความสำเร็จของแผนงาน/โครงการที่ถูกสั่งการลงมา และดูจากความเข้มแข็งของชุมชนในการร่วมกันสร้างสุขภาพ อย่างเช่นกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข กลุ่มองค์กรผู้สูงอายุ หรือชมรมด้านสุขภาพต่าง ๆ ค่าของงานมีอะไรอีกหรือที่เราไม่ทัดเทียมกับวิชาชีพอื่น ๆ หรือเป็นเพราะเราไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ หรือเป็นอาชีพที่บริษัทไม่รับ และโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่เอา หรือเพราะเราอยู่ไกลเกินไปที่จะเรียกร้องออกเสียงให้ได้ยินไปถึงใจกลางเมืองหลวง หรือเพราะเราไม่มีเครือข่ายองค์กรที่กฎหมายให้การรับรองในการออกมาทำหน้าที่อธิบายให้เห็นภาพ “ค่าของงาน” ที่ได้เราได้ร่วมกันปฏิบัติด้วยจิตวิญญาณ ต่อสังคมสาธารณะ

     “คน (สธ.) ชายขอบ” ทั้งหลายที่เป็นนักรบแนวหน้า ท่านอย่าได้ละทิ้งสิ่งที่เคยทำมาในอดีต เพียงเพราะมีการสร้างกระแสเชิงรุก และให้คนกลุ่มหนึ่งมาทำแทนท่าน และไม่ใช่การปฏิเสธคนกลุ่มนั้นด้วยการไม่ให้เขาทำ แต่เราต้องร่วมกันทำเพื่อประชาชน การให้บริการเชิงรุกแก่ประชาชนนั้น “หมออนามัย” ทำมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยได้นำเสนอออกทางโทรทัศน์ หรือถูกเสนอผ่านสื่ออื่น ๆ มากนัก ต่อมาเมื่อกลุ่มวิชาชีพอื่นในระบบสาธารณสุขลงมาจับ ลงมาเล่น ตามแนวนโยบาย เขาก็เอาไปอ้างเป็น “ค่าของงาน” อย่างชอบธรรมอยู่ฝ่ายเดียว การร่วมกันสร้างสุขภาพแก่ประชาชนเชิงรุกโดยทีมสุขภาพที่เป็นสหวิชาชีพ เป็นสิ่งถูกต้องแล้ว ท่านจะถูกผลักออกมาเสีย หรือเดินออกมาเองจากการรับรู้ของสังคมสาธารณะไม่สำคัญ แต่ตอนนี้ขอให้ทบทวนและร่วมเป็นทีมสุขภาพเพื่อสุขภาวะของประชาชนต่อไปอย่าท้อถอย หรือหมดกำลังใจ ทุกอย่างสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาให้สู่จุดสมดุลได้ โดยใช้พลังปัญญา (องค์ความรู้) พลังของเครือข่าย และพลังภาคการเมือง

     ดังที่ได้กล่าวไว้ว่าการไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการพิจารณาค่าตอบแทนกำลังคนในระบบสาธารณสุขมีสาเหตุหลักจากการขาดปัจจัย 2 ประการ คือ “คาของงาน” ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้นมี แต่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรับรู้ หรือทำเป็นไม่รับรู้ หรือว่างานในหน้าที่ที่เราปฏิบัติอยู่ในแต่ละวันขณะนี้ไม่มีค่าอะไรเลยจริง ๆ เป็นประการที่หนึ่ง และประการที่สอง คือการไม่มีอำนาจต่อรอง ตามทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าการไม่มีองค์กรตัวแทนวิชาชีพที่ชอบธรรม และถูกต้องตามกฎหมายมากกว่า เป็นสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังของการไม่ได้รับความเป็นธรรมครั้งนี้ แต่ในการแก้ปัญหานี้ควรจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมเป็น 2 ระยะ คือ
     1. ยุทธศาสตร์ระยะสั้น เป็นการแก้ปัญหาในปัจจุบันด้วยการรวมพลังเท่าที่มีสร้างอำนาจต่อรองด้วยการอธิบายให้เห็นภาพ “ค่าของงาน” และการนำเสนอสู่สังคมสาธารณะ หรือสร้างอำนาจต่อรองรูปแบบอื่น ๆ ที่พลังของเครือข่าย “คน (สธ.) ชายขอบ” จะเห็นพ้องต้องกัน
     2. ยุทธศาสตร์ระยะยาว เป็นการผลักดันให้มีองค์กรตัวแทนวิชาชีพที่ชอบธรรม และถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการร่วมกันขับเคลื่อน พ.ร.บ.วิชาชีพสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. ....... ให้มีผลบังคับใช้ให้เร็วที่สุด เพื่อลดลักษณะความไม่เป็นธรรมที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต พร้อม ๆ กับการเรียกร้อง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....... ให้เดินหน้าต่อไปได้แล้ว
     การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ทั้ง 2 ระยะ ต้องอาศัยพลังของเครือข่ายก่อน เพื่อสร้างหรือทบทวนหรือรวบรวมพลังแห่งปัญญา (องค์ความรู้) จากนั้นขอให้ท่านเชื่อมั่นว่าพลังจากภาคการเมืองจะถูกดูดโดยเครือข่ายที่มีปัญญาเข้ามาร่วมยุทธศาสตร์นี้เอง

     หมายเหตุจากผู้เขียน : บทความนี้เป็นทัศนะส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่ หรือผู้บังคับบัญชาของผู้เขียนแต่อย่างใด

[1] ผู้เขียน : อนุชา  หนูนุ่น [สศ.บ. (บริหารสาธารณสุข), วท.ม. (การวิจัยและพัฒนาระบบสาธารณสุข)]
[2] เอกสารเผยแพร่วิชาการ “โครงสร้าง/การบริหารบุคคล” สำนักงาน ก.พ. (2548)
[3] สุพัตรา  ศรีวณิชชากร และคณะ (2539) ;อารี  วัลยะเสวี และคณะ (2542)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 3381
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 10
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (10)

     บทความนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเรียกร้องได้
อ่านข่าว สธ. ทุ่ม 3 พันล้านเพิ่มค่าตอบแทนแพทย์ ที่ http://gotoknow.org/archive/2006/03/15/10/35/27/e19079 แล้ว รู้สึกแย่ ๆ จัง

จากที่ คุณ"หมออนามัยคนหนึ่ง"..link ไว้ให้..ตามไปดูแล้วค่ะ..เห็นใจคนทำงาน..ไม่ว่าจะเป็นหมออนามัย..หรือพยาบาลนะคะ..ขนาด..นี้ยังมีการแบ่งชนชั้น..และประเทศชาติล่ะคะ..จะหวังอะไรได้...เมื่อไร..คน..จะลุกขึ้นมาทบทวนถึงความเป็นธรรมที่ "มนุษย์"..พึงมีพึงได้ล่ะคะ...

 

ในการทำงาน..จากข้อมูลเชิงคุณภาพที่พบ.."การที่จะตามแพทย์สักคนมาดูคนไข้..นี่..แทบกราบอ้อนวอนเลยนะคะ..."..นี่เป็น Theme หนึ่งที่ได้...จากเสียงสะท้อนคนทำงานที่อยู่ในวิชาชีพพยาบาลค่ะ

 

     ตอนนี้สถานการเรื่องการจัดการค่าตอบแทนต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุข เรียกว่าหลุดโลกจนแทบจะไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว ผมเชื่อครับว่าวันหนึ่งความเลวร้าย จะเกิดขึ้น ไม่ได้ท้า แต่คลื่นใต้น้ำจะแรงมากตามคำทำนาย เพราะเงียบ ๆ แต่คาดว่าน่ากลัว เชื่อเช่นนั้น
อ่านแล้วเหนื่อยอ่อน  เราต่อสู้กันมานานเหลือเกินอีกนานไหมเขาจะรู้จักเราแพรดบ้านนอก  หรือว่าแกล้งโง่

คุณนวก.อาจสามารถ

     เป็นกำลังใจให้นะครับ ต่อสู่ต่อไป แต่ผมนะเลือกเดินทางตามประเด็นข้อเสนอที่ว่า "ค่าของงาน" ครับ หมออนามัยเราจะมีจุดอ่อนตรงที่งานอันมีคุณค่า หมอนามัยที่มีศักยภาพ ยังไม่ได้รับการนำเสนอสู่สังคม...ผมและเครือข่าย กำลังเดินทางนี้กันอยู่อย่างมุ่งมั่นตัวอย่างกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในระดับภาคใต้เร็ว ๆ นี้คือเวทีสาธารณะ การปฏิรูปการเมืองกับบทบาทเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ ณ มอ.หาดใหญ่ ครับ

  • ได้เห็นข่าวสั้นๆจากจอโทรทัศน์เมื่อวานนี้แล้วค่ะ ใจนึกถึงคุณชายขอบแปลบเลย...คิดว่ากลุ่มหมออนามัยต้องผลักดันให้มี "สภาวิชาชีพ...." โดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีอำนาจต่อรอง และมีโอกาสแสดง "ค่าของงาน" ได้...
  • เป็นกำลังใจให้นะคะ..."ค่าตอบแทน" ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนได้ แต่ไม่ได้ลด"ค่าของคน" ค่ะ!..สู้..สู้
     ขอบคุณพี่เม่ยมากครับที่นึกถึงและเป็นแรงใจให้ "หมออนามัย ชนกลุ่มน้อย คนชายขอบ" สำหรับตัวผมเองแม้จะมีค่าตอบแทนสำหรับหมออนามัยออกมา ก็ไม่มีผลอะไร จึงเดินได้อย่างสบายใจเรียกว่า "ไม่พักหมังเหมํ" ยิ้ม ๆ ...สู้

ขอได้รับการคารวะอย่างสูงครับ นักสู้หมออนามัยผู้กล้า เป็นกำลังใจให้ครับ กระทรวงนี้กดขี่พวกท่านมานานแล้ว โดยสภาวิชาชีพกลุ่มหนึ่งถือบังเหียนอยู่ เขาเรียกศักดินาองค์กรครับ สภาพวกนี้เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างภาพความศักดิ์สิทธิ์ให้กับตัวเอง กดดัน สธ.เรียกร้องค่าตอบแทน ค่าโน้น ค่านี่ เชื่อเถอะคับ เขาไม่ต้องการผลิตคนของเขาออกมาให้พอกับความต้องการของประชนหรอก ถ้ามีเยอะก็จะทำให้มีผลกระทบต่อรายได้ มีน้อยจะได้ถือว่าขาดแคลน ก้มกราบ อ้อนวอนยามป่วยไข้ ทั้งที่คนที่รับบทจริงคือคนที่ทำหน้าที่ปกป้องโรคภัยให้กับประชาชน โรคภัยมองไม่เห็นตัวด้วยซ้ำ ไม่รู้จะมาจากทิศทางได พอป่วยไข้คนพวกนี้ก็รับไปอ้างผลงานสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับตนเอง เห็นใจครับ บทเรียนประเทศหนึ่งครับที่มีการจัดระบบบุคคลากรของรัฐด้านสาธารณะสุขของรัฐที่ได้ผลดี ประเทศคิวบาครับ เขาห้ามการตั้งสภาวิชาชีพที่เป็นอิสระของกลุ่มบุคคลในวิชาชีพนี้เด็ดขาด โดยถือเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรงอยู่แล้วในการที่จะต้องควบคุมจรรยาบรรณของคนกลุ่มนี้ และเพื่อป้องกันการทำการค้าหากำไรจากการให้บริการด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน คนกลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นงานด้านป้องกันหรือเยียวยารักษาจะมีจำนวนที่เพียงพอและได้สัดส่วนกับภาระหน้าที่ โดยถือหลักว่า ลดเงิน เพิ่มคน เสริมสวัสดิการครับ แต่ที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ผิดถนัดครับ ยกตัวอย่างวิชาชีพ(วิศกร)อย่างผมเป็นกรณีศึกษา บรรจุครั้แรกค่าตอบแทน 7,xxx บาท ประมาณกลุ่มคนในวงการวิชาชีพข้างต้นสูงส่งไป จัดจ้างก่อสร้างโรงพยาบาลแต่ละทีต๋งนอกต๋งในกรรมการตรวจรับหลักแสนหลักล้าน งุบงิบแต่ละทีกลัวผมรู้ กลัวเป็นที่ครหาต่อวิชาชีพข้างต้น หมดศัทธาเลยคับ เรื่องงานก็ตรากตรำไม่แพ้หมออนามัย ดินโคลน อิทธิพล ขมขู่มีตลอด แต่ก็แข็งใจสู้ ผิดพลาดมาคงตายเยอะกว่าฉีดยาผิด ค่าตอบแทนพิเศษ และค่าวิชาชีพ ต้องรอระดับ 6 คับ ผมว่ากระทรวงนี้เปลี่ยนเป็นกระทรวงแพทพยาบาลจะเหมาะกว่าครับ ขอบคุณครับ ปล.กพ นี่ก็แสบพอกัน

  • ขอบคุณครับนายช่างโยธา
  • ผมรับตอบให้เพราะหากยังอยู่จะได้ทันอ่านนะครับ
  • ผมลาออกจากระทรวงนี้มาหลายเวลาแล้วครับ
  • แต่ด้วยเหตุผลความไม่ทัดเทียมกันในเรื่องโอกาสของการเรียนต่อครับ